ในการมาเยือนเยอรมนีครั้งล่าสุดของนาย Elon Musk ใช้เวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมง เพื่อปาฐกถากับพนักงานและลูกค้าหน้าโรงงาน Gigafactory ในเมือง Grünheide (ติดกรุงเบอร์ลิน) โดยนาย Musk ได้ออกมากล่าวขอบคุณพนักงานที่ทำงานอย่างหนักให้กับโรงงานที่ดีที่สุดของโลก โดยนาย Musk ได้เดินทางออกจากกรุงลอนดอนหลังจากที่เข้าประชุมสุดยอดด้านปัญญาประดิษฐ์ (Ai) กับรัฐบาลสหราชอาณาจักร ซึ่งในปาฐกถานอกจากนาย Musk จะกล่าวชื่นชมพนักงานแล้ว เขายังได้แจ้งข่าวดีอีกว่า โรงงานใน Grünheide จะผลิตรถ Tesla รุ่นราคาประหยัด ที่มีราคาต่ำกว่า 25,000 ยูโร ซึ่งผู้ไกล้ชิดของนาย Musk เองก็ได้ออกมายืนยันถึงแผนดังกล่าวกับ Handelsbaltt อีกครั้ง

 

การตัดสินใจดังกล่าวถือเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจมากสำหรับหลาย ๆ ฝ่าย เพราะก่อนหน้านี้มีการวางแผนที่จะผลิตรถยนต์รุ่นดังกล่าวในเม็กซิโก โดยมีรายละเอียดถึงขั้นว่าจะผลิตรถรุ่นไหน และจะใช้ชื่ออะไร โดยวางแผนกันว่าจะผลิตตั้งแต่รถซีดานไปจนถึงรถ SUV ขนาดกะทัดรัด ซึ่งทั้ง 2 รุ่น ได้ถูกหยิบยกขึ้นเป็นประเด็นหารือภายในของบริษัทว่า จะเรียกรถโมเดลใหม่นี้ว่า Model 2 หรือ Model Q กันดี ด้านสำนักงานใหญ่ของ Tesla ในเมือง Austin สหรัฐอเมริกามีหน้าที่พัฒนารถดังกล่าวขึ้น โดยคาดว่าต่อไปเยอรมนีจะมีส่วนสำคัญในการเป็นฐานการผลิตรถยนต์นี้ นาย Sagt Alexander Timmer หุ้นส่วนบริษัทด้านการให้คำปรึกษาในธุรกิจรถยนต์ที่ชื่อว่า Berylls เปิดเผยว่า “ดูเหมือนว่า โรงงานในเมือง Grünheide จะถูกหวยรางวัลที่หนึ่ง” เพราะนาย Musk วางแผนจะเพิ่มยอดจำหน่ายขึ้น 50% ทุกปี และตั้งใจที่จะจำหน่ายรถยนต์ในปี 2030 ให้ได้ปีละ 20 ล้านคัน ซึ่งจะสามารถทำตามแผนที่วางไว้ได้ก็ต่อเมื่อ Tesla ตั้งราคารถในรุ่งดังกล่าวในราคาที่ไม่แพงเท่านั้น แต่อย่างไรก็ดี ขณะนี้ถือเป็นเรื่องที่ทำได้ค่อนข้างยากเนื่องจากแบตเตอรี่และต้นทุนการผลิตรถ EV สูงมาก แล้วปัจจัยอะไร ? ที่ทำให้ Tesla ตัดสินใจที่จะผลิตรถ EV รุ่นประหยัดในประเทศที่มีค่าแรงสูงอย่างเยอรมนี นี้คือ 4 เหตุผล ที่ทำให้ Tesla ตัดสินใจเลือก Grünheide มาเป็นฐานการผลิตรถ EV ราคาประหยัด กล่าวคือ

 

  1. เพราะการผลิตที่มีประสิทธิภาพ

หัวใจสำคัญของรถ EV รุ่นใหม่ที่ Tesla ต้องการ ก็คือ ต้องเรียบง่ายและต้นทุนในการผลิตที่ถูกที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดย Tesla จะใช้เทคโนโลยีเครื่องหล่อและปั้มรถยนต์ขนาดใหญ่ (Giga-Press) เข้ามาร่วมด้วย ซึ่งจะนำมาใช้ผลิตตัวถังด้านหน้าและด้านหลังของรถยนต์ในรุ่น Model Y โดยจะทำการหล่อและปั้มเพียงครั้งเดียว ซึ่งเทคโนโลยีดังกล่าวทำให้ผู้ผลิตรถยนต์ไม่จำเป็นต้องทำการเชื่อมและบัดกรีแผ่นโลหะหลายร้อยแผ่นเข้าด้วยกัน ทั้งนี้ Tesla ได้ให้ข้อมูลว่า เทคโนโลยีดังกล่าวจะทำให้ค่าใช้จ่ายในการผลิตลดลงถึง 40% จึงสะท้อนอย่างชัดเจนว่า การที่ Tesla ได้ปรับปรุงแนวคิด (Giga-Press) ที่เคยเป็นประเด็นถกเถียงในโลกของรถยนต์นั้น ปัจจุบันสามารถหาข้อยุติจนสามารถนำมันไปใช้กับยานพาหนะขนาดเล็กได้แล้ว ด้านนาย Matthias Schmidt ผู้ก่อตั้งบริษัทธุรกิจบริการที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมรถยนต์ Schmidt Automotive Research กล่าวว่า Tesla ได้ค้นพบจุดที่เรียกว่าจุดกลมกล่อม (Sweet Spot) ใน Giga-Press แล้ว” และสำหรับประเทศที่ค่าแรงสูงอย่างเยอรมนีนั้นสิ่งที่ Tesla พัฒนาและนำมาใช้งานนี้ถือเป็น “เรื่องที่น่าทึ่งและสร้างความเจ็บปวดให้กับผู้ผลิตรถยนต์รายอื่น ๆ เหมือนเอาเกลือมาถูลงบนแผล” โดยในวันแห่งการลงทุนของบริษัทเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมาบริษัท Tesla ก็ได้นำเสนอแนวคิดอื่น ๆ เพื่อทำให้การผลิตมีประสิทธิภาพสูงขึ้น และในอนาคตรถยนต์ของบริษัทจะถูกประกอบแบบโมดูลาร์ (รูปแบบการออกแบบที่แบ่งระบบต่าง ๆ ออกเป็นส่วนย่อย ๆ หรือปรับเปลี่ยนรูปแบบได้) ซึ่งนาย Musk เรียกเทคโนโลยีดังกล่าวนี้ว่า “Unboxed Process” (กระบวนการที่ไม่มีแนวทางที่เข้มงวดชัดเจนเกินไป) ในขณะที่นาย Walter Isaacson นักเขียนชีวประวัติของนาย Musk ได้กล่าวไว้ในหนังสือของเขาว่า ตั้งแต่ช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา นาย Musk ได้ทำการตรวจสอบประสิทธิภาพของสายพานการผลิตในศูนย์การผลิตที่เมือง Austin เพื่อปรับประสิทธิภาพแบบมิลลิวินาทีในสายพานการผลิตสำหรับรถรุ่นที่จะต้องมีราคาต่ำกว่า 25,000 ยูโร ซึ่งเทคโนโลยีการผลิตแบบใหม่นี้ น่าจะถูกนำมาติดตั้งที่ Grünheide ในไม่ช้า และยพื้นที่ตั้งของโรงงานได้รับการออกแบบให้สามารถทำการขยายครั้งใหญ่ได้ในหลายขั้นตอน โดยในช่วงฤดูใบไม้ผลิ Tesla ได้ยื่นเอกสารเกือบ 20,000 หน้า เพื่อขอ “อนุมัติให้สามารถขยายกำลังการผลิตสูงสุดต่อปี จากปัจจุบัน 500,000 คันต่อปี เป็น 1,000,000 คันต่อปี บนพื้นที่โรงงานที่มีอยู่ในปัจจุบันได้ในอนาคต” และหากจะต้องการขยายเพิ่มเติมในขั้นต่อไปบนพื้นที่โรงงานสามารถใน Grünheide ก็อนุญาตให้ผลิตรถยนต์ได้ทั้งหมด 2 ล้านคันต่อปีได้อีกด้วย

 

  1. เพราะไม่ต้องเสียภาษีในสหภาพยุโรป (EU)

โดยโรงงานที่ใหญ่ที่สุดและดีที่สุดในปัจจุบันของ Tesla ตั้งอยู่ในเมืองเซี่ยงไฮ้ และสามารถผลิตรถยนต์ได้ 20,000 คันต่อสัปดาห์ ซึ่งสูงกว่ากำลังการผลิตของโรงงานใน Grünheide ถึง 4 เท่า ด้วยเหตุผลนี้ทำให้ Tesla ต้องส่งออกรถยนต์จากจีนปีละ 190,000 คัน มายัง EU และทำให้ในตลาด EU นั้น Tesla เป็นผู้นำเข้ารถยนต์ไฟฟ้า (EV) จากจีนรายใหญ่ที่สุดของ EU อย่างไรก็ดี ขณะนี้คณะกรรมาธิการ EU ได้กล่าวหารัฐบาลปักกิ่งว่า ทำการแข่งขันอย่างไม่ยุติธรรมในธุรกิจรถ EV และได้ออกประกาศเมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาว่า จะดำเนินสอบสวนในเรื่องดังกล่าวต่อ ซึ่งจากข้อมูลของ Handelsblatt ประเมินกันว่า มีความเป็นไปได้ที่บทบาทของ Tesla ในประเด็นดังกล่าวจะถูกตรวจสอบด้วยเช่นกัน ดังนั้น การมาตั้งโรงงานในเยอรมนีจึงเป็นอีกก้าวสำคัญของ Tesla ที่ผ่านการไตร่ตรองมาอย่างดีแล้วว่ะ จะวาง Position ตัวเองตรงจุดไหน และหากในระยะยาวถ้า EU ปรับเพิ่มอัตราภาษีจาก 5% เป็น 15% นั่นก็หมายความว่า Tesla จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นในทันทีถึงประมาณ 500 ล้านยูโร (สำหรับการนำเข้าสินค้าในปริมาณปัจจุบัน) นาย Schmidt กล่าวว่า “เนื่องจากการสอบสวนของ EU จึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ Tesla ต้องย้ายฐานการผลิตมาอยู่ที่นี่”

 

  1. เพราะตลาดรถยนต์ขนาดเล็กในปัจจุบันอยู่ที่ยุโรป

ในตลาดสหรัฐอเมริกาตลาดรถยนต์ขนาดเล็กแทบจะไม่มีความหมายอะไรเลย ในขณะที่ตลาด EU กลับมีมูลค่าสูงถึง 400 ล้านยูโร ในปีนี้ และจากข้อมูลของ Statista Market Insights เปิดเผยว่า จากจำนวนรถยนต์ที่วางจำหน่ายใน EU จำนวน 14.5 ล้านคัน พบว่า กว่า 5 ล้านคัน เป็นรถยนต์ขนาดเล็ก โดยนาย Timmer von Berylls นักวิเคราะห์กล่าวว่า “รถยนต์ดังกล่าวเป็นที่นิยมในตลาดยุโรป” การผลิตรถยนต์เหล่านี้ในท้องถิ่นเป็นเรื่องที่เหมาะสมเพราะประหยัดต้นทุนการขนส่ง แถมยังทำให้ภาพลักษณ์ดูดีขึ้นอีกด้วย

 

  1. เพราะหาวิศวกรไปทำงานที่เม็กซิโกไม่ได้

เหตุผลสุดท้ายก็คือ จริง ๆ แล้ว Tesla ตั้งใจที่จะผลิตรถยนต์รุ่นราคาประหยัดในโรงงานของตนที่เม็กซิโก แต่จากข้อมูลของสื่อท้องถิ่นเปิดเผยว่า โรงงานที่เม็กซิโกกำลังประสบปัญหาอย่างหนักในการขออนุญาต และเรื่องเอกสารต่าง ๆ นอกจากนี้ การก่อสร้างระบบโครงสร้างพื้นฐานตามที่สัญญาไว้ อาทิ ถนน เส้นทางรถไฟ และแอ่งน้ำฝน ก็มีความล่าช้ากว่าที่ควรจะเป็น แต่ก็ไม่เท่ากับปัญหาใหญ่ที่โรงงานกำลังเจออยู่ โดยจากข้อมูลจากนาย Walter Isaacson นักเขียนชีวประวัติของนาย Musk กล่าวว่า “นาย Musk ไม่สามารถที่จะทดลองเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่จำเป็นในโรงงานนี้ได้เลย นาย Isaacson และหาก Musk ต้องการประสบความสำเร็จในการทดลองเทคโนโลยีใหม่ ๆ นักวางแผนและวิศวกรของ Tesla จะต้องอยู่ในพื้นที่ที่ผลิตรถยนต์ด้วย ซึ่งการย้ายบุคลากรคุณภาพเหล่านี้ไปยังเม็กซิโกคงไม่ใช่เรื่องง่าย” ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบของเบอร์ลินที่ดึงดูดใจบุคลากรมากกว่าที่จะย้ายไปเม็กซิโก

 

จาก Handelsblatt 27 พฤษจิกายน 2566

thThai