
ในปี 2025 ปริมาณสินค้าที่ผ่านท่าเรือรอตเตอร์ดัม ปรับลดลงเล็กน้อยจากปีก่อนหน้าร้อยละ 1.7 ส่งผลให้ปริมาณรวมทั้งปีอยู่ที่ประมาณ 428.4 ล้านตัน สะท้อนว่ากิจกรรมการค้าทางทะเลยังอยู่ในระดับสูง แม้ต้องเผชิญแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวและความเปราะบางของภาคอุตสาหกรรมยุโรป
เมื่อจำแนกตามประเภทสินค้า พบว่ากลุ่มสินค้าเทกองแห้ง (dry bulk) เช่น แร่เหล็ก ถ่านหิน และสินค้าเกษตร ลดลงมากที่สุด โดยลดลงร้อยละ 6.5 ซึ่งสะท้อนถึงความต้องการวัตถุดิบอุตสาหกรรมที่อ่อนตัวลง โดยเฉพาะในภาคการผลิตเหล็กและพลังงาน ขณะที่สินค้ากลุ่มเทกองเหลว (liquid bulk) เช่น น้ำมันดิบ ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม และสารเคมี ลดลงเล็กน้อยร้อยละ 1.5 สอดคล้องกับความผันผวนของตลาดพลังงานและอุตสาหกรรมเคมีในยุโรป
แม้ในช่วงครึ่งหลังของปี 2025 จะเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวในบางกลุ่มสินค้า แต่ภาคธุรกิจยังคงกังวลต่อแนวโน้มการลงทุนอุตสาหกรรมที่ชะลอตัว โดยในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา บริษัทเคมีภัณฑ์หลายแห่งในพื้นที่ท่าเรือประกาศปิดโรงงาน รวมถึงมีการชะลอหรือระงับโครงการลงทุนใหม่ โดยเฉพาะในกลุ่มพลังงานหมุนเวียน แม้มาตรการภาครัฐของเนเธอร์แลนด์เริ่มมีทิศทางสนับสนุน แต่ยังไม่เพียงพอเมื่อเทียบกับการแข่งขันในยุโรป อีกทั้ง การแข่งขันจากสินค้านำเข้าราคาต่ำโดยเฉพาะจากจีน ยังคงเป็นแรงกดดันสำคัญต่ออุตสาหกรรมยุโรป
ในด้านโครงสร้างการขนส่ง สินค้าตู้คอนเทนเนอร์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยปริมาณตู้คอนเทนเนอร์เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.1 อยู่ที่ 14.2 ล้าน TEU ซึ่งเป็นผลจากการนำเข้าสินค้าจากเอเชียที่ขยายตัวถึงร้อยละ 9.3 อย่างไรก็ตาม เมื่อวัดตามน้ำหนักรวมกลับลดลงเล็กน้อยร้อยละ 0.2 เนื่องจากการส่งออกของยุโรปอ่อนตัวลง ส่งผลให้เกิดสัดส่วนตู้คอนเทนเนอร์เปล่าเพิ่มขึ้น ซึ่งมีผลมาจากหลายปัจจัย เช่น การนำเข้าที่เพิ่มขึ้น ขีดความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมยุโรปที่ลดลง และการลดลงของการถ่ายลำสินค้า (transshipment)
สำหรับสินค้า RoRo (Roll-on/Roll-off) ซึ่งเป็นสินค้าที่ขนส่งผ่านรถบรรทุกหรือรถพ่วง มีปริมาณเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.9 อยู่ที่ 25.6 ล้านตัน ขณะที่สินค้า Breakbulk เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.6 อยู่ที่ 6.1 ล้านตัน โดยได้รับแรงหนุนจากการขนส่งเหล็ก โครงสร้างพลังงานลมนอกชายฝั่ง ท่อเหล็กสำหรับโครงการพลังงาน และการนำเข้าอลูมิเนียมที่เพิ่มขึ้นจากผลของมาตรการภาษีของสหรัฐอเมริกา
นาย Boudewijn Siemons ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของท่าเรือ ระบุว่า “ปี 2025 เป็นปีที่ท้าทาย โดยบริษัทด้านเคมีและโลจิสติกส์ในพื้นที่ต้องเผชิญแรงกดดันสูง ท่ามกลางการแข่งขันระดับโลกและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น พร้อมเน้นว่าท่าเรือที่มีประสิทธิภาพยังคงเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของยุโรป จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับความยืดหยุ่น ความคล่องตัว และความร่วมมือระหว่างประเทศ”
ในด้านสิ่งแวดล้อม ท่าเรือตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ร้อยละ 55 ภายในปี 2030 แม้แนวโน้มปัจจุบันยังมีความท้าทาย แต่ท่าเรือยังคงเดินหน้าโครงการสำคัญ เช่น โรงงานผลิตไฮโดรเจนสีเขียว โครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอน และการพัฒนาเครือข่ายท่อส่งไฮโดรเจนเชื่อมต่ออุตสาหกรรมในเนเธอร์แลนด์ เยอรมนี และเบลเยียม
ในมิติการพัฒนาเมืองและท่าเรือร่วมกัน เมืองรอตเตอร์ดัมและท่าเรือได้จัดทำแผน Port Vision 2050 เพื่อยกระดับให้ท่าเรือเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ที่มีความสามารถแข่งขันสูง เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และรองรับความเสี่ยงในอนาคต โดยเน้นความร่วมมือภาครัฐและเอกชน รวมถึงการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่รอบท่าเรือผ่านโครงการสิ่งแวดล้อมและการใช้ shore power (การจ่ายไฟฟ้าให้เรือขณะจอด เพื่อลดมลพิษจากเครื่องยนต์) เพื่อลดมลพิษจากเรือ
ขณะเดียวกัน จากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น ท่าเรือรอตเตอร์ดัมได้ยกระดับมาตรการด้านความมั่นคง ทั้งด้านการป้องกันภัยไซเบอร์ การเฝ้าระวังการใช้โดรน และการเตรียมพื้นที่สำหรับโลจิสติกส์ด้านความมั่นคงในอนาคต
บทวิเคราะห์และความเห็น สคต.
เนเธอร์แลนด์มีท่าเรือหลัก 4 แห่ง ซึ่งมีบทบาทสำคัญในเครือข่ายโลจิสติกส์ยุโรป ได้แก่
Port of Rotterdam รองรับสินค้าประมาณ 480 ล้านตันต่อปี เป็นท่าเรือที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป และเป็น Gateway หลักสำหรับสินค้าเอเชีย โดยมีเครือข่ายเชื่อมต่อผ่าน Rhine Corridor ไปยังเยอรมนี เบลเยียม ฝรั่งเศส และยุโรปตะวันออก ทั้งทางเรือแม่น้ำ ทางรถไฟ และทางถนน
Port of Amsterdam รองรับประมาณ 90 ล้านตันต่อปี เด่นด้านสินค้าเกษตร อาหาร และพลังงาน และเชื่อมต่อยุโรปผ่าน Amsterdam–Rhine Canal
North Sea Port (Vlissingen - Terneuzen - Ghent) รองรับสินค้าประมาณ 70 ล้านตันต่อปี เป็นกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็กและเคมีสำคัญ
Port of Moerdijk รองรับสินค้าประมาณ 20 ล้านตันต่อปี ในกลุ่มอุตสาหกรรมด้านเคมี และเป็น multimodal hub เชื่อม Rotterdam–Antwerp
ดังนั้น โครงสร้างท่าเรือของเนเธอร์แลนด์มีจุดเด่น คือ ระบบ multimodal logistics ที่เชื่อมการขนส่งทางทะเล ทางน้ำภายใน (inland shipping) ทางรถไฟ และทางถนน ทำให้สินค้าสามารถกระจายเข้าสู่ตลาดยุโรปได้อย่างรวดเร็ว โดยประมาณร้อยละ 50 ของสินค้าที่ผ่าน Port of Rotterdam เป็นสินค้านำเข้าที่ถูกกระจายต่อไปยังประเทศอื่นในยุโรป (re-export)
จากแนวโน้มการลดลงของสินค้าอุตสาหกรรมหนัก แต่มีการนำเข้าสินค้าเอเชียเพิ่มขึ้น สะท้อนการเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจยุโรปไปสู่สินค้าอาหาร สุขภาพ และ sustainability ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญของสินค้าไทยที่จะเข้าสู่ตลาดยุโรปมากขึ้น โดยผู้ประกอบการไทยควรเตรียมความพร้อมด้านมาตรการการค้าต่างๆ เช่น การตรวจสอบย้อนกลับ การใช้บรรจุภัณฑ์รักสิ่งแวดล้อมและยั่งยืน รวมทั้ง ต้องประเมินความเสี่ยงต่อสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองอย่างใกล้ชิด ซึ่งอาจจะมีผลต่อค่าระวางเรือและค่าประกันที่ปรับเพิ่มสูงขึ้น การเปลี่ยนแปลงเส้นทางเดินเรือที่ส่งผลต่อระยะเวลาในการขนส่งที่ล่าช้าออกไป และความผันผวนของราคาพลังงาน ที่จะกระทบทั้งต้นทุนการผลิตและกำลังซื้อของผู้บริโภคในยุโรป
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงเฮก
มีนาคม 2569