
1. ภาพรวมตลาดสินค้ากล่องพลาสติกใสในประเทศเนเธอร์แลนด์
สินค้ากลุ่มกล่องพลาสติกใส อาทิ กล่องใส่รองเท้า กล่องอเนกประสงค์ กล่องจัดเก็บแบบวางซ้อนกันได้ กล่องฝาเปิดด้านหน้า และภาชนะจัดเก็บภายในบ้านประเภทต่าง ๆ เป็นสินค้าที่มีความเชื่อมโยงโดยตรงกับแนวโน้มการบริโภคในตลาดเนเธอร์แลนด์ ซึ่งให้ความสำคัญกับการจัดระเบียบบ้าน (home organization) การใช้พื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ และการซื้อสินค้าออนไลน์ในชีวิตประจำวันอย่างแพร่หลาย ทั้งนี้ ประเทศเนเธอร์แลนด์มิได้เป็นเพียงตลาดผู้บริโภคเท่านั้น หากยังมีบทบาทในฐานะศูนย์กลางโลจิสติกส์และการกระจายสินค้าของยุโรปตะวันตกอีกด้วย จึงทำให้การเข้าสู่ตลาดเนเธอร์แลนด์สามารถนำไปสู่โอกาสในการกระจายต่อไปยังประเทศอื่นในสหภาพยุโรปได้ด้วย
อย่างไรก็ดี การประเมินโอกาสทางการตลาดของสินค้ากลุ่มนี้จำเป็นต้องพิจารณาควบคู่กับความเสี่ยงด้านการจำแนกพิกัดสินค้า เนื่องจากพิกัด HS 3923.10 ครอบคลุม “articles for the conveyance or packing of goods, of plastics” ซึ่งเน้นบทบาทด้านการบรรจุหรือขนส่งสินค้า ในขณะที่สินค้าบางประเภท เช่น กล่องจัดเก็บภายในบ้าน อาจถูกตีความอยู่ในพิกัดอื่น เช่น HS 3924 (household articles of plastics) ได้ในบางกรณี ดังนั้น การจำแนกพิกัดควรพิจารณาจาก “ลักษณะการใช้งานหลัก (principal use)” และลักษณะการวางตลาดของสินค้าและควรยืนยันพิกัดศุลกากรเป็นราย SKU ผ่านระบบ TARIC (ฐานข้อมูล Taxation and Customs Union) หรือขอ Binding Tariff Information (BTI) ก่อนการเสนอราคาเชิงพาณิชย์ทุกครั้ง
1.1 ขนาดตลาดและแนวโน้มการนำเข้า
ตลาดสินค้ากล่องพลาสติกใสในเนเธอร์แลนด์ยังคงมีขนาดใหญ่และมีแนวโน้มเติบโตในระยะปัจจุบัน โดยได้รับแรงขับเคลื่อนหลักจากการขยายตัวของอีคอมเมิร์ซ โดยเฉพาะในหมวดสินค้าเพื่อการจัดบ้าน (Home & Living) รวมถึงบทบาทของเนเธอร์แลนด์ในฐานะศูนย์กลางโลจิสติกส์และการกระจายสินค้าไปยังยุโรปตะวันตก
ข้อมูลการค้าระหว่างประเทศ ปี 2025 เนเธอร์แลนด์นำเข้าสินค้ากลุ่มกล่อง ลัง และภาชนะพลาสติกภายใต้พิกัด HS 3923 มีมูลค่ากว่า 2,800 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 8 เมื่อเทียบกับปี 2024 ที่มีมูลค่า 2,600 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยแหล่งนำเข้าหลัก ได้แก่ เยอรมนี จีน เบลเยียม โปแลนด์ และสหราชอาณาจักร โดยประเทศไทยเป็นคู่ค้านำเข้าอันดับที่ 37 มีมูลค่าการนำเข้าอยู่ที่ 4.1 ล้านเหรียญสหรัฐ สินค้าส่วนใหญ่เป็นกระสอบและถุงพลาสติก และเมื่อพิจารณาข้อมูลการส่งออกภายใต้พิกัด HS 3923 พบว่า เนเธอร์แลนด์ส่งออกเป็นมูลค่ากว่า 2,600 ล้านเหรียญสหรัฐ แสดงถึงบทบาทของเนเธอร์แลนด์ในฐานะศูนย์กลางกระจายสินค้า (distribution hub) ของยุโรป ทำให้มูลค่านำเข้าส่วนหนึ่งไม่ได้สะท้อนการบริโภคภายในประเทศเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการนำเข้าเพื่อนำไปกระจายต่อ (re-export) ไปยังประเทศอื่น เช่น เยอรมนี เบลเยียม และฝรั่งเศส ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตลาดนำเข้าของเนเธอร์แลนด์มีขนาดใหญ่กว่าประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใกล้เคียงกัน
ในระยะยาว แนวโน้มการเติบโตของตลาดอาจชะลอลงในเชิงอัตราการขยายตัว (growth rate) ในช่วงปี 2026–2035 เนื่องจากตลาดกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะจากนโยบายเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ของสหภาพยุโรป ซึ่งมุ่งลดการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว และส่งเสริมการใช้วัสดุที่สามารถรีไซเคิลหรือใช้ซ้ำได้ ส่งผลให้ความต้องการสินค้าพลาสติกทั่วไปอาจไม่ได้เพิ่มขึ้นในอัตราเดิม แต่จะเปลี่ยนไปสู่สินค้าที่มีคุณสมบัติด้านความยั่งยืนมากขึ้น
1.2 โครงสร้างคู่ค้านำเข้า
การพึ่งพาคู่ค้าในยุโรปของเนเธอร์แลนด์ยังคงมีสูง โดยเยอรมนีเป็นซัพพลายเออร์รายใหญ่ที่สุดของสินค้าคิดเป็นร้อยละ 36 กลุ่มนี้ รองลงมา คือ จีน (ร้อยละ 11) และเบลเยียม (ร้อยละ 10) โครงสร้างดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าตลาดเนเธอร์แลนด์พึ่งพาซัพพลายเออร์จากประเทศเพื่อนบ้านที่มีข้อได้เปรียบด้านระยะทางและเวลาจัดส่งอย่างมาก ผู้ส่งออกไทยจึงต้องแข่งขันทั้งในด้านราคา คุณภาพ และความสามารถในการส่งมอบสินค้าที่รวดเร็ว อย่างไรก็ตาม การที่จีนเริ่มมีสัดส่วนการนำเข้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่าตลาดเนเธอร์แลนด์เปิดรับสินค้าจากนอกยุโรปมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อผู้ผลิตสามารถเสนอคุณภาพที่สม่ำเสมอและราคาที่แข่งขันได้
1.3 การเติบโตของอีคอมเมิร์ซและหมวด Home & Living
ในมิติของพฤติกรรมผู้บริโภค ข้อมูลจาก Thuiswinkel Market Monitor 2025 (เผยแพร่ในเดือนมีนาคม 2026) ระบุว่า ผู้บริโภคชาวดัตช์มีมูลค่าการใช้จ่ายออนไลน์รวม 35.7 พันล้านยูโร (42 พันล้านเหรียญสหรัฐ) ลดลงร้อยละ 1 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งนับเป็นการหดตัวครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2021 โดยการลดลงเกิดจากภาคบริการเป็นหลัก ขณะที่ยอดขายสินค้าออนไลน์ยังเติบโตประมาณร้อยละ 2
หมวดสินค้า Home & Living (ของใช้ในบ้านและไลฟ์สไตล์) กลับมีการเติบโตสูงที่สุด ด้วยมูลค่าการใช้จ่ายออนไลน์สูงถึง 2 พันล้านยูโร (2.36 พันล้านเหรียญสหรัฐ) หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 12 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า การเติบโตดังกล่าวมีสาเหตุสำคัญจากการที่ผู้บริโภคหันมาใช้จ่ายกับสินค้าสำหรับบ้านมากขึ้น แทนการใช้จ่ายในภาคบริการที่หดตัวลง ในช่วงครึ่งแรกของปี 2025 จำนวนการซื้อสินค้าออนไลน์ในหมวด Home & Living เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 7 และข้อมูลจาก Betaalvereniging Nederland ยังระบุว่าการใช้จ่ายในหมวดนี้เติบโตถึงร้อยละ 19 หลังจากที่เคยหดตัวติดต่อกันหลายปี
สถาบันการเงิน ING คาดการณ์ว่าตลาดสินค้าสำหรับบ้านในเนเธอร์แลนด์ปี 2026 จะมีแนวโน้มการเติบโตที่ดี โดยภาคค้าปลีกที่ไม่ใช่อาหาร (non-food) คาดว่าจะเติบโตร้อยละ 4 และอีคอมเมิร์ซโดยรวมคาดว่าจะเติบโตถึงร้อยละ 7 ทั้งนี้ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการขยายตัวของตลาดอสังหาริมทรัพย์
1.4 ตลาดสินค้าหมวด home organizers และ storage
ตลาดอุปกรณ์จัดเก็บและจัดการพื้นที่ภายในบ้าน (home organizers and storage) ของเนเธอร์แลนด์ขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยมีอัตราการเติบโตต่อปีแบบทบต้น (CAGR) อยู่ที่ร้อยละ 5.21 ระหว่างปี 2020 - 2024 และเพิ่มขึ้นขึ้นเป็นร้อยละ 7.86 ระหว่างปี 2023 - 2024 ซึ่งการเติบโตดังกล่าวสะท้อนถึงความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภคที่กำลังมองหาโซลูชันการจัดเก็บที่มีประสิทธิภาพ เนื่องจากแนวโน้มการดำรงชีวิตในเขตเมืองที่มีข้อจำกัดด้านพื้นที่อยู่อาศัย ประกอบกับกระแสการจัดระเบียบบ้าน (home organization) ที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้ความต้องการสินค้ากลุ่มกล่องพลาสติกใสซึ่งเป็นอุปกรณ์จัดเก็บพื้นฐานได้รับแรงหนุนอย่างต่อเนื่อง ทั้งในรูปแบบที่จำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์และหน้าร้านจริง
2. มาตรฐานสินค้าและกฎระเบียบการนำเข้าที่ต้องปฏิบัติตาม
การส่งออกกล่องพลาสติกใสไปยังประเทศเนเธอร์แลนด์ ต้องปฏิบัติตามกรอบกฎหมาย/ระเบียบหลายฉบับ ตั้งแต่หลักเกณฑ์ด้านความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ การควบคุมสารเคมี ไปจนถึงกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมสำหรับบรรจุภัณฑ์ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์การใช้งานของสินค้าเป็นสำคัญ เช่น อุปกรณ์จัดเก็บสิ่งของทั่วไป (non-food storage) หรือ วัสดุหรือภาชนะที่มีวัตถุประสงค์ให้สัมผัสอาหาร (food-contact materials)
2.1 การจำแนกพิกัดศุลกากรและการยืนยันรหัสสินค้า
สินค้ากล่องพลาสติกใสมักถูกพิจารณาอยู่ในพิกัด HS 3923.10 ซึ่งครอบคลุมภาชนะพลาสติกสำหรับการบรรจุหรือขนส่งสินค้า อย่างไรก็ตาม การจำแนกพิกัดขึ้นอยู่กับ “ลักษณะการใช้งานหลัก (principal use)” ของสินค้า หากสินค้าเป็นกลุ่มของใช้ภายในบ้าน เช่น กล่องจัดเก็บเสื้อผ้า กล่องรองเท้า หรืออุปกรณ์จัดระเบียบ อาจถูกจัดอยู่ในพิกัด HS 3924 ซึ่งครอบคลุม household articles of plastics ความแตกต่างดังกล่าวส่งผลโดยตรงต่ออัตราอากร มาตรการกำกับการนำเข้า และข้อกำหนดด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น ควรตรวจสอบพิกัดผ่านฐานข้อมูล TARIC ณ วันที่นำเข้า และในกรณีที่มีความไม่ชัดเจน ควรขอคำวินิจฉัยพิกัดล่วงหน้า (Binding Tariff Information – BTI) ซึ่งมีผลผูกพันต่อหน่วยงานศุลกากรทั่วทั้งสหภาพยุโรป
2.2 ข้อกำหนดสำหรับสินค้ากลุ่มไม่สัมผัสอาหาร (Non-food storage)
สำหรับกล่องพลาสติกใสที่ถูกวางตลาดในฐานะอุปกรณ์จัดเก็บสิ่งของทั่วไป เช่น กล่องเก็บของ กล่องรองเท้า หรือกล่องอเนกประสงค์ สินค้าจะไม่อยู่ภายใต้กฎหมายวัสดุสัมผัสอาหารโดยตรง แต่ยังต้องปฏิบัติตามกฎหมายหลักด้านความปลอดภัย สารเคมี และสิ่งแวดล้อมดังต่อไปนี้
กฎระเบียบว่าด้วยความปลอดภัยทั่วไปของผลิตภัณฑ์ (GPSR)
กฎระเบียบว่าด้วยความปลอดภัยทั่วไปของผลิตภัณฑ์ (General Product Safety Regulation – GPSR) หมายเลข (EU) 2023/988 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 13 ธันวาคม 2024 มีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของสินค้า โดยเฉพาะสินค้าที่จำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์และการค้าข้ามพรมแดน
ภายใต้ GPSR สินค้าที่วางจำหน่ายในตลาดสหภาพยุโรปต้องมี “ผู้ประกอบการทางเศรษฐกิจ” (economic operator) ที่ตั้งอยู่ในสหภาพยุโรปรับผิดชอบด้านการปฏิบัติตามกฎหมาย ซึ่งอาจเป็นผู้ผลิตในสหภาพยุโรป ผู้นำเข้า ตัวแทนที่ได้รับมอบอำนาจ (authorized representative) หรือผู้ให้บริการ fulfilment ตามเงื่อนไขของกฎหมาย ผู้ประกอบการดังกล่าวมีหน้าที่จัดเก็บเอกสารทางเทคนิค ดำเนินการประเมินความเสี่ยงของสินค้า ติดตามความปลอดภัยหลังการวางตลาด (post-market surveillance) และดำเนินมาตรการแก้ไข เช่น การเรียกคืนสินค้า หากพบว่าสินค้ามีความเสี่ยงต่อผู้บริโภค
ในด้านการติดฉลากสินค้า ต้องมีข้อมูลระบุผู้ผลิตหรือผู้นำเข้า ที่อยู่ติดต่อ และข้อมูลอ้างอิงผลิตภัณฑ์ อย่างชัดเจน รวมถึง ต้องมีคำเตือนหรือคำแนะนำในการใช้งานหากจำเป็น โดยข้อมูลด้านความปลอดภัยที่สำคัญต้องจัดทำในภาษาที่ผู้บริโภคในประเทศปลายทางสามารถเข้าใจได้ ซึ่งในกรณีของเนเธอร์แลนด์โดยทั่วไปควรเตรียมเป็นภาษาดัตช์
สำหรับการบังคับใช้ในระดับประเทศ เนเธอร์แลนด์ได้ปรับปรุงกฎหมายภายในเพื่อรองรับ GPSR และมอบหมายให้สำนักงานอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภคเนเธอร์แลนด์ (NVWA) เป็นผู้กำกับดูแลหลัก
กฎหมาย REACH และสารเคมีต้องสงสัย (SVHC)
กฎหมาย REACH (Registration, Evaluation, Authorization and Restriction of Chemicals) หมายเลข (EC) 1907/2006 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2007 โดยหลักการสำคัญ คือ ผู้ผลิตและผู้นำเข้าต้องรับผิดชอบในการพิสูจน์ความปลอดภัยของสารเคมี
สำหรับกล่องพลาสติกซึ่งจัดเป็น “articles” ตามนิยามของ REACH กฎหมายนี้ไม่ได้กำหนดให้ผู้ผลิตนอกสหภาพยุโรปต้องจดทะเบียนโดยตรง แต่ภาระผูกพันจะเป็นความรับผิดชอบของผู้นำเข้าในสหภาพยุโรป ซึ่งต้องตรวจสอบว่าสินค้าที่นำเข้ามีสารเคมีต้องสงสัยที่เรียกว่า Substances of Very High Concern (SVHC) หรือไม่
รายการ SVHC ครอบคลุมสารที่ก่อมะเร็ง ก่อการกลายพันธุ์ เป็นพิษต่อระบบสืบพันธุ์ หรือมีคุณสมบัติสะสมในสิ่งแวดล้อม โดย ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2026 องค์การจัดการสารเคมีแห่งสหภาพยุโรป (ECHA) ได้เพิ่มสารใหม่ 2 รายการ ได้แก่ bisphenol AF (BPAF) and its salts และ n-hexane ส่งผลให้รายการ SVHC มีจำนวนรวมทั้งสิ้น 253 รายการ โดย BPAF เป็นสารในกลุ่ม bisphenol ที่ใช้ในพลาสติกและมีพิษต่อระบบสืบพันธุ์ ขณะที่ n-hexane เป็นตัวทำละลายอินทรีย์ที่มีผลกระทบต่อระบบประสาท
หากสินค้ามีสาร SVHC อยู่ในสัดส่วนเกินร้อยละ 0.1 โดยน้ำหนักต่อชิ้นส่วน (per article) ผู้นำเข้าในสหภาพยุโรปมีหน้าที่ต้องสื่อสารข้อมูลดังกล่าวไปยังผู้รับสินค้ารายถัดไปในห่วงโซ่อุปทานตาม Article 33(1) ของ REACH และต้องสามารถตอบคำขอข้อมูลจากผู้บริโภคได้ภายใน 45 วันตาม Article 33(2) นอกจากนี้ หากปริมาณสาร SVHC รวมที่นำเข้าเกิน 1 ตันต่อปี ผู้นำเข้าจะต้องแจ้งข้อมูลต่อ ECHA ตามข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง
สำหรับผู้ส่งออกไทย แม้จะไม่ได้มีภาระผูกพันโดยตรงภายใต้ REACH แต่จำเป็นต้องจัดเตรียมข้อมูลองค์ประกอบของวัสดุ และเอกสารรับรองจากผู้ผลิตวัตถุดิบ เพื่อให้ผู้นำเข้าในสหภาพยุโรปสามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดได้อย่างครบถ้วนและไม่เกิดความล่าช้าในการนำสินค้าเข้าสู่ตลาด
กฎระเบียบว่าด้วยบรรจุภัณฑ์และขยะบรรจุภัณฑ์ (PPWR)
Regulation (EU) 2025/40 ว่าด้วยบรรจุภัณฑ์และขยะบรรจุภัณฑ์ (Packaging and Packaging Waste Regulation – PPWR) เป็นกฎหมายของสหภาพยุโรปที่ประกาศใช้แล้วตั้งแต่วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2025 และเข้ามาแทนที่ Directive 94/62/EC โดยกฎหมายฉบับนี้มีเป้าหมายเพื่อปรับปรุงกรอบการกำกับดูแลบรรจุภัณฑ์ให้มีความเป็นเอกภาพมากขึ้นทั่วสหภาพยุโรป ลดปริมาณขยะบรรจุภัณฑ์ ส่งเสริมการใช้ซ้ำ (reuse) สนับสนุนให้บรรจุภัณฑ์สามารถรีไซเคิลได้ในเชิงปฏิบัติและในระดับอุตสาหกรรม และเพิ่มการใช้วัสดุรีไซเคิล โดยเฉพาะในกลุ่มพลาสติก ทั้งนี้ แม้กฎหมายจะมีผลใช้บังคับแล้ว แต่การนำข้อกำหนดต่าง ๆ ไปใช้ในทางปฏิบัติเป็นแบบทยอยตามช่วงเวลาที่กำหนดในแต่ละบทบัญญัติ โดยข้อกำหนดส่วนใหญ่เริ่มใช้โดยทั่วไปตั้งแต่วันที่ 12 สิงหาคม 2026 เป็นต้นไป
Article 6 กำหนดให้บรรจุภัณฑ์ที่วางตลาดต้องสามารถรีไซเคิลได้ในเชิงปฏิบัติและในระดับอุตสาหกรรม (recyclable in practice and at scale) ภายในกรอบเวลาที่กำหนด โดยเกณฑ์ทางเทคนิคและระดับประสิทธิภาพจะได้รับการกำหนดเพิ่มเติมผ่านมาตรการรองของคณะกรรมาธิการยุโรป
Article 7 กำหนดเป้าหมายขั้นต่ำของการใช้วัสดุรีไซเคิลในบรรจุภัณฑ์พลาสติก โดยกำหนดสัดส่วนแตกต่างกันตามประเภทและรูปแบบของบรรจุภัณฑ์ รวมทั้งลักษณะการใช้งาน เช่น บรรจุภัณฑ์สัมผัสอาหาร บรรจุภัณฑ์ไม่สัมผัสอาหาร และบรรจุภัณฑ์เครื่องดื่ม โดยรายละเอียดด้านวิธีการคำนวณและการตรวจสอบจะถูกกำหนดเพิ่มเติมในกฎหมายลำดับรอง
Article 10 กำหนดให้บรรจุภัณฑ์ต้องถูกออกแบบให้มีน้ำหนักและปริมาตรเท่าที่จำเป็นสำหรับการใช้งาน โดยไม่กระทบต่อความปลอดภัยและฟังก์ชันของสินค้า เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้ทรัพยากรเกินความจำเป็น
Article 5 กำหนดข้อจำกัดเกี่ยวกับสารอันตรายในบรรจุภัณฑ์ โดยยังคงหลักการจำกัดปริมาณโลหะหนักรวม ได้แก่ ตะกั่ว แคดเมียม ปรอท และโครเมียมเฮกซะวาเลนต์ ไม่เกิน 100 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม นอกจากนี้ กฎหมายยังมีข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องกับสาร PFAS สำหรับบรรจุภัณฑ์สัมผัสอาหารภายใต้กรอบเวลาที่กำหนดในตัวบทกฎหมายและมาตรการรองที่เกี่ยวข้อง
แม้กฎหมายจะเริ่มมีผลบางส่วนในเดือนสิงหาคม 2026 แต่การบังคับใช้เต็มรูปแบบ จะทยอยดำเนินการจนถึงปี 2030 โดยรายละเอียดทางเทคนิคหลายประเด็นยังอยู่ระหว่างการจัดทำแนวทางเพิ่มเติม ผู้ประกอบการจะต้องจัดทำ Declaration of Conformity และ Technical Documentation เพื่อแสดงความสอดคล้อง ซึ่งโดยทั่วไปเจ้าของผลิตภัณฑ์หรือผู้มีเครื่องหมายการค้าบนบรรจุภัณฑ์จะเป็นผู้รับผิดชอบหลัก
ความรับผิดชอบของผู้ผลิตด้านบรรจุภัณฑ์ในเนเธอร์แลนด์
ประเทศเนเธอร์แลนด์ใช้ระบบความรับผิดชอบของผู้ผลิตแบบขยาย (Extended Producer Responsibility: EPR) สำหรับบรรจุภัณฑ์ ภายใต้กรอบกฎหมาย Packaging Management Decree (Besluit beheer verpakkingen) ซึ่งกำหนดให้ผู้ประกอบการที่นำบรรจุภัณฑ์ออกสู่ตลาดเนเธอร์แลนด์ ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิตในประเทศหรือผู้นำเข้า ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการจัดการบรรจุภัณฑ์หลังการใช้งาน ได้แก่ การเก็บรวบรวม การคัดแยก และการรีไซเคิล
ในทางปฏิบัติ ภาคธุรกิจสามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดดังกล่าวผ่านองค์กรกลาง คือ Verpact ซึ่งทำหน้าที่บริหารจัดการระบบ EPR แทนผู้ประกอบการ รวมถึงการจัดเก็บค่าธรรมเนียมตามปริมาณและประเภทของบรรจุภัณฑ์ที่นำเข้าสู่ตลาด ระบบดังกล่าวมีการใช้กลไกการกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมแบบแตกต่างกัน (tariff differentiation หรือ fee modulation) เพื่อจูงใจให้ผู้ประกอบการออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้เอื้อต่อการรีไซเคิล
ภายใต้แนวทางดังกล่าว บรรจุภัณฑ์ที่ออกแบบให้สามารถรีไซเคิลได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรือมีการใช้วัสดุรีไซเคิล จะมีแนวโน้มได้รับอัตราค่าธรรมเนียมที่ต่ำกว่าเมื่อเทียบกับบรรจุภัณฑ์ที่มีความซับซ้อนหรือยากต่อการจัดการหลังการใช้งาน โดยเกณฑ์การพิจารณาโดยทั่วไปครอบคลุมปัจจัยสำคัญ เช่น การใช้วัสดุชนิดเดียว (mono-material) การหลีกเลี่ยงวัสดุหรือองค์ประกอบที่เป็นอุปสรรคต่อการรีไซเคิล การเลือกใช้สีที่ไม่รบกวนกระบวนการคัดแยก และการออกแบบฉลากหรือส่วนประกอบให้สามารถแยกออกได้ง่าย ทั้งนี้ อัตราค่าธรรมเนียมและรายละเอียดของเกณฑ์จะมีการปรับปรุงเป็นระยะตามนโยบายของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
อย่างไรก็ตาม บรรจุภัณฑ์จะได้รับสิทธิ์ส่วนลดเมื่อปฏิบัติตามเงื่อนไขพื้นฐาน เช่น มีสัดส่วนพลาสติกมากกว่าร้อยละ 50 ของน้ำหนักรวม ใช้วัสดุที่อยู่ในกลุ่มที่ระบบรีไซเคิลรองรับอย่างน้อยร้อยละ 70 และไม่มีสารหรือองค์ประกอบที่รบกวนกระบวนการรีไซเคิล เช่น PVC, PVdC, oxo-degradable plastics หรือซิลิโคน รวมถึงต้องมีการรายงานข้อมูลต่อ Verpact อย่างถูกต้อง
นอกจากนี้ Verpact ได้พัฒนาเครื่องมือ Recycle Check เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถประเมินและปรับปรุงการออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้สอดคล้องกับระบบรีไซเคิลในทางปฏิบัติ เครื่องมือดังกล่าวครอบคลุมวัสดุหลายประเภท เช่น พลาสติกชนิดแข็งและชนิดยืดหยุ่น แก้ว โลหะ และกระดาษ และมีประโยชน์ต่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องทั้งกับข้อกำหนดระดับประเทศและแนวโน้มกฎหมายของสหภาพยุโรป
ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีศุลกากรนำเข้า
ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ของเนเธอร์แลนด์มีอัตรามาตรฐานร้อยละ 21 สำหรับสินค้าทั่วไป โดยผู้นำเข้าจะต้องชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ชายแดน (import VAT) เว้นแต่จะได้รับอนุญาตให้ใช้ Article 23 permit ซึ่งเปิดให้เลื่อนการชำระ VAT ไปเป็นการยื่นแบบภาษีตามรอบระยะเวลาแทน ช่วยลดภาระกระแสเงินสดของผู้นำเข้าได้อย่างมีนัยสำคัญ
การเปลี่ยนแปลงสำคัญในปี 2026 คือการยกเลิกข้อยกเว้นภาษีนำเข้าสำหรับสินค้ามูลค่าไม่เกิน 150 ยูโร (de minimis) ภายใต้การปฏิรูประบบศุลกากรของสหภาพยุโรป โดยตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2026 เป็นต้นไป สินค้าที่นำเข้าผ่านอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนจะอยู่ภายใต้ระบบการจัดเก็บภาษีนำเข้าใหม่ ซึ่งอาจรวมถึงการจัดเก็บแบบเหมาจ่ายต่อพัสดุในบางกรณี
2.3 ข้อกำหนดสำหรับสินค้าสัมผัสอาหาร (Food-contact materials)
ในกรณีที่กล่องพลาสติกใสถูกวางตลาดในฐานะภาชนะเก็บอาหารหรือมีวัตถุประสงค์ให้สัมผัสอาหารโดยตรง จะต้องปฏิบัติตามกฎหมายเฉพาะเพิ่มเติมดังต่อไปนี้
วัสดุสัมผัสอาหาร
ในกรณีที่กล่องพลาสติกใสถูกวางตลาดในฐานะภาชนะเก็บอาหารหรือมีส่วนที่สัมผัสกับอาหารโดยตรง กรอบกฎหมายหลักของสหภาพยุโรปที่ใช้บังคับคือ Regulation (EC) No 1935/2004 ว่าด้วยวัสดุและสิ่งของที่สัมผัสอาหาร (Food Contact Materials: FCM) ซึ่งครอบคลุมวัสดุทุกประเภท Article 3 ของกฎหมายฉบับนี้กำหนดหลักการสำคัญว่าวัสดุสัมผัสอาหารต้องไม่ถ่ายโอนองค์ประกอบไปสู่อาหารในปริมาณที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ไม่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบของอาหารในลักษณะที่ไม่อาจยอมรับได้ และไม่ทำให้คุณสมบัติทางประสาทสัมผัสของอาหารเสื่อมลง Article 15 กำหนดข้อกำหนดด้านการติดฉลากสำหรับวัสดุและสิ่งของที่ยังไม่สัมผัสอาหารเมื่อวางจำหน่ายในตลาด โดยต้องมีการระบุว่าเหมาะสำหรับการสัมผัสอาหาร (เช่น ข้อความ “for food contact” หรือสัญลักษณ์แก้วและส้อม) พร้อมทั้งคำแนะนำเพื่อการใช้อย่างปลอดภัย ชื่อและที่อยู่ของผู้ประกอบการ และข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการตรวจสอบย้อนกลับ Article 16 ระบุว่าวัสดุที่อยู่ภายใต้มาตรการเฉพาะของสหภาพยุโรปต้องมีหนังสือรับรองการปฏิบัติตามข้อกำหนด (written declaration of compliance – DoC) พร้อมเอกสารสนับสนุนที่สามารถแสดงต่อหน่วยงานผู้มีอำนาจได้ Article 17 ว่าด้วยการตรวจสอบย้อนกลับ (traceability) กำหนดให้ต้องสามารถตรวจสอบวัสดุและสิ่งของได้ในทุกขั้นตอนของการผลิต การแปรรูป และการกระจายสินค้า
สำหรับพลาสติกโดยเฉพาะ กฎระเบียบหลัก คือ Commission Regulation (EU) No 10/2011 ซึ่งเป็นมาตรการเฉพาะ (specific measure) ภายใต้ Regulation 1935/2004 โดยกำหนดรายละเอียดเชิงเทคนิคสำหรับวัสดุพลาสติกที่สัมผัสอาหาร Article 4 กำหนดเงื่อนไขว่าพลาสติกที่ใช้สัมผัสอาหารจะวางในตลาดได้ก็ต่อเมื่อสอดคล้องกับหลักการทั่วไปของ Regulation 1935/2004 และข้อกำหนดด้านฉลากและการตรวจสอบย้อนกลับ ในการทดสอบการย้ายถ่ายสาร Article 11 กำหนดข้อจำกัดการปล่อยสารเฉพาะ (specific migration limits – SML) สำหรับสารบางชนิด ตามค่าที่ระบุไว้ใน Union list ส่วน Article 12 กำหนดขีดจำกัดการปล่อยสารโดยรวม (overall migration limit – OML) ไว้ที่ 10 มิลลิกรัมต่อตารางเดซิเมตรของพื้นที่สัมผัสอาหาร ทั้งนี้ การทดสอบต้องสะท้อนเงื่อนไขการใช้งานจริงหรือที่คาดหมายได้ โดยพิจารณาสัดส่วนพื้นที่ผิวสัมผัสต่อปริมาตรอาหาร ซึ่งมีความสำคัญต่อบรรจุภัณฑ์ขนาดเล็กหรือรูปทรงเฉพาะ
เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2026 คณะกรรมาธิการยุโรปได้ออก Commission Regulation (EU) 2026/245 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2026 โดยเป็นการแก้ไขเพิ่มเติม Annex I ของ Regulation (EU) No 10/2011 การปรับปรุงดังกล่าวครอบคลุมการเพิ่มสารใหม่ใน Union list รวมถึงการแก้ไขเงื่อนไขการใช้งานของสารบางรายการเดิม พร้อมทั้งกำหนดข้อกำหนดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการทดสอบการย้ายถ่ายสาร (migration testing) สำหรับสารบางประเภท ผู้ผลิตและผู้ส่งออกจึงจำเป็นต้องตรวจสอบวัตถุดิบและสูตรการผลิตให้สอดคล้องกับรายการสารที่อนุญาต (positive list) และเงื่อนไขล่าสุดของกฎหมายดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง
ในด้านเอกสาร Article 15 ของ Regulation 10/2011 ระบุว่าก่อนถึงระดับค้าปลีก วัสดุและสิ่งของพลาสติกต้องมี declaration of compliance กำกับ และ Annex IV ได้ระบุเนื้อหาที่ DoC ต้องมีไว้อย่างเป็นระบบ เช่น ข้อมูลของผู้ประกอบการ การระบุผลิตภัณฑ์ วันที่ออกเอกสาร การยืนยันความสอดคล้องกับกฎหมาย และข้อมูลเกี่ยวกับสารที่มีข้อจำกัด Article 16 ผู้ประกอบการต้องจัดเตรียมเอกสารสนับสนุน (supporting documentation) เพื่อยืนยันความปลอดภัย เช่น ผลการทดสอบ migration การคำนวณ และข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง
ทั้งนี้ Regulation 10/2011 มีการแก้ไขเพิ่มเติมเป็นระยะผ่านกฎหมายลำดับรองของคณะกรรมาธิการยุโรป เพื่อปรับปรุงรายการสารที่อนุญาต (Union list) และเงื่อนไขการใช้งาน ผู้ผลิตและผู้ส่งออกจึงควรติดตามการปรับปรุงดังกล่าวอย่างต่อเนื่องเพื่อให้มั่นใจว่าวัตถุดิบและสูตรการผลิตยังคงสอดคล้องกับข้อกำหนดล่าสุด
พลาสติกรีไซเคิลสำหรับการสัมผัสอาหาร
สำหรับผู้ส่งออกที่ประสงค์จะจำหน่ายกล่องพลาสติกใสที่มีส่วนประกอบของวัสดุรีไซเคิล (recycled content) และมีวัตถุประสงค์ให้สัมผัสอาหารโดยตรง จำเป็นต้องปฏิบัติตาม Commission Regulation (EU) 2022/1616 ว่าด้วยวัสดุและสิ่งของพลาสติกรีไซเคิลที่สัมผัสอาหาร ซึ่งเป็นกฎหมายเฉพาะที่กำหนดกรอบการควบคุมด้านความปลอดภัยสำหรับพลาสติกรีไซเคิลในสหภาพยุโรป
กฎหมายดังกล่าวมีบทบาทสำคัญภายใต้บริบทที่สหภาพยุโรปส่งเสริมการใช้วัสดุรีไซเคิล โดยเฉพาะพลาสติกประเภท rPET โดยกำหนดให้วัสดุพลาสติกรีไซเคิลที่ใช้สัมผัสอาหารต้องมาจากกระบวนการรีไซเคิลที่ได้รับอนุญาต (authorised recycling process) และอยู่ภายใต้ระบบควบคุมที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดห่วงโซ่อุปทาน
ภายใต้ Regulation (EU) 2022/1616 กระบวนการรีไซเคิลต้องผ่านการประเมินความปลอดภัยโดย European Food Safety Authority (EFSA) และได้รับการอนุญาตโดยคณะกรรมาธิการยุโรปก่อนจึงจะสามารถนำวัสดุที่ได้ไปใช้ในการผลิตวัสดุสัมผัสอาหารได้ นอกจากนี้ ยังมีการจัดตั้ง Union Register of authorised recycling processes เพื่อเป็นฐานข้อมูลกลางของกระบวนการที่ได้รับอนุญาต ดังนั้น การกล่าวอ้างว่าวัสดุเป็นพลาสติกรีไซเคิลเกรดสัมผัสอาหาร (เช่น rPET food grade) จึงไม่สามารถอาศัยเพียงการรับรองปริมาณวัสดุรีไซเคิลทั่วไปหรือคำรับรองจากผู้จำหน่ายวัตถุดิบเท่านั้น แต่ต้องมีระบบเอกสารที่เชื่อมโยงตลอดห่วงโซ่อุปทาน (chain of compliance) ตั้งแต่ผู้ดำเนินกระบวนการรีไซเคิล ผู้แปรรูปวัตถุดิบ ไปจนถึงผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป
กฎหมายดังกล่าวยังกำหนดให้ผู้ประกอบการในแต่ละขั้นตอนของห่วงโซ่อุปทานต้องจัดทำ Declaration of Compliance (DoC) และเอกสารสนับสนุนที่เกี่ยวข้อง โดยครอบคลุมข้อมูลสำคัญ เช่น แหล่งที่มาของวัตถุดิบ ลักษณะของกระบวนการรีไซเคิล เงื่อนไขการใช้งาน และข้อจำกัดที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถแสดงต่อหน่วยงานกำกับดูแลได้เมื่อร้องขอ
นอกจากนี้ Regulation (EU) 2022/1616 ยังให้ความสำคัญกับระบบการควบคุมคุณภาพและการตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อให้มั่นใจว่าวัสดุรีไซเคิลมีความปลอดภัย เหมาะสมต่อการใช้งาน และสอดคล้องกับข้อกำหนดด้านสุขอนามัยอาหาร
สำหรับผู้ส่งออกไทย แนวทางปฏิบัติที่สำคัญ คือ การเลือกใช้วัตถุดิบจากซัพพลายเออร์ที่สามารถแสดงหลักฐานของกระบวนการรีไซเคิลที่ได้รับอนุญาตในสหภาพยุโรป และสามารถจัดเตรียมเอกสารที่สอดคล้องกับข้อกำหนดของ Regulation (EU) 2022/1616 ได้อย่างครบถ้วน
หลักเกณฑ์วิธีการผลิตที่ดี (Good Manufacturing Practice)
นอกเหนือจากข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องกับตัวผลิตภัณฑ์แล้ว กระบวนการผลิตวัสดุและสิ่งของที่มีวัตถุประสงค์ให้สัมผัสอาหารยังอยู่ภายใต้ Commission Regulation (EC) No 2023/2006 ว่าด้วยหลักเกณฑ์วิธีการผลิตที่ดี (Good Manufacturing Practice: GMP) ซึ่งใช้บังคับกับผู้ประกอบการในทุกขั้นตอนของการผลิต การแปรรูป และการกระจายสินค้าในห่วงโซ่อุปทาน
กฎหมายฉบับนี้กำหนดให้การประเมินความสอดคล้องไม่พิจารณาเฉพาะผลการทดสอบของผลิตภัณฑ์ขั้นสุดท้ายเท่านั้น แต่ครอบคลุมถึงระบบการควบคุมภายในของผู้ผลิตตลอดกระบวนการผลิต โดยมีหลักการสำคัญให้ผู้ประกอบการต้องดำเนินการผลิตภายใต้ระบบที่สามารถควบคุมความปลอดภัยและคุณภาพของวัสดุสัมผัสอาหารได้อย่างสม่ำเสมอ Article 5 กำหนดหลักการทั่วไปว่าการผลิตต้องดำเนินการตามหลัก GMP เพื่อให้มั่นใจว่าวัสดุและสิ่งของที่ผลิตมีความสอดคล้องกับข้อกำหนดของ Regulation (EC) No 1935/2004 ขณะที่ Article 6 กำหนดให้ผู้ประกอบการต้องจัดตั้ง ดำเนินการ และคงไว้ซึ่งระบบการประกันคุณภาพ และระบบการควบคุมคุณภาพที่มีประสิทธิภาพ ส่วน Article 7 กำหนดให้มีการจัดทำและเก็บรักษาเอกสารที่เกี่ยวข้องอย่างเหมาะสม เพื่อให้สามารถตรวจสอบและยืนยันความสอดคล้องได้
ในทางปฏิบัติ โรงงานที่ต้องการส่งออกบรรจุภัณฑ์สัมผัสอาหารไปยังสหภาพยุโรปควรมี:
ระบบเอกสารคุณภาพที่ชัดเจนและตรวจสอบได้
การควบคุมการเปลี่ยนแปลงของวัตถุดิบหรือสูตรวัตถุดิบ (change control)
มาตรการป้องกันการปนเปื้อนข้าม (cross-contamination)
ระบบบันทึกข้อมูลการผลิตที่สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ (traceable batch records)
สาร PFAS ในบรรจุภัณฑ์สัมผัสอาหาร
PFAS (Per- and Polyfluoroalkyl Substances) เป็นกลุ่มสารเคมีที่ถูกใช้ในอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์เพื่อเพิ่มคุณสมบัติกันน้ำ กันไขมัน และทนความร้อน โดยอาจพบได้ในสารเคลือบหรือสารเติมแต่งบางประเภท สารกลุ่มนี้มีความคงตัวสูง ไม่สลายตัวง่ายในสิ่งแวดล้อม จึงมักถูกเรียกว่า “forever chemicals” และเป็นประเด็นที่ได้รับความกังวลในระดับสหภาพยุโรป เนื่องจากมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ชี้ถึงความเสี่ยงต่อสุขภาพ เช่น การสะสมในร่างกาย และผลกระทบต่อระบบภูมิคุ้มกันและระบบสืบพันธุ์
ภายใต้กรอบ Packaging and Packaging Waste Regulation (PPWR) สหภาพยุโรปได้กำหนดหลักการควบคุมสารอันตรายในบรรจุภัณฑ์ โดย Article 5 กำหนดให้บรรจุภัณฑ์ต้องไม่ประกอบด้วยสารที่เป็นอันตรายในระดับที่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์หรือสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ สำหรับสารกลุ่ม PFAS นั้น กฎหมาย PPWR อยู่ระหว่างการกำหนดรายละเอียดเชิงเทคนิคเพิ่มเติมผ่านมาตรการรอง (secondary legislation) รวมถึงเกณฑ์การตรวจวัดและค่าขีดจำกัดที่ชัดเจน
นอกเหนือจาก PPWR แล้ว การควบคุม PFAS อยู่ภายใต้กรอบ REACH Regulation (EC) No 1907/2006 โดยมีข้อเสนอ “universal restriction” สำหรับ PFAS ซึ่งครอบคลุมสารในกลุ่มนี้อย่างกว้างขวาง ปัจจุบันข้อเสนอดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาของ European Chemicals Agency (ECHA) ผ่านคณะกรรมการด้านความเสี่ยง (RAC) และด้านเศรษฐศาสตร์สังคม (SEAC) หากมีการประกาศใช้ จะส่งผลให้การใช้ PFAS ในอุตสาหกรรมพลาสติกและบรรจุภัณฑ์ถูกจำกัดอย่างมีนัยสำคัญ
สำหรับผู้ส่งออกไทย แนวทางปฏิบัติที่สำคัญคือ:
ตรวจสอบวัตถุดิบและสารเติมแต่งให้หลีกเลี่ยงการใช้สารในกลุ่ม PFAS
ขอรายงานผลวิเคราะห์ (test report) จากห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรอง
หลีกเลี่ยงการใช้สารเคลือบหรือสารเติมแต่งที่มี fluorinated compounds
เตรียมเอกสารสนับสนุนสำหรับผู้นำเข้าในสหภาพยุโรปเพื่อให้สามารถใช้ในการประเมินความเสี่ยงและการปฏิบัติตามข้อกำหนดในอนาคต
3. พฤติกรรมผู้บริโภคในเนเธอร์แลนด์
3.1 โครงสร้างตลาดและความสำคัญของช่องทางออฟไลน์
แม้ว่าอีคอมเมิร์ซและหมวด Home & Living จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการเติบโตในตลาดค้าปลีก แต่เมื่อพิจารณาโครงสร้างการใช้จ่ายโดยรวมแล้ว ช่องทางหน้าร้านจริง (physical retail) ยังคงเป็นฐานหลักของการบริโภคในเนเธอร์แลนด์ โดยข้อมูลจาก Savills (Retail Outlook, 2026) สอดคล้องกับแหล่งข้อมูลตลาดอื่น ๆ ที่ชี้ว่า ประมาณร้อยละ 75–80 ของยอดค้าปลีกยังคงเกิดขึ้นในร้านค้าจริง ขณะที่ช่องทางออนไลน์มีสัดส่วนอยู่ในช่วงประมาณร้อยละ 20–25 และอยู่ในระดับค่อนข้างคงที่นับตั้งแต่ปี 2023 สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าตลาดค้าปลีกของเนเธอร์แลนด์ได้เข้าสู่ภาวะสมดุลใหม่ภายหลังการปรับตัวอย่างรวดเร็วในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยอัตราการเติบโตของจำนวนผู้ใช้บริการในร้านค้าจริง ในปี 2025 เพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 0.5 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งแสดงถึงการเปลี่ยนผ่านจากช่วงฟื้นตัวไปสู่ระยะของการเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไปและมีเสถียรภาพมากขึ้น
การฟื้นตัวของร้านค้าปลีกในรูปแบบหน้าร้านไม่ได้กระจายตัวอย่างทั่วถึง แต่มีลักษณะกระจุกตัวในพื้นที่ทำเลศักยภาพสูง โดยเฉพาะย่านการค้าหลักในเมืองขนาดใหญ่ ซึ่งแสดงสัญญาณการฟื้นตัวและเสถียรภาพได้ชัดเจนมากกว่าพื้นที่รอง ทั้งนี้ ระยะเวลาในการปล่อยเช่าพื้นที่ค้าปลีก (time on market) ปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จากประมาณ 17–18 เดือนในช่วงก่อนหน้า มาอยู่ที่ประมาณ 9–10 เดือนในปี 2025 สะท้อนถึงการปรับตัวดีขึ้นของอุปสงค์ในทำเลหลัก ควบคู่กับการกลับมาของกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการบริโภคในเขตเมือง
จากข้อมูลของสำนักงานสถิติเนเธอร์แลนด์ (Centraal Bureau voor de Statistiek – CBS) ตลอดปี 2025 ภาคค้าปลีกมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยในเดือนมกราคมมีการเติบโตร้อยละ 3.8 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ในเดือนสิงหาคมมีการเติบโตร้อยละ 3.6 และในเดือนกันยายนมีการเติบโตร้อยละ 3.8 โดยการเติบโตดังกล่าวมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากภาคสินค้าที่ไม่ใช่อาหาร (non-food) ซึ่งรวมถึงสินค้าประเภทของใช้ในบ้านและเฟอร์นิเจอร์ โดยในเดือนตุลาคม 2025 กลุ่มสินค้าดังกล่าวมีรายได้เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และในเดือนพฤษภาคมของปีเดียวกัน ร้านค้าปลีกกลุ่มเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้านก็มีรายได้ที่สูงขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าเช่นกัน อย่างไรก็ตาม CBS ยังชี้ให้เห็นว่าแม้รายได้ของภาคค้าปลีกจะขยายตัว แต่ปริมาณการขายที่แท้จริง กลับทรงตัวหรือลดลงเล็กน้อยในบางช่วงเวลา ซึ่งสะท้อนถึงแรงกดดันจากอัตราเงินเฟ้อและพฤติกรรมผู้บริโภคที่ระมัดระวังมากขึ้น เช่น ในเดือนพฤษภาคม 2025 รายได้ของภาคค้าปลีกเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.2 แต่ปริมาณการขายที่แท้จริงกลับลดลงร้อยละ 0.4
3.2 ลักษณะผู้บริโภคและกระบวนการตัดสินใจซื้อสินค้าผ่านหน้าร้านจริง
การศึกษาของ Glocalities เกี่ยวกับพฤติกรรมผู้บริโภคชาวดัตช์ชี้ให้เห็นความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญระหว่างผู้บริโภคที่เลือกซื้อสินค้าผ่านหน้าร้านจริง (offline shoppers) กับผู้ที่นิยมซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ (online shoppers) โดยผู้บริโภคที่นิยมซื้อสินค้าผ่านหน้าร้านจริงยังคงชื่นชอบการสัมผัสหรือจับต้องสินค้าก่อนการตัดสินใจซื้อ การเลือกซื้อสินค้ายังคงเป็นกิจกรรมทางสังคมที่สามารถทำร่วมกับครอบครัวและเพื่อนฝูง และเป็นประชากรกลุ่มมีอายุสูง ซึ่งตรงกันข้ามกับผู้บริโภคออนไลน์ที่มีความเปิดกว้างต่อประสบการณ์ใหม่ๆ และเทคโนโลยี
นอกจากนี้ ผู้บริโภคชาวดัตช์มีกระบวนการตัดสินใจซื้อที่เป็นระบบและรอบคอบ โดยมักใช้เวลาอย่างมากในการค้นคว้าและเปรียบเทียบข้อมูลก่อนตัดสินใจซื้อ มากกว่าหนึ่งในสามของผู้บริโภคมักจะค้นหาข้อเสนอที่ดีที่สุดก่อนการซื้อ โดยอาศัยเครื่องมือค้นหาและเว็บไซต์ของผู้ค้าปลีกเป็นแหล่งข้อมูลหลัก ลักษณะเด่นที่สำคัญของผู้บริโภคชาวดัตช์ คือ รูปแบบการซื้อแบบหลายช่องทาง (omnichannel) ซึ่งร้านค้าจริงยังคงมีบทบาทสำคัญในฐานะพื้นที่แสดงสินค้า (showroom) สำหรับช่องทางออนไลน์นิยมใช้หาค้นหาข้อมูลเพื่อเปรียบเทียบ ผู้บริโภคจำนวนมากจะเข้าไปดูสินค้าและทดลองสัมผัสที่ร้านค้าจริงก่อน แล้วจึงตัดสินใจซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ในภายหลัง
ในด้านอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อ รีวิวและคำรับรองจากผู้ใช้งานจริง (user reviews and testimonials) ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้ออย่างมาก โดยผู้บริโภคชาวดัตช์มักให้ความสำคัญกับความคิดเห็นของผู้ใช้งานมากกว่าโฆษณาของแบรนด์ ความโปร่งใสเกี่ยวกับราคา นโยบายการจัดส่งและการรับประกัน รวมถึงนโยบายการคืนสินค้าที่เป็นธรรม เป็นปัจจัยสนับสนุนสำคัญต่อการตัดสินใจซื้อ
3.3 ช่องทางการจัดจำหน่ายและบทบาทของร้านค้าจริงสำหรับสินค้าประเภทอุปกรณ์จัดเก็บภายในบ้าน
ตลาดอุปกรณ์จัดเก็บและจัดระเบียบภายในบ้าน (home organizers and storage market) ของเนเธอร์แลนด์กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยมีอัตราการเติบโตต่อปีแบบทบต้น (CAGR) อยู่ที่ร้อยละ 5.21 ระหว่างปี 2020 - 2024 และเร่งตัวขึ้นเป็นร้อยละ 7.86 ระหว่างปี 2023 - 2024 การเติบโตนี้ได้รับแรงขับเคลื่อนจากการขยายตัวของเมือง (urbanization) และแนวโน้มที่อยู่อาศัยมีขนาดเล็กลง ทำให้ผู้บริโภคต้องแสวงหานวัตกรรมโซลูชันการจัดเก็บที่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์แบบมัลติฟังก์ชัน (multifunctional) และแบบประหยัดพื้นที่ (space-saving) กลุ่มผู้บริโภคเป้าหมายหลักสำหรับสินค้าประเภทนี้ประกอบด้วยเจ้าของบ้านและผู้เช่า ครอบครัวและผู้ที่ชื่นชอบการปรุงอาหาร กลุ่มผู้ที่ชื่นชอบการทำโครงการด้วยตนเอง (DIY enthusiasts) และผู้อยู่อาศัยในอพาร์ตเมนต์
ในบริบทของช่องทางการจัดจำหน่าย ร้านค้าปลีกกลุ่ม DIY (do-it-yourself) และกลุ่มสินค้าสำหรับบ้าน (home and living) ถือเป็นช่องทางสำคัญสำหรับสินค้าประเภทอุปกรณ์จัดเก็บภายในบ้าน โดย Ikea มีการเติบโตสูงซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าตลาดสินค้าสำหรับบ้าน เน้นการนำเสนอประสบการณ์การช้อปปิ้งที่จับต้องได้ ผ่านการจัดแสดงโซลูชันการจัดเก็บในรูปแบบห้องจริง ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคออฟไลน์ที่ต้องการเห็นและสัมผัสผลิตภัณฑ์ก่อนการตัดสินใจซื้อ
แนวโน้มสำคัญอีกประการหนึ่งของตลาดค้าปลีกเนเธอร์แลนด์ในปี 2026 คือ การปรับเปลี่ยนรูปแบบร้านค้าให้มุ่งเน้นประสบการณ์ ผสมผสานสินค้าจริงของหน้าร้านเข้ากับเทคโนโลยีดิจิทัล เช่น การสแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดูข้อมูลเพิ่มเติม การที่ผู้บริโภคสามารถดูสินค้าจริงและทดลองใช้งาน ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจในการตัดสินใจซื้อ
4. สภาพการแข่งขันในตลาดเนเธอร์แลนด์
4.1 โครงสร้างและลักษณะการแข่งขันโดยรวม
ตลาดกล่องพลาสติกใสในเนเธอร์แลนด์มีลักษณะการแข่งขันที่หลากหลาย เนื่องจากสินค้ากลุ่มนี้ครอบคลุมการใช้งานหลายประเภท ตั้งแต่ผลิตภัณฑ์จัดเก็บภายในครัวเรือน บรรจุภัณฑ์สำหรับคลังสินค้าและการใช้งานเชิงพาณิชย์ ไปจนถึงบรรจุภัณฑ์สำหรับอาหารและฟู้ดเซอร์วิส โครงสร้างตลาดจึงไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะผู้ผลิตกล่องพลาสติกโดยตรง แต่รวมถึงเจ้าของแบรนด์สินค้า ผู้ค้าส่ง ผู้จัดจำหน่าย และผู้ให้บริการบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจรด้วย
ในกลุ่มสินค้าจัดเก็บสำหรับครัวเรือน มีผู้เล่นที่มีบทบาทชัดเจนในตลาดเนเธอร์แลนด์และยุโรป เช่น Curver ซึ่งระบุบนเว็บไซต์ทางการว่าเป็นผู้เล่นระดับนานาชาติที่เชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์พลาสติกสำหรับครัวเรือน และมีสายผลิตภัณฑ์ด้าน storage โดยตรง ขณะที่ Sunware ระบุว่าบริษัทเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านโซลูชันการจัดเก็บพลาสติกสมัยใหม่ และมีสินค้า storage boxes ครอบคลุมหลายขนาดและหลายรูปแบบ สะท้อนให้เห็นว่าตลาด household storage มีทั้งผู้เล่นที่เน้นการใช้งานจริงและผู้เล่นที่ให้ความสำคัญกับการออกแบบและภาพลักษณ์สินค้าไปพร้อมกัน
สำหรับกลุ่มบรรจุภัณฑ์และการใช้งานเชิงพาณิชย์ ผู้เล่นสำคัญในตลาดเนเธอร์แลนด์มีทั้งผู้จัดจำหน่ายบรรจุภัณฑ์รายใหญ่และผู้ให้บริการเฉพาะทาง เช่น RAJA ซึ่งทำตลาดด้านบรรจุภัณฑ์สำหรับ e-commerce และโลจิสติกส์ และ Paardekooper ซึ่งดำเนินธุรกิจบรรจุภัณฑ์สำหรับ foodservice, retail และภาคธุรกิจอื่น ๆ มากว่า 100 ปี
เนเธอร์แลนด์นำเข้าสินค้าภายใต้พิกัด HS 392310 “Boxes, cases, crates and similar articles, of plastics” จากหลายประเทศ โดยแหล่งนำเข้าหลักประกอบด้วยเยอรมนี เบลเยียม อิตาลี โปแลนด์ และจีน ซึ่งสะท้อนถึงการแข่งขันที่รุนแรงจากทั้งผู้ผลิตภายในยุโรปและผู้ส่งออกจากนอกภูมิภาค โดยเฉพาะเยอรมนีและเบลเยียมที่มีสัดส่วนสูง เนื่องจากได้เปรียบด้านระยะทาง โครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน และความรวดเร็วในการส่งมอบสินค้าเข้าสู่ตลาดเนเธอร์แลนด์
4.2 กลุ่มผู้เล่นด้านการจัดเก็บสำหรับครัวเรือน (Household Storage)
ในกลุ่มผลิตภัณฑ์จัดเก็บสำหรับครัวเรือน (household storage) ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มตลาดหลักของสินค้ากล่องพลาสติกใส ตลาดเนเธอร์แลนด์มีผู้เล่นที่มีความแข็งแกร่งทั้งในระดับประเทศและระดับยุโรป โดยเฉพาะแบรนด์ที่มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างความแตกต่างผ่านการออกแบบ คุณภาพสินค้า ความยั่งยืน และมีเครือข่ายการจัดจำหน่ายครอบคลุม ผู้เล่นสำคัญ ได้แก่ Curver เป็นแบรนด์ในเครือ Keter Group ซึ่งเป็นผู้ผลิตผลิตภัณฑ์พลาสติกสำหรับผู้บริโภคระดับสากล โดยมีการดำเนินธุรกิจในยุโรปและมีสายผลิตภัณฑ์ด้าน household storage โดยเฉพาะ Sunware เป็นบริษัทสัญชาติเนเธอร์แลนด์ที่เชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์จัดเก็บภายในบ้าน โดยมีฐานการผลิตในยุโรป และเน้นการออกแบบที่ตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวัน และ Iris Ohyama Europe เป็นบริษัทในเครือของ Iris Ohyama ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีโรงงานผลิตในประเทศฝรั่งเศส และระบุว่าผลิตสินค้าเพื่อจำหน่ายในยุโรปภายในภูมิภาค (European production base) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์และการตอบสนองตลาด
นอกเหนือจากผู้ผลิตแบรนด์โดยตรงแล้ว โครงสร้างตลาดยังประกอบด้วยผู้ค้าส่งสินค้า non-food ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการกระจายสินค้าไปยังร้านค้าปลีกขนาดกลางและขนาดย่อมในเนเธอร์แลนด์ เช่น ผู้ค้าส่งที่จัดจำหน่ายสินค้า household goods และ storage solutions ให้กับเครือข่ายร้านค้าอิสระ
4.3 กลุ่มผู้เล่น B2B และคลังสินค้า (Warehouse and Industrial Storage)
ตลาดกล่องพลาสติกในกลุ่มธุรกิจต่อธุรกิจ (B2B) และการใช้งานในคลังสินค้า (warehouse and industrial storage) ในเนเธอร์แลนด์มีขนาดใหญ่และมีความต้องการอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานด้านโลจิสติกส์ อีคอมเมิร์ซ และการกระจายสินค้าในยุโรป ซึ่งเนเธอร์แลนด์ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลาง (logistics hub) ที่สำคัญ
ผู้เล่นในตลาดกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นผู้จัดจำหน่ายและผู้ให้บริการโซลูชันที่มีเครือข่ายครอบคลุมในระดับยุโรป และนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายสำหรับสำนักงาน คลังสินค้า และภาคอุตสาหกรรม ตัวอย่างผู้ประกอบการที่มีบทบาทในตลาดเนเธอร์แลนด์ ได้แก่ RAJA Nederland B.V. (Rajapack) และ Manutan B.V. ซึ่งเป็นผู้จัดจำหน่ายอุปกรณ์และบรรจุภัณฑ์สำหรับธุรกิจ โดยมีสินค้าครอบคลุมตั้งแต่กล่องพลาสติกแบบซ้อนเก็บได้ (stackable plastic containers) ไปจนถึงอุปกรณ์จัดเก็บในคลังสินค้าและระบบโลจิสติกส์
นอกจากผู้จัดจำหน่ายทั่วไปแล้ว ตลาดยังประกอบด้วยผู้ให้บริการโซลูชันด้านโลจิสติกส์และบรรจุภัณฑ์แบบใช้ซ้ำได้ (returnable packaging systems) เช่น SSI Schäfer ซึ่งเป็นผู้ให้บริการระบบคลังสินค้าและโซลูชันอัตโนมัติระดับสากล โดยบริษัทมีบทบาทในการพัฒนาและจัดหาระบบภาชนะพลาสติกสำหรับการใช้งานในระบบโลจิสติกส์แบบหมุนเวียน (closed-loop logistics) สำหรับลูกค้าในภาคค้าปลีกและอุตสาหกรรมในยุโรป
แนวโน้มสำคัญของตลาดกลุ่มนี้คือการเปลี่ยนผ่านจากบรรจุภัณฑ์แบบใช้ครั้งเดียวไปสู่ บรรจุภัณฑ์แบบใช้ซ้ำ (reusable packaging) ซึ่งช่วยลดต้นทุนระยะยาวและสอดคล้องกับนโยบายด้านความยั่งยืนของสหภาพยุโรป โดยเฉพาะในระบบโลจิสติกส์ภายใน (intra-logistics) ที่ต้องการภาชนะที่มีความทนทาน สามารถใช้งานซ้ำได้หลายรอบ และมีมาตรฐานขนาดที่สอดคล้องกับระบบอัตโนมัติและการจัดเก็บ
4.4 กลุ่มผู้เล่นด้านบรรจุภัณฑ์อาหารและฟู้ดเซอร์วิส (Food Packaging and Foodservice)
สำหรับตลาดภาชนะพลาสติกที่ใช้สัมผัสอาหารโดยตรง (food-contact materials) ในเนเธอร์แลนด์ โครงสร้างผู้เล่นมีลักษณะแตกต่างจากกลุ่ม household storage อย่างชัดเจน โดยผู้ประกอบการในกลุ่มนี้มักเป็นบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านบรรจุภัณฑ์อาหาร และต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัยอาหารของสหภาพยุโรปอย่างเคร่งครัด รวมถึงมีระบบควบคุมคุณภาพและการตรวจสอบย้อนกลับในระดับสูง
หนึ่งในผู้เล่นสำคัญในตลาด Benelux คือ Paardekooper Group ซึ่งเป็นบริษัทบรรจุภัณฑ์ที่ดำเนินธุรกิจในหลายประเทศยุโรป โดยให้บริการโซลูชันบรรจุภัณฑ์สำหรับภาคอาหาร ฟู้ดเซอร์วิส ค้าปลีก และภาคอุตสาหกรรม บริษัทมีการเน้นพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สอดคล้องกับแนวคิดความยั่งยืน และมีส่วนร่วมในโครงการด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนของเนเธอร์แลนด์ เช่น การเข้าร่วม Plastic Pact NL ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนเพื่อส่งเสริมการลดขยะพลาสติกและเพิ่มการใช้วัสดุรีไซเคิล
ในส่วนของช่องทางการจัดจำหน่าย ผู้ค้าส่งฟู้ดเซอร์วิสที่มีบทบาทสำคัญ เช่น HANOS ซึ่งเป็นผู้ค้าส่งแบบ cash-and-carry สำหรับลูกค้าธุรกิจ (B2B) โดยมุ่งเน้นกลุ่มลูกค้า ได้แก่ ร้านอาหาร โรงแรม และผู้ประกอบการด้านอาหาร บริษัทมีกลุ่มผลิตภัณฑ์สินค้าที่ครอบคลุมทั้งวัตถุดิบอาหาร อุปกรณ์ครัว และบรรจุภัณฑ์สำหรับอาหาร รวมถึงภาชนะพลาสติกที่ต้องเป็นไปตามข้อกำหนดด้าน food safety และมาตรฐานของสหภาพยุโรป
ลักษณะสำคัญของการแข่งขันในตลาด food packaging คือการให้ความสำคัญกับ ความปลอดภัยของวัสดุ (food safety compliance) มากกว่าด้านราคาเพียงอย่างเดียว โดยผู้ซื้อในกลุ่มนี้มักต้องการสินค้าที่มีเอกสารรับรองครบถ้วน เช่น Declaration of Compliance (DoC) ผลการทดสอบ migration และระบบการผลิตที่สอดคล้องกับ Good Manufacturing Practice (GMP) นอกจากนี้ ประเด็นด้านความยั่งยืน เช่น การลดการใช้พลาสติก การใช้วัสดุรีไซเคิล และความสามารถในการรีไซเคิลของบรรจุภัณฑ์ ก็มีบทบาทสำคัญต่อการตัดสินใจของผู้ซื้อในตลาดยุโรป
4.5 กลุ่มผู้ผลิตและซัพพลายเออร์ระหว่างประเทศและกลุ่มผลิตภัณฑ์เฉพาะทาง
นอกเหนือจากผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจในเนเธอร์แลนด์โดยตรงแล้ว ตลาดยังได้รับอิทธิพลจากผู้ผลิตและซัพพลายเออร์ระหว่างประเทศที่ส่งสินค้าเข้าสู่ตลาดยุโรปผ่านเครือข่ายการผลิตและการกระจายสินค้าข้ามพรมแดน ผู้เล่นกลุ่มนี้มีบทบาทสำคัญในตลาดบรรจุภัณฑ์พลาสติกชนิดแข็ง บรรจุภัณฑ์อาหาร และโซลูชันโลจิสติกส์แบบใช้ซ้ำได้ โดยเฉพาะในบริบทที่เนเธอร์แลนด์ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการนำเข้าและกระจายสินค้าในยุโรป
5. โอกาส ความท้าทาย และข้อเสนอแนะสำหรับผู้ส่งออกไทย
5.1 โอกาสในตลาดเนเธอร์แลนด์
ตลาดกล่องพลาสติกใสในเนเธอร์แลนด์ยังคงมีศักยภาพสำหรับผู้ผลิตจากต่างประเทศ โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่สามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสม่ำเสมอ สอดคล้องกับข้อกำหนดของสหภาพยุโรป และตอบโจทย์แนวโน้มด้านความยั่งยืนของตลาดยุโรป
1) เนเธอร์แลนด์มีบทบาทเป็น ศูนย์กลางการนำเข้าและกระจายสินค้า (distribution hub) ของยุโรป โดยอาศัยโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพสูง ทั้งท่าเรือ Rotterdam และท่าอากาศยาน Schiphol รวมถึงเครือข่ายการขนส่งภายในภูมิภาคที่เชื่อมโยงกับเยอรมนี เบลเยียม และฝรั่งเศสอย่างใกล้ชิด โดย สินค้าที่ผ่านพิธีการนำเข้าในเนเธอร์แลนด์สามารถเคลื่อนย้ายไปยังประเทศสมาชิกอื่นได้โดยไม่มีขั้นตอนศุลกากรเพิ่มเติม ดังนั้น การเข้าสู่ตลาดเนเธอร์แลนด์จึงเท่ากับการเข้าถึงตลาดยุโรปในวงกว้าง โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าอุปโภคและบรรจุภัณฑ์ที่มีการกระจายสินค้าข้ามพรมแดนเป็นปกติ
2) การเติบโตของช่องทางอีคอมเมิร์ซและพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับการใช้ชีวิตภายในบ้านมากขึ้น ส่งผลให้กลุ่มสินค้า Home & Living ยังคงมีความต้องการอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าภาพรวมของการใช้จ่ายออนไลน์อาจมีความผันผวนในบางช่วงเวลา แต่ผู้บริโภคยังคงใช้จ่ายในหมวดสินค้าสำหรับบ้านในระดับสูง และมีแนวโน้มเปิดรับสินค้านำเข้ามากขึ้น โดยเฉพาะสินค้าที่มีความแตกต่างด้านการออกแบบ ฟังก์ชันการใช้งาน และความคุ้มค่า การขยายตัวของแพลตฟอร์ม cross-border e-commerce ยังเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ผู้ผลิตจากต่างประเทศสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้โดยตรงหรือผ่านผู้ค้าปลีกออนไลน์
3) ช่องทาง private label เป็นแนวทางที่มีความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติสำหรับผู้ส่งออกไทยในการเข้าสู่ตลาด โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนสร้างแบรนด์ในระยะเริ่มต้น ผู้ค้าปลีกและผู้จัดจำหน่ายในเนเธอร์แลนด์จำนวนมาก โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้า non-food และอุปกรณ์จัดเก็บ มีรูปแบบธุรกิจที่เปิดรับการผลิตภายใต้แบรนด์ของตนเอง การเข้าร่วมงานแสดงสินค้า เช่น PLMA World of Private Label ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำในเนเธอร์แลนด์ เป็นช่องทางสำคัญในการเข้าถึงผู้ซื้อโดยตรง อย่างไรก็ตาม ผู้ส่งออกจำเป็นต้องมีความพร้อมด้านมาตรฐานสินค้า เอกสารกำกับดูแล และความสามารถในการผลิตอย่างสม่ำเสมอ จึงจะสามารถแข่งขันในช่องทางนี้ได้
4) กระแสความยั่งยืนได้กลายเป็นปัจจัยหลักในการกำหนดทิศทางตลาดบรรจุภัณฑ์ในยุโรป ทั้งในระดับนโยบายและระดับผู้บริโภค ผู้ประกอบการในยุโรปมีแนวโน้มเพิ่มการใช้วัสดุรีไซเคิล ลดการใช้วัสดุผสม และออกแบบผลิตภัณฑ์ให้สามารถรีไซเคิลได้ง่ายมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางของกฎหมาย เช่น Packaging and Packaging Waste Regulation (PPWR) ที่อยู่ระหว่างการบังคับใช้ในระยะต่อไป ดังนั้น ผู้ส่งออกที่สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับหลัก design for recyclability, การใช้ mono-material และการเพิ่มสัดส่วน recycled content จะมีความได้เปรียบในการเข้าสู่ตลาดและสร้างความน่าเชื่อถือกับผู้ซื้อในยุโรป
5.2 ความท้าทาย
1) การแข่งขันผู้ผลิตภายในยุโรป ซึ่งมีข้อได้เปรียบด้านระยะทางและความรวดเร็วในการจัดส่งสินค้าโดยเฉพาะเยอรมนีซึ่งมีสัดส่วนการนำเข้าของเนเธอร์แลนด์สูงถึงร้อยละ 42 และเบลเยียมอีกร้อยละ 16.8 ผู้ผลิตในประเทศเหล่านี้สามารถจัดส่งสินค้าได้ภายใน 24-48 ชั่วโมง ในขณะที่ผู้ส่งออกจากเอเชียต้องใช้เวลาขนส่งทางเรือประมาณ 30-45 วัน และต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนของตารางการเดินเรือ ส่งผลให้ผู้ซื้อในยุโรปให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถือของซัพพลายเชน (supply chain reliability) และความสามารถในการส่งมอบสินค้ามากกว่าการแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว
2) ความซับซ้อนของกฎระเบียบของสหภาพยุโรปที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงปี 2025–2026 กฎหมายสำคัญ เช่น General Product Safety Regulation (EU) 2023/988 (GPSR) กำหนดให้สินค้าทุกชนิดต้องมีผู้รับผิดชอบทางเศรษฐกิจ (Responsible Economic Operator: REO) ในสหภาพยุโรป และกำหนดให้มีระบบติดตามและเรียกคืนสินค้า (traceability and recall) ที่ชัดเจน ในขณะเดียวกัน กฎหมายด้านวัสดุสัมผัสอาหารและบรรจุภัณฑ์ เช่น Regulation (EU) No 10/2011 และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับพลาสติกรีไซเคิล ยังคงมีการปรับปรุงรายการสารและเงื่อนไขการใช้งานอย่างต่อเนื่อง
3) ความเสี่ยงด้านการจำแนกพิกัดศุลกากร (tariff classification) ยังคงเป็นประเด็นสำคัญ เนื่องจากสินค้าประเภทกล่องพลาสติกอาจถูกจัดอยู่ในพิกัดที่แตกต่างกันตามลักษณะการใช้งาน ส่งผลต่ออัตราภาษีและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง การขอ Binding Tariff Information (BTI) จึงเป็นแนวทางที่ช่วยลดความไม่แน่นอนได้ในทางปฏิบัติ
4) ความต้องการด้านเอกสารและข้อมูลผลิตภัณฑ์ที่ละเอียดและครบถ้วนจากผู้ซื้อในยุโรป โดยเฉพาะในเนเธอร์แลนด์ ผู้ค้าปลีกและผู้จัดจำหน่ายมักกำหนดให้ผู้ผลิตต้องจัดเตรียมเอกสารสำคัญ เช่น Declaration of Compliance (DoC) สำหรับวัสดุสัมผัสอาหาร ข้อมูลการตรวจสอบย้อนกลับ (traceability) รายงานผลการทดสอบการย้ายถ่ายสาร (migration test) และข้อมูลสารเคมีตามกรอบ REACH
5.3 ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติสำหรับผู้ส่งออกไทย
1) การตรวจสอบพิกัดศุลกากรเป็นราย SKU ผ่าน TARIC หรือ BTI ก่อนการเสนอราคาเชิงพาณิชย์ทุกครั้ง ผู้ส่งออกไม่ควรใช้รหัสพิกัดเดียวกันกับทุกผลิตภัณฑ์โดยไม่ตรวจสอบลักษณะการใช้งานจริงของแต่ละรุ่น การขอ BTI (Binding Tariff Information) จากหน่วยงานศุลกากรแห่งใดแห่งหนึ่งในสหภาพยุโรปจะให้คำวินิจฉัยที่มีผลผูกพันทางกฎหมายและป้องกันการตีความที่คลาดเคลื่อนภายหลัง การดำเนินการดังกล่าวอาจใช้เวลาหลายสัปดาห์ แต่จะช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกปรับหรือสินค้าถูกระงับ ณ ด่านศุลกากร
2) การจำแนกสินค้า non-food และ food-contact เนื่องจากข้อกำหนดด้านกฎหมายสำหรับวัสดุสัมผัสอาหารมีความเข้มงวดและซับซ้อน โดยเฉพาะ Regulation (EU) No 10/2011 และ Regulation (EU) 2022/1616 สำหรับพลาสติกรีไซเคิล การนำเสนอสินค้าทั้งสองประเภทในลักษณะเดียวกันโดยไม่มีการระบุข้อจำกัดการใช้งานอย่างชัดเจน อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดและนำไปสู่ความรับผิดทางกฎหมายได้ การจำแนกสินค้าจะช่วยให้การทำเอกสาร เช่น Declaration of Compliance (DoC) และการทดสอบ migration เป็นไปอย่างถูกต้องและเหมาะสมกับประเภทสินค้า
3) การเตรียมเอกสารประกอบและตัวอย่างสินค้าให้ครบถ้วนก่อนนำเสนอแก่ผู้ซื้อ เอกสารที่ควรจัดเตรียม ได้แก่ เอกสารแสดงการปฏิบัติตามข้อกำหนด REACH โดยเฉพาะรายการสารที่มีความน่ากังวลสูง (Substances of Very High Concern: SVHC) ซึ่งมีการปรับปรุงเป็นระยะโดย European Chemicals Agency (ECHA) เอกสาร Declaration of Compliance สำหรับสินค้าที่สัมผัสอาหาร ผลการทดสอบการย้ายถ่ายสาร (migration test) ในกรณีที่เกี่ยวข้อง รวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับประเภทวัสดุและน้ำหนักบรรจุภัณฑ์เพื่อใช้ในการรายงานภายใต้ระบบ Extended Producer Responsibility (EPR) ของประเทศปลายทาง นอกจากนี้ การมีตัวอย่างสินค้าจริงพร้อมฉลากที่ระบุข้อมูลผู้ผลิต ผู้นำเข้าในสหภาพยุโรป และรหัสอ้างอิงสินค้า จะช่วยเสริมสร้างความน่าเชื่อถือและความมั่นใจให้กับผู้ซื้อ
4) การเข้าสู่ตลาดควรดำเนินการผ่านผู้นำเข้าหรือผู้จัดจำหน่ายในท้องถิ่นมากกว่าการจำหน่ายตรงสู่ผู้บริโภค เนื่องจากตลาดเนเธอร์แลนด์ให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถือของผู้จำหน่ายและระบบบริการหลังการขาย ผู้นำเข้าท้องถิ่นมักมีเครือข่ายลูกค้า ระบบโลจิสติกส์ และกระบวนการจัดการสินค้าคืนที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งช่วยลดภาระของผู้ส่งออกในการดำเนินการด้านปฏิบัติการ นอกจากนี้ ผู้นำเข้ายังสามารถทำหน้าที่เป็นผู้รับผิดชอบในสหภาพยุโรป (Responsible Economic Operator) ตามข้อกำหนดของ General Product Safety Regulation (GPSR) ได้
5) การออกแบบสินค้าและบรรจุภัณฑ์ควรคำนึงถึงข้อกำหนดด้านความยั่งยืนของสหภาพยุโรปตั้งแต่ระยะเริ่มต้น โดยเฉพาะแนวโน้มภายใต้ร่างกฎหมายว่าด้วยบรรจุภัณฑ์และของเสียจากบรรจุภัณฑ์ (Packaging and Packaging Waste Regulation: PPWR) และระบบค่าธรรมเนียม EPR ของประเทศปลายทาง แนวทางที่ควรพิจารณา ได้แก่ การใช้วัสดุชนิดเดียว (mono-material) เช่น PE หรือ PP การหลีกเลี่ยงสีหรือองค์ประกอบที่เป็นอุปสรรคต่อการรีไซเคิล การออกแบบฉลากที่สามารถถอดออกได้ง่าย และการใช้วัสดุรีไซเคิลในสัดส่วนที่เหมาะสม ทั้งนี้ อัตราค่าธรรมเนียมและสิทธิประโยชน์ด้าน EPR จะขึ้นอยู่กับเกณฑ์ที่หน่วยงานในแต่ละประเทศกำหนด
6) การเข้าร่วมงานแสดงสินค้าที่เกี่ยวข้องเพื่อสร้างเครือข่ายกับผู้ซื้อและติดตามแนวโน้มตลาด เช่น งาน PLMA World of Private Label International Trade Show ซึ่งเหมาะสำหรับสินค้า private label งาน Empack Nederland ซึ่งมุ่งเน้นด้านบรรจุภัณฑ์และโลจิสติกส์ และงาน Trendz/showUP ซึ่งเหมาะสำหรับสินค้าไลฟ์สไตล์และของตกแต่งบ้าน การเข้าร่วมงานดังกล่าวช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงผู้ซื้อโดยตรงและรับรู้ความต้องการของตลาดในเชิงลึก
6. งานแสดงสินค้าและกิจกรรมการตลาดที่ควรเข้าร่วมในเนเธอร์แลนด์
การเข้าร่วมงานแสดงสินค้าในเนเธอร์แลนด์ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญสำหรับผู้ส่งออกไทยที่ต้องการสร้างเครือข่าย พบปะผู้ซื้อที่มีศักยภาพ และติดตามแนวโน้มของตลาด โดยงานแสดงสินค้าที่สำคัญและเกี่ยวข้องกับธุรกิจกล่องพลาสติกใส มีรายละเอียดดังนี้
6.1 Empack Nederland
Empack Nederland เป็นงานแสดงสินค้าด้านบรรจุภัณฑ์ที่จัดขึ้นเป็นประจำในประเทศเนเธอร์แลนด์ โดยมีบทบาทสำคัญในระดับภูมิภาค Benelux ในการเชื่อมโยงผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ ตั้งแต่ผู้ผลิตวัสดุ ผู้พัฒนาเทคโนโลยี ไปจนถึงผู้ใช้งานในภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ
ในปี 2026 งานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14–16 เมษายน ณ Evenementenhal เมือง Gorinchem โดยมีผู้เข้าร่วมแสดงสินค้ากว่า 250 ราย และมีผู้แสดงสินค้าใหม่จำนวนหนึ่ง ซึ่งสะท้อนถึงการเติบโตและความต่อเนื่องของงานในฐานะแพลตฟอร์มสำหรับธุรกิจบรรจุภัณฑ์ในภูมิภาค
ลักษณะเด่นของงานคือการครอบคลุมทั้งมิติของ บรรจุภัณฑ์ (packaging) และ ระบบโลจิสติกส์และการจัดเก็บ (intralogistics) โดยมีพื้นที่เฉพาะ เช่น Intralogistics Zone ซึ่งนำเสนอเทคโนโลยีด้านการขนส่งภายในคลังสินค้า ระบบจัดเก็บ การหยิบสินค้า (picking systems) และระบบคลังสินค้าอัตโนมัติ สะท้อนแนวโน้มการบูรณาการระหว่างบรรจุภัณฑ์และระบบโลจิสติกส์ในอุตสาหกรรมสมัยใหม่
6.2 PLMA’s World of Private Label International Trade Show
งาน PLMA’s World of Private Label International Trade Show จัดขึ้น ณ RAI Amsterdam Convention Centre ระหว่างวันที่ 19-20 พฤษภาคม 2026 โดยเป็นงานแสดงสินค้า private label ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรป รวบรวมผู้ค้าปลีกและผู้ผลิตจากทั่วทุกมุมทวีปเข้าด้วยกัน เพื่อส่งเสริมนวัตกรรมและการเติบโตในโครงการ private label งานนี้ครอบคลุมทั้งหมวดอาหารและสินค้าที่ไม่ใช่อาหาร (non-food) รวมถึงผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม household, home & living, housewares และ storage solutions โดยในส่วน non-food จะตั้งอยู่ใน Holland Complex
งาน PLMA เหมาะสำหรับผู้ส่งออกไทยที่ต้องการเข้าสู่ตลาดเนเธอร์แลนด์โดยเน้น OEM หรือ private label ผู้เข้าชมงานส่วนใหญ่เป็นผู้ค้าปลีกและผู้นำเข้าที่กำลังมองหาซัพพลายเออร์สำหรับผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ของตนเอง การเข้าร่วมงานนี้จะช่วยให้ผู้ส่งออกได้พบปะกับผู้ซื้อที่มีศักยภาพโดยตรงและเข้าใจความต้องการของตลาดในเชิงลึก
6.3 Trendz / showUP
ในปี 2026 งานแสดงสินค้า Trendz และ showUP ได้รวมเป็นงานเดียวกันภายใต้ชื่อ Trendz/showUP เพื่อสร้างงานแสดงสินค้าปลีกที่ใหญ่ที่สุดในกลุ่มประเทศ Benelux โดยจัดขึ้นระหว่างวันที่ 30 สิงหาคม – 1 กันยายน 2026 ณ Evenementenhal Gorinchem โดยงานแสดงสินค้าใหม่นี้ได้นำจุดแข็งของทั้งสองงานรวมเข้าด้วยกัน มุ่งเน้นหมวดหมู่สินค้า home, flowers และ gifts รวมถึง home deco, lifestyle, stationery, office, design, gift, beauty, fashion และ garden
งาน Trendz/showUP เหมาะสำหรับผู้ส่งออกไทยที่มีสินค้าที่ออกแบบสวยงามโดดเด่น (design-led) และต้องการเข้าสู่ตลาดสินค้าของใช้ของตกแต่งที่เน้นไลฟ์สไตล์ มากกว่างานเชิงอุตสาหกรรมทั่วไป โดยเฉพาะกล่องพลาสติกใสที่ได้รับการออกแบบให้มีดีไซน์ร่วมสมัย ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่มองหาอุปกรณ์จัดเก็บที่ไม่เพียงใช้ได้จริงแต่ยังสวยงามเข้ากับการตกแต่งบ้าน
6.4 Kunststoffenbeurs 2026
Kunststoffenbeurs เป็นงานแสดงสินค้าด้านอุตสาหกรรมพลาสติกและยางที่ก่อตั้งขึ้นในปี 1999 และได้รับการยอมรับว่าเป็นงานแสดงสินค้าที่ใหญ่ที่สุดในกลุ่มประเทศ Benelux ในสาขาดังกล่าว โดยในปี 2026 งานมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 16–17 กันยายน ณ Brabanthallen เมือง ’s-Hertogenbosch ประเทศเนเธอร์แลนด์
6.5 งานแสดงสินค้าอื่นๆ ที่น่าสนใจ
Sustainable Packaging Summit จัดขึ้นระหว่างวันที่ 10-12 พฤศจิกายน 2026 ณ Jaarbeurs เมือง Utrecht เป็นการประชุมสุดยอดด้านบรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืนของยุโรป คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมกว่า 1,000 รายจากแบรนด์และผู้ค้าปลีกมากกว่า 300 ราย โดยมีโปรแกรมการบรรยายและการเสวนาจากผู้นำในอุตสาหกรรม
Huishoudbeurs ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 21–28 กุมภาพันธ์ 2026 ณ RAI Amsterdam Convention Centre เป็นงานแสดงสินค้าไลฟ์สไตล์และของใช้ในบ้านที่เก่าแก่และมีชื่อเสียงของเนเธอร์แลนด์ เป็นลักษณะงานค้าปลีก โดยรวบรวมแบรนด์จำนวนมากเพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่เน้นความสวยงาม ฟังก์ชันการใช้งาน และความยั่งยืน งานดังกล่าวจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี
Interclean Amsterdam ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14–17 เมษายน 2026 ณ RAI Amsterdam Convention Centre เป็นงานแสดงสินค้าด้านการทำความสะอาดและสุขอนามัยที่จัดขึ้นทุกสองปี และมีผู้เข้าร่วมจากนานาชาติ
6.6 ข้อเสนอแนะเชิงกลยุทธ์สำหรับการเข้าร่วมงานแสดงสินค้า
การเข้าร่วมงานแสดงสินค้าในเนเธอร์แลนด์ควรมีการวางแผนล่วงหน้าอย่างน้อย 3-6 เดือน เพื่อให้สามารถเตรียมตัวอย่างสินค้า (sample pack) เอกสารทางเทคนิค ใบรับรองมาตรฐาน และสื่อการนำเสนอที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายของแต่ละงาน เนื่องจากงานแต่ละงานมีลักษณะและกลุ่มผู้เข้าชมที่แตกต่างกัน การใช้กลยุทธ์การเข้าร่วมงานแบบเดียวกันสำหรับทุกงานอาจไม่ได้ผลเท่าที่ควร
สำหรับผู้ส่งออกไทยที่เพิ่งเริ่มต้นเจาะตลาดเนเธอร์แลนด์ แนวทางที่เหมาะสมคือเริ่มต้นด้วยงาน PLMA World of Private Label ซึ่งเปิดโอกาสให้พบปะผู้ซื้อที่กำลังมองหาซัพพลายเออร์สำหรับผลิตภัณฑ์ private label โดยตรง และงาน Empack Nederland ซึ่งเหมาะสำหรับการสร้างเครือข่ายกับผู้ประกอบการด้านบรรจุภัณฑ์และโลจิสติกส์ หลังจากมีประสบการณ์และฐานลูกค้าในระดับหนึ่งแล้ว จึงค่อยขยายไปสู่งาน Trendz/showUP ซึ่งเน้นกลุ่มสินค้าไลฟ์สไตล์และ home & living ที่ต้องอาศัยการออกแบบและดีไซน์ที่โดดเด่นกว่าสินค้าในกลุ่ม B2B ทั่วไป
นอกจากนี้ การเข้าร่วมงานควรมีการนัดหมายล่วงหน้ากับผู้ซื้อที่มีศักยภาพผ่านระบบจับคู่ธุรกิจของงานหรือผ่านช่องทางอีเมลโดยตรง เพื่อให้การเข้าพบในงานมีประสิทธิภาพสูงสุด และควรมีการติดตามผลหลังงานเสร็จสิ้นภายใน 1-2 สัปดาห์ เพื่อรักษาความสัมพันธ์และปิดโอกาสทางการค้าต่อไป
บทวิเคราะห์และความเห็นของ สคต.
ตลาดกล่องพลาสติกใสในเนเธอร์แลนด์ยังคงมีความต้องการอย่างต่อเนื่อง โดยการแข่งขันในตลาดไม่ได้พิจารณาเพียงด้านราคาและรูปแบบสินค้าเท่านั้น แต่ผู้ซื้อและผู้ค้าปลีกให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตามกฎระเบียบของสหภาพยุโรป โดยเฉพาะด้านความปลอดภัยของสินค้า การเลือกใช้วัสดุ ความยั่งยืน และการจัดเตรียมเอกสารประกอบสินค้า ส่งผลให้ผู้ผลิตที่มีความพร้อมด้านมาตรฐาน การควบคุมคุณภาพการผลิต และความสามารถในการส่งมอบสินค้าได้อย่างสม่ำเสมอ มีความได้เปรียบในการแข่งขันมากขึ้น
แม้ภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อของผู้บริโภคยุโรปยังอยู่ในช่วงฟื้นตัว แต่สินค้าสำหรับการจัดเก็บและจัดระเบียบบ้านยังคงมีความต้องการอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเป็นสินค้าที่ตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวัน มีราคาที่ผู้บริโภคเข้าถึงได้ และจำหน่ายผ่านทั้งช่องทางค้าปลีกและออนไลน์ ขณะเดียวกัน แม้ว่าพลาสติกจะเป็นวัสดุที่ได้รับแรงกดดันจากนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของสหภาพยุโรป แต่ตลาดไม่ได้ปฏิเสธการใช้พลาสติกทั้งหมด หากเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความทนทาน ใช้งานซ้ำได้ มีอายุการใช้งานยาวนาน และสามารถรีไซเคิลได้ สินค้าดังกล่าวยังสอดคล้องกับแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ที่สหภาพยุโรปให้ความสำคัญ
เนเธอร์แลนด์มีบทบาทสำคัญในฐานะศูนย์กลางการนำเข้าและกระจายสินค้าของยุโรปตะวันตก ทำให้มูลค่าการนำเข้าสินค้ากลุ่มนี้ไม่ได้สะท้อนการบริโภคภายในประเทศเพียงอย่างเดียว แต่ยังสะท้อนบทบาทของประเทศในฐานะศูนย์กลางโลจิสติกส์และการกระจายสินค้าไปยังประเทศสมาชิกอื่นของสหภาพยุโรป ด้วยเหตุนี้ ผู้นำเข้าและผู้จัดจำหน่ายในเนเธอร์แลนด์จึงให้ความสำคัญกับการคัดเลือกซัพพลายเออร์ที่มีความพร้อมทั้งด้านคุณภาพสินค้า มาตรฐานการผลิต และการปฏิบัติตามข้อกำหนดของสหภาพยุโรป ทั้งนี้ ภายใต้กฎหมายของสหภาพยุโรป ผู้นำเข้าและผู้จัดจำหน่ายมีหน้าที่ตรวจสอบว่าสินค้าที่นำเข้าสู่ตลาดเป็นไปตามข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง จึงมักให้ความสำคัญกับซัพพลายเออร์ที่สามารถจัดเตรียมข้อมูลและเอกสารประกอบสินค้าได้ครบถ้วนตั้งแต่ต้น
ในด้านการแข่งขัน ไทยยังไม่ได้เป็นผู้ส่งออกรายสำคัญของตลาดเนเธอร์แลนด์เมื่อเทียบกับผู้ผลิตในยุโรปและจีน ซึ่งมีข้อได้เปรียบด้านต้นทุนการขนส่ง ระยะเวลาส่งมอบ และความสัมพันธ์ทางการค้ากับผู้ซื้อ อย่างไรก็ตาม ตลาดยังเปิดโอกาสสำหรับผู้ผลิตรายใหม่ที่สามารถนำเสนอสินค้าที่มีคุณภาพสม่ำเสมอ มีราคาที่แข่งขันได้ และมีความพร้อมด้านเอกสารและการปฏิบัติตามข้อกำหนดของสหภาพยุโรป ซึ่งจะช่วยลดภาระและความเสี่ยงของผู้นำเข้าในการนำสินค้าเข้าสู่ตลาด
ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยควรมุ่งพัฒนาศักยภาพการแข่งขันในด้านคุณภาพสินค้า มาตรฐานการผลิต การออกแบบที่ตอบโจทย์การใช้งานของผู้บริโภค ความพร้อมด้านเอกสารและการปฏิบัติตามกฎระเบียบของสหภาพยุโรป ตลอดจนการสื่อสารข้อมูลด้านความยั่งยืนอย่างเหมาะสม มากกว่าการแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว เนื่องจากปัจจัยดังกล่าวมีส่วนสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้นำเข้าและผู้ค้าปลีก และเอื้อต่อการพัฒนาความสัมพันธ์ทางธุรกิจในระยะยาวในตลาดยุโรป
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงเฮก
มิถุนายน 2569