
1. ภาพรวมตลาดสินค้าผักและผลไม้แปรรูป
จากข้อมูลรายงาน Euromonitor สินค้าผักและผลไม้แปรรูปแบ่งเป็น 2 กลุ่มสินค้า ได้แก่ (1) สินค้าผักและผลไม้แปรรูปที่เก็บได้ที่อุณหภูมิห้อง ซึ่งครอบคลุมครอบคลุมประเภทสินค้ากระป๋อง ขวดแก้ว ซอง กล่อง และสินค้าแปรรูปรูปแบบอื่นที่สามารถเก็บรักษาได้ที่อุณหภูมิห้องก่อนเปิดบรรจุภัณฑ์ และ (2) สินค้าผักและผลไม้แช่แข็ง
1.1 ขนาดตลาดค้าปลีกปี 2025
ตารางที่ 1.1: ขนาดตลาดสินค้าผักและผลไม้แปรรูปในเนเธอร์แลนด์ ปี 2025
กลุ่มสินค้า | มูลค่าค้าปลีก ปี 2025 | ปริมาณขาย ปี 2025 |
สินค้าผักและผลไม้แปรรูป รวม | 876.9 ล้านยูโร | 248.0 พันตัน |
สินค้าผักและผลไม้แปรรูปที่เก็บได้ที่อุณหภูมิห้อง | 436.8 ล้านยูโร | 88.5 พันตัน |
สินค้าผักและผลไม้แช่แข็ง | 440.1 ล้านยูโร | 159.4 พันตัน |
จากตารางข้างต้น กลุ่มสินค้าผักและผลไม้แปรรูปที่เก็บได้ที่อุณหภูมิห้องมีมูลค่า 436.8 ล้านยูโรในปี 2025 ใกล้เคียงกับกลุ่มสินค้าผักและผลไม้แช่แข็งซึ่งมีมูลค่า 440.1 ล้านยูโร อย่างไรก็ตาม ในเชิงปริมาณ กลุ่มสินค้าแช่แข็งมีปริมาณจำหน่ายสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ โดยอยู่ที่ 159.4 พันตัน เทียบกับ 88.5 พันตันของกลุ่มสินค้าผักและผลไม้แช่แข็ง ความแตกต่างระหว่างมูลค่าและปริมาณดังกล่าวสะท้อนว่า แม้กลุ่มสินค้าผักและผลไม้แปรรูปที่เก็บได้ที่อุณหภูมิห้องจะมีปริมาณจำหน่ายน้อยกว่ากลุ่มสินค้าผักและผลไม้แช่แข็ง แต่ยังสามารถสร้างมูลค่าทางการตลาดได้ในระดับใกล้เคียงกัน และมีบทบาทสำคัญในตลาดผักและผลไม้แปรรูปของเนเธอร์แลนด์ โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าที่ผ่านการแปรรูปและบรรจุภัณฑ์ที่เพิ่มความสะดวกในการบริโภคและการเก็บรักษา
1.2 พัฒนาการของมูลค่าตลาด ปี 2020–2025
ตารางที่ 1.2: มูลค่าค้าปลีกสินค้าผักและผลไม้แปรรูปในเนเธอร์แลนด์ ปี 2020–2025
กลุ่มสินค้า | 2020 | 2021 | 2022 | 2023 | 2024 | 2025 |
สินค้าผักและผลไม้แปรรูป รวม | 673.1 | 664.6 | 703.0 | 795.3 | 828.7 | 876.9 |
สินค้าผักและผลไม้แปรรูปที่เก็บได้ที่อุณหภูมิห้อง | 356.4 | 350.1 | 373.8 | 401.4 | 416.1 | 436.8 |
สินค้าผักและผลไม้แช่แข็ง | 316.7 | 314.5 | 329.2 | 393.9 | 412.5 | 440.1 |
หน่วย: ล้านยูโร
ในช่วงปี 2020–2025 มูลค่าตลาดสินค้าผักและผลไม้แปรรูปรวมเพิ่มขึ้นจาก 673.1 ล้านยูโร เป็น 876.9 ล้านยูโร หรือขยายตัวร้อยละ 30.3 ขณะที่กลุ่มสินค้าผักและผลไม้แปรรูปที่เก็บได้ที่อุณหภูมิห้องเพิ่มขึ้นจาก 356.4 ล้านยูโรเป็น 436.8 ล้านยูโร หรือขยายตัวร้อยละ 22.6 ในขณะที่กลุ่มสินค้าผักและผลไม้แช่แข็งเพิ่มขึ้นจาก 316.7 ล้านยูโรเป็น 440.1 ล้านยูโร หรือขยายตัวร้อยละ 39 แม้ว่ากลุ่มสินค้าผักและผลไม้แช่แข็งจะมีอัตราการเติบโตด้านมูลค่าสูงกว่ากลุ่มสินค้าผักและผลไม้แปรรูปที่เก็บได้ที่อุณหภูมิห้องในช่วงปี 2563–2568 แต่ทั้งสองกลุ่มยังมีขนาดตลาดใกล้เคียงกันในปี 2568 โดยมีมูลค่าประมาณ 437–440 ล้านยูโร สะท้อนว่า กลุ่ม สินค้าผักและผลไม้แปรรูปที่เก็บได้ที่อุณหภูมิห้องยังคงเป็นตลาดหลักที่มีความสำคัญของอุตสาหกรรมผักและผลไม้แปรรูปในเนเธอร์แลนด์ ขณะที่กลุ่มสินค้าผักและผลไม้แช่แข็งเป็นกลุ่มที่มีการขยายตัวรวดเร็วกว่า ซึ่งเป็นผลมาจากความนิยมของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นต่อผลิตภัณฑ์แช่แข็งซึ่งตอบโจทย์ด้านความสด ความสะดวก และการลดการสูญเสียอาหาร
1.3 พัฒนาการของปริมาณจำหน่าย ปี 2020–2025
ตารางที่ 1.3: ปริมาณจำหน่ายสินค้าผักและผลไม้แปรรูปในเนเธอร์แลนด์ ปี 2020–2025
กลุ่มสินค้า | 2020 | 2021 | 2022 | 2023 | 2024 | 2025 |
สินค้าผักและผลไม้แปรรูป รวม | 250.3 | 242.0 | 233.2 | 238.5 | 242.8 | 248.0 |
สินค้าผักและผลไม้แปรรูปที่เก็บได้ที่อุณหภูมิห้อง | 90.8 | 87.6 | 84.1 | 84.4 | 86.1 | 88.5 |
สินค้าผักและผลไม้แช่แข็ง | 159.6 | 154.4 | 149.1 | 154.1 | 156.7 | 159.4 |
หน่วย: พันตัน
ด้านปริมาณจำหน่าย สินค้าผักและผลไม้แปรรูปโดยรวมในปี 2025 อยู่ที่ 248.0 พันตัน ใกล้เคียงกับปี 2020 ซึ่งอยู่ที่ 250.3 พันตัน สะท้อนว่า ปริมาณการบริโภคโดยรวมของตลาดในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาอยู่ในระดับคงที่ แม้ว่ามูลค่าตลาดจะขยายตัวอย่างต่อเนื่อง
ในกลุ่มสินค้าผักและผลไม้แปรรูปที่เก็บได้ที่อุณหภูมิห้องปริมาณจำหน่ายในปี 2568 อยู่ที่ 88.5 พันตัน ลดลงเล็กน้อยจาก 90.8 พันตัน ในปี 2563 แต่เพิ่มขึ้นจาก 86.1 พันตัน ในปี 2567 สะท้อนว่า ปริมาณจำหน่ายเริ่มปรับตัวดีขึ้นในช่วง 2 ปีหลัง เมื่อพิจารณาร่วมกับข้อมูลด้านมูลค่าตลาดที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จะเห็นว่าการเติบโตของตลาดในช่วงที่ผ่านมาไม่ได้เกิดจากการขยายตัวของปริมาณจำหน่ายเป็นหลัก แต่มีแนวโน้มได้รับอิทธิพลจากการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้า การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่ม และการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับความสะดวก คุณภาพ และสุขภาพมากขึ้น
1.4 โครงสร้างตลาดสินค้าผักและผลไม้แปรรูปที่เก็บได้ที่อุณหภูมิห้องปี 2025
ในปี 2025 กลุ่มสินค้าผักและผลไม้แปรรูปที่เก็บได้ที่อุณหภูมิห้องมีมูลค่ารวม 436.8 ล้านยูโร โดยแบ่งเป็น 4 ประเภทสินค้า ได้แก่ ผัก ถั่ว ผลไม้ และมะเขือเทศ
ตารางที่ 1.4: โครงสร้างมูลค่าและปริมาณกลุ่มสินค้าผักและผลไม้แปรรูปที่เก็บได้ที่อุณหภูมิห้องปี 2025
กลุ่มสินค้า | มูลค่าค้าปลีก ปี 2025 | ปริมาณขาย ปี 2025 |
ผัก | 195.2 ล้านยูโร | 26.4 พันตัน |
ถั่ว | 110.1 ล้านยูโร | 14.0 พันตัน |
ผลไม้ | 92.8 ล้านยูโร | 31.1 พันตัน |
มะเขือเทศ | 38.7 ล้านยูโร | 17.1 พันตัน |
สินค้าผักและผลไม้แปรรูปที่เก็บได้ที่อุณหภูมิห้อง รวม | 436.8 ล้านยูโร | 88.5 พันตัน |
เมื่อพิจารณาโครงสร้างตลาดของกลุ่มสินค้าผักและผลไม้แปรรูปที่เก็บได้ที่อุณหภูมิห้องในปี 2025 พบว่า ผักมีมูลค่าตลาดสูงที่สุดอยู่ที่ 195.2 ล้านยูโร คิดเป็นประมาณร้อยละ 44.7 ของมูลค่าตลาดทั้งหมด รองลงมาคือ ถั่ว มูลค่า 110.1 ล้านยูโร ผลไม้ มูลค่า 92.8 ล้านยูโร และมะเขือเทศ มูลค่า 38.7 ล้านยูโร ในด้านปริมาณ พบว่า ผลไม้ มีปริมาณสูงที่สุดที่ 31.1 พันตัน รองลงมา ได้แก่ ผัก 26.4 พันตัน มะเขือเทศ 17.1 พันตัน และถั่ว 14.0 พันตัน ซึ่งโครงสร้างตลาดดังกล่าวสะท้อนว่า ปริมาณจำหน่ายไม่ได้สัมพันธ์โดยตรงกับมูลค่าตลาด ดังนั้น ความแตกต่างของประเภทสินค้า ระดับการแปรรูป ความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ และมูลค่าเพิ่มของสินค้าแต่ละกลุ่ม มีผลต่อมูลค่าทางเศรษฐกิจของตลาดมากกว่าปริมาณจำหน่ายเพียงอย่างเดียว
1.5 อัตราการเติบโตปี 2024–2025
ตารางที่ 1.5: อัตราการเติบโตของตลาด ปี 2024–2025
กลุ่มสินค้า | การเติบโตด้านปริมาณ | การเติบโตด้านมูลค่า |
สินค้าผักและผลไม้แปรรูป รวม | 2.1 | 5.8 |
สินค้าผักและผลไม้แปรรูปที่เก็บได้ที่อุณหภูมิห้อง | 2.9 | 5.0 |
- ถั่ว | 7.4 | 5.1 |
- ผลไม้ | 1.3 | 5.1 |
- มะเขือเทศ | 3.7 | 7.6 |
- ผัก | 2.0 | 4.3 |
สินค้าผักและผลไม้แช่แข็ง | 1.7 | 6.7 |
หน่วย: ร้อยละ
ในปี 2025 กลุ่มสินค้าผักและผลไม้แปรรูปที่เก็บได้ที่อุณหภูมิห้องมีมูลค่าตลาดเพิ่มขึ้น ร้อยละ 5.0 และปริมาณจำหน่ายเพิ่มขึ้น ร้อยละ 2.9 เมื่อเทียบกับปี 2024 สะท้อนว่าตลาดยังคงขยายตัวทั้งในด้านมูลค่าและปริมาณ แม้อัตราการเติบโตของมูลค่าจะสูงกว่าปริมาณ เมื่อพิจารณารายกลุ่มสินค้า พบว่า สินค้าถั่ว มีอัตราการเติบโตของปริมาณจำหน่ายสูงที่สุดที่ ร้อยละ 7.4 ขณะที่สินค้ามะเขือเทศ มีการเติบโตด้านมูลค่าสูงที่สุดที่ ร้อยละ 7.6 สำหรับสินค้าผลไม้ แม้ปริมาณจำหน่ายเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 1.3 แต่มูลค่าตลาดขยายตัว ร้อยละ 5.1 ในขณะที่ สินค้าผัก มีมูลค่าเติบโตร้อยละ 4.3 และปริมาณเติบโตร้อยละ 2.0
ความแตกต่างระหว่างการเติบโตด้านมูลค่าและปริมาณของแต่ละกลุ่มสินค้าพบว่า แรงขับเคลื่อนของตลาดไม่ได้มาจากการเพิ่มขึ้นของปริมาณจำหน่ายเพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะมูลค่าตลาดของสินค้าผลไม้เติบโตเร็วกว่าปริมาณอย่างมีนัยสำคัญ เป็นสัญญาณเชิงบวกว่าตลาดเปิดกว้างมากขึ้นสำหรับสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่ม
1.6 แนวโน้มตลาดปี 2025–2030
ตารางที่ 1.6: คาดการณ์มูลค่าตลาด ปี 2025–2030
กลุ่มสินค้า | มูลค่า ปี 2025 | มูลค่า ปี 2030 | อัตราเติบโตเฉลี่ยต่อปี 2025–2030 |
สินค้าผักและผลไม้แปรรูป รวม | 876.9 ล้านยูโร | 958.2 ล้านยูโร | 1.8% |
สินค้าผักและผลไม้แปรรูปที่เก็บได้ที่อุณหภูมิห้อง | 436.8 ล้านยูโร | 471.9 ล้านยูโร | 1.6% |
- ถั่ว | 110.1 ล้านยูโร | 127.5 ล้านยูโร | 3.0% |
- ผลไม้ | 92.8 ล้านยูโร | 95.4 ล้านยูโร | 0.6% |
- มะเขือเทศ | 38.7 ล้านยูโร | 45.5 ล้านยูโร | 3.3% |
- ผัก | 195.2 ล้านยูโร | 203.5 ล้านยูโร | 0.8% |
สินค้าผักและผลไม้แช่แข็ง | 440.1 ล้านยูโร | 486.2 ล้านยูโร | 2.0% |
ตารางที่ 1.7: คาดการณ์ปริมาณตลาด ปี 2025–2030
กลุ่มสินค้า | ปริมาณ ปี 2025 | ปริมาณ ปี 2030 | อัตราเติบโตเฉลี่ยต่อปี 2025–2030 |
สินค้าผักและผลไม้แปรรูป รวม | 248.0 พันตัน | 265.3 พันตัน | 1.4% |
สินค้าผักและผลไม้แปรรูปที่เก็บได้ที่อุณหภูมิห้อง | 88.5 พันตัน | 92.7 พันตัน | 0.9% |
- ถั่ว | 14.0 พันตัน | 15.5 พันตัน | 2.1% |
- ผลไม้ | 31.1 พันตัน | 31.1 พันตัน | 0.0% |
- มะเขือเทศ | 17.1 พันตัน | 19.4 พันตัน | 2.7% |
- ผัก | 26.4 พันตัน | 26.7 พันตัน | 0.2% |
สินค้าผักและผลไม้แช่แข็ง | 159.4 พันตัน | 172.5 พันตัน | 1.6% |
ตลาดสินค้าผักและผลไม้แปรรูปในเนเธอร์แลนด์มีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่องในช่วงปี 2025–2030 โดย Euromonitor คาดว่ามูลค่าค้าปลีกจะเพิ่มจาก 876.9 ล้านยูโร เป็น 958.2 ล้านยูโร ขณะที่ปริมาณจำหน่ายจะเพิ่มจาก 248.0 พันตัน เป็น 265.3 พันตัน
สำหรับกลุ่มสินค้าผักและผลไม้แปรรูปที่เก็บได้ที่อุณหภูมิห้อง มูลค่าตลาดคาดว่าจะเพิ่มจาก 436.8 ล้านยูโร ในปี 2568 เป็น 471.9 ล้านยูโร ในปี 2573 ขณะที่ปริมาณจำหน่ายจะเพิ่มจาก 88.5 พันตัน เป็น 92.7 พันตัน สะท้อนว่าตลาดยังคงขยายตัว แต่เป็นการเติบโตในอัตราปานกลางเมื่อเทียบกับกลุ่มสินค้าแช่แข็ง
Euromonitor คาดว่าตลาดสินค้าผักและผลไม้แปรรูปโดยรวมจะเติบโตเฉลี่ยประมาณ ร้อยละ 4 ต่อปีในมูลค่าปัจจุบัน (current value) ขณะที่เมื่อพิจารณาในเชิงมูลค่าคงที่ (constant value) สินค้าถั่ว และ สินค้ามะเขือเทศ มีแนวโน้มการเติบโตค่อนข้างสูง โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี ร้อยละ 3.0 และ ร้อยละ 3.3 ตามลำดับ ขณะที่กลุ่มสินค้าผลไม้และผักมีแนวโน้มเติบโตในอัตราที่ต่ำกว่า โดยอยู่ที่ ร้อยละ 0.6 และ ร้อยละ 0.8 ต่อปี ตามลำดับ
ในด้านปริมาณจำหน่าย โครงสร้างตลาดของแต่ละกลุ่มสินค้ามีแนวโน้มแตกต่างกันอย่างชัดเจน โดย สินค้าผลไม้ คาดว่าจะมีปริมาณจำหน่าย ทรงตัวที่ประมาณ 31.1 พันตันตลอดช่วงปี 2025–2030 ขณะที่ สินค้าผักคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยจาก 26.4 พันตัน เป็น 26.7 พันตัน ในทางตรงกันข้าม สินค้าถั่ว และ สินค้ามะเขือเทศ มีแนวโน้มขยายตัวชัดเจนกว่า โดยปริมาณจำหน่ายของสินค้าถั่วคาดว่าจะเพิ่มจาก 14.0 พันตัน เป็น 15.5 พันตัน และสินค้ามะเขือเทศจาก 17.1 พันตัน เป็น 19.4 พันตัน
ภาพรวมดังกล่าวสะท้อนว่า การเติบโตของตลาดในระยะข้างหน้าจะไม่ได้กระจายตัวเท่าเทียมกันในทุกกลุ่มสินค้า โดยแรงขับเคลื่อนหลักจะมาจากกลุ่มสินค้าถั่วและมะเขือเทศ ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มการบริโภคอาหารจากพืชและวัตถุดิบที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ขณะที่กลุ่มผลไม้และผักแปรรูปมีแนวโน้มเข้าสู่ระยะอิ่มตัวมากขึ้น โดยการเพิ่มขึ้นของมูลค่าตลาดจะมาจากการสร้างมูลค่าเพิ่มของผลิตภัณฑ์มากกว่าการขยายตัวของปริมาณจำหน่าย
2. มาตรฐานสินค้าและกฎระเบียบการนำเข้า
การนำเข้าสินค้าผักและผลไม้กระป๋องเข้าสู่ประเทศเนเธอร์แลนด์อยู่ภายใต้กฎหมายอาหารของสหภาพยุโรป เนื่องจากเนเธอร์แลนด์เป็นประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป สินค้าทุกชนิดที่นำเข้าจากประเทศที่สาม (Third Countries) จะต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดเดียวกันกับสินค้าที่ผลิตภายในสหภาพยุโรป โดยครอบคลุมตลอดห่วงโซ่อาหาร ตั้งแต่การผลิต การแปรรูป การนำเข้า การจัดจำหน่าย ไปจนถึงการตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อให้มั่นใจว่าสินค้ามีความปลอดภัยต่อผู้บริโภคและไม่ก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านสุขภาพ
2.1 ขอบเขตสินค้าและเงื่อนไขการนำเข้า
สินค้าผักและผลไม้กระป๋องไม่มีรหัสพิกัดศุลกากรเดียวที่ครอบคลุมสินค้าทั้งหมด เนื่องจากการจำแนกพิกัดในระบบศุลกากรขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ชนิดวัตถุดิบ วิธีการแปรรูป สูตรส่วนประกอบ ดังนั้น การตรวจสอบเงื่อนไขนำเข้าจึงต้องพิจารณาเป็นรายสินค้าและรายพิกัดศุลกากร โดยฐานข้อมูลหลักที่ควรใช้ตรวจสอบเงื่อนไขการนำเข้าสู่สหภาพยุโรป ได้แก่ TARIC และ Access2Markets ของคณะกรรมาธิการยุโรป โดย TARIC เป็นฐานข้อมูลภาษีศุลกากรแบบบูรณาการของ EU ซึ่งรวมมาตรการด้านภาษีศุลกากร มาตรการทางการค้า และมาตรการด้านกฎหมายเกษตรและการค้า เพื่อให้ประเทศสมาชิกใช้มาตรการเดียวกันอย่างสม่ำเสมอ ส่วน Access2Markets ใช้ตรวจสอบเงื่อนไขการค้าตามสินค้า ประเทศต้นทาง ภาษี กฎถิ่นกำเนิดสินค้า และข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้า
2.2 ความปลอดภัยอาหาร สุขลักษณะการผลิต และ HACCP
สหภาพยุโรปกำหนดให้อาหารทุกชนิดที่วางจำหน่ายในตลาดต้องมีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค โดยผู้ประกอบการอาหารมีหน้าที่รับผิดชอบต่อความปลอดภัยของอาหารในทุกขั้นตอนของห่วงโซ่อาหาร ตั้งแต่การผลิต การแปรรูป การจัดเก็บ การขนส่ง การนำเข้า ไปจนถึงการจำหน่าย ทั้งนี้ หลักการดังกล่าวกำหนดไว้ใน Regulation (EC) No 178/2002 (General Food Law) ซึ่งกำหนดให้ผู้ประกอบการต้องสามารถตรวจสอบย้อนกลับสินค้า (Traceability) และดำเนินการเรียกคืนสินค้าเมื่อพบว่าสินค้าอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อผู้บริโภค
ในด้านสุขลักษณะการผลิต Regulation (EC) No 852/2004 on the Hygiene of Foodstuffs กำหนดหลักการทั่วไปด้านสุขลักษณะอาหารโดยกำหนดให้ผู้ประกอบการจัดทำ ดำเนินการ และคงไว้ซึ่งกระบวนการถาวรบนพื้นฐานของหลัก HACCP รวมถึงปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านสุขลักษณะที่เกี่ยวข้องกำหนดให้ผู้ประกอบการต้องดำเนินการตามหลักสุขลักษณะที่ดี (Good Hygiene Practices: GHP)
สำหรับสินค้าผักและผลไม้กระป๋อง ระบบควบคุมความปลอดภัยควรครอบคลุมตั้งแต่การคัดเลือกและรับวัตถุดิบ การควบคุมคุณภาพน้ำและสุขลักษณะในโรงงาน การเตรียมวัตถุดิบ การบรรจุ การปิดผนึกภาชนะ การฆ่าเชื้อด้วยความร้อน การทำให้เย็น การเก็บรักษา และการขนส่ง พร้อมระบบตรวจสอบย้อนกลับที่เชื่อมโยงข้อมูลแหล่งที่มาของวัตถุดิบ หมายเลขล็อต วันที่ผลิต ผลตรวจคุณภาพ และปลายทางการจำหน่าย
ความสมบูรณ์ของบรรจุภัณฑ์เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญต่อความปลอดภัยของสินค้ากระป๋อง เนื่องจากภาชนะต้องรักษาสภาพปิดสนิทและป้องกันการปนเปื้อนหลังการฆ่าเชื้อตลอดอายุการเก็บรักษา ปัญหา เช่น ตะเข็บปิดฝากระป๋องไม่สมบูรณ์ กระป๋องบวม กระป๋องบุบอย่างรุนแรง การกัดกร่อน หรือการปนเปื้อนหลังการฆ่าเชื้อ อาจทำให้สินค้าเสื่อมคุณภาพและก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อผู้บริโภค
นอกจากข้อกำหนดตามกฎหมายแล้ว ผู้ซื้อในเนเธอร์แลนด์และประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป โดยเฉพาะซูเปอร์มาร์เก็ต ผู้ผลิตสินค้า Private Label และผู้ประกอบการ Foodservice อาจกำหนดให้โรงงานผู้ผลิตได้รับการรับรองมาตรฐานระบบบริหารความปลอดภัยอาหารที่ได้รับการยอมรับภายใต้ Global Food Safety Initiative (GFSI) เช่น BRCGS Food Safety, IFS Food และ FSSC 22000
2.3 สารปนเปื้อนและสารตกค้าง
สหภาพยุโรปกำหนดระดับสูงสุดของสารปนเปื้อนบางชนิดในอาหาร (Maximum Levels for Certain Contaminants in Food) เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคจากความเสี่ยงด้านเคมี โดยข้อกำหนดปัจจุบันอยู่ภายใต้ Commission Regulation (EU) 2023/915 ว่าด้วยระดับสูงสุดของสารปนเปื้อนบางชนิดในอาหาร ซึ่งครอบคลุมสารปนเปื้อนที่อาจเกิดขึ้นตามธรรมชาติ ระหว่างกระบวนการผลิต หรือจากวัสดุสัมผัสอาหาร ทั้งนี้ ผู้ประกอบการต้องสามารถแสดงให้เห็นว่าสินค้าที่นำเข้าสู่ตลาดสหภาพยุโรปเป็นไปตามค่ามาตรฐานที่กฎหมายกำหนด
สำหรับสินค้าผักและผลไม้กระป๋อง สารปนเปื้อนที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ โลหะหนัก เช่น ตะกั่ว (Lead) และแคดเมียม (Cadmium) รวมถึง สารปนเปื้อนดีบุกจากกระป๋อง (Inorganic Tin) ซึ่งเป็นประเด็นเฉพาะของอาหารบรรจุกระป๋อง นอกจากนี้ สินค้าบางชนิดอาจต้องควบคุมสารพิษจากเชื้อรา (Mycotoxins) หรือสารปนเปื้อนอื่น ขึ้นอยู่กับชนิดของวัตถุดิบและกระบวนการผลิต
ในส่วนของ สารตกค้างจากวัตถุอันตรายทางการเกษตร (Pesticide Residues) สหภาพยุโรปกำหนด Maximum Residue Levels (MRLs) ภายใต้ Regulation (EC) No 396/2005 โดยกำหนดค่า MRL แตกต่างกันตามชนิดของพืชและสารออกฤทธิ์ แม้ว่าวัตถุดิบจะผ่านกระบวนการแปรรูปแล้ว แต่สารตกค้างบางชนิดอาจยังคงเหลืออยู่ในผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป
การเฝ้าระวังผ่านระบบ RASFF (Rapid Alert System for Food and Feed) เป็นกลไกสำคัญของสหภาพยุโรปในการแลกเปลี่ยนข้อมูลและแจ้งเตือนเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านความปลอดภัยอาหารระหว่างประเทศสมาชิก คณะกรรมาธิการยุโรป และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หากหน่วยงานของประเทศสมาชิกตรวจพบการปนเปื้อนของโลหะหนัก สารกำจัดศัตรูพืช จุลินทรีย์ หรืออันตรายอื่นที่เกินมาตรฐานในสินค้านำเข้า ข้อมูลจะถูกแจ้งผ่านระบบ RASFF เพื่อให้ประเทศสมาชิกดำเนินมาตรการที่เหมาะสม ซึ่งอาจรวมถึงการปฏิเสธการนำเข้า การกักกันหรือถอนสินค้าออกจากตลาด การเรียกคืนสินค้า หรือการเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบสินค้าจากแหล่งกำเนิดนั้นในอนาคต ดังนั้น การควบคุมสารปนเปื้อนและสารตกค้างจึงไม่เพียงเป็นข้อกำหนดตามกฎหมายของสหภาพยุโรป แต่ยังมีผลโดยตรงต่อความต่อเนื่องของการส่งออก ความถี่ในการตรวจสอบสินค้า และความน่าเชื่อถือของผู้ประกอบการไทยในตลาดสหภาพยุโรป
2.4 วัตถุเจือปนอาหารและส่วนประกอบสินค้า
การใช้วัตถุเจือปนอาหารในสหภาพยุโรปอยู่ภายใต้ Regulation (EC) No 1333/2008 on Food Additives ซึ่งใช้ระบบอนุญาตแบบ Positive List กล่าวคือ วัตถุเจือปนอาหารสามารถใช้ได้เฉพาะรายการที่ได้รับอนุญาตสำหรับหมวดอาหารนั้น ๆ และต้องใช้ภายใต้เงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด ทั้งนี้ วัตถุเจือปนอาหารทุกชนิดต้องผ่านการประเมินความปลอดภัยก่อนอนุญาตให้ใช้
นอกจากวัตถุเจือปนอาหารแล้ว ส่วนประกอบของสินค้า (Ingredients) เช่น น้ำตาล น้ำเชื่อม น้ำผลไม้ เกลือ หรือส่วนผสมอื่น ๆ มีผลต่อการจัดทำบัญชีส่วนประกอบ การแสดงข้อมูลโภชนาการ และการจำแนกประเภทของผลิตภัณฑ์ ทั้งนี้ คำกล่าวอ้างทางโภชนาการ เช่น "no added sugar" "reduced sugar" "low salt" "reduced salt" หรือ "source of fibre" จะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของ Regulation (EC) No 1924/2006 on Nutrition and Health Claims และสามารถพิสูจน์ได้ว่าผลิตภัณฑ์มีคุณสมบัติตรงตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด
2.5 ฉลากสินค้าและข้อมูลผู้บริโภค
การแสดงฉลากอาหารในสหภาพยุโรปอยู่ภายใต้ Regulation (EU) No 1169/2011 on the provision of food information to consumers (FIC Regulation) ซึ่งกำหนดให้ข้อมูลบนฉลากต้องมีความถูกต้อง ชัดเจน เข้าใจง่าย และไม่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดแก่ผู้บริโภค
ข้อมูลสำคัญที่ต้องแสดงบนฉลาก ได้แก่ ชื่ออาหาร รายการส่วนประกอบ การเน้นแสดงสารก่อภูมิแพ้ ปริมาณสุทธิ วันหมดอายุหรือควรบริโภคก่อน (Use by หรือ Best before ตามลักษณะสินค้า) เงื่อนไขการเก็บรักษาและวิธีใช้ (หากจำเป็น) ชื่อและที่อยู่ของผู้ประกอบการอาหารที่รับผิดชอบในสหภาพยุโรป ประเทศหรือแหล่งกำเนิดสินค้าในกรณีที่กฎหมายกำหนด หมายเลขล็อต และข้อมูลโภชนาการ หากผลิตภัณฑ์มีส่วนประกอบที่เป็น สารก่อภูมิแพ้ ตามที่กฎหมายกำหนด สารดังกล่าวต้องแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนในรายการส่วนประกอบ เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถสังเกตได้ง่าย
สำหรับการจำหน่ายในประเทศเนเธอร์แลนด์ ข้อมูลบังคับบนฉลากต้องแสดงเป็น ภาษาที่ผู้บริโภคสามารถเข้าใจได้ง่าย โดยในทางปฏิบัติ สินค้าที่จำหน่ายแก่ผู้บริโภคทั่วไปมักใช้ ภาษาดัตช์ หรือฉลากหลายภาษาที่มีภาษาดัตช์รวมอยู่ด้วย โดยเฉพาะสินค้าที่จำหน่ายผ่านซูเปอร์มาร์เก็ตและช่องทางค้าปลีกสมัยใหม่
2.6 บรรจุภัณฑ์
บรรจุภัณฑ์ที่สัมผัสอาหารในสหภาพยุโรปต้องเป็นไปตาม Regulation (EC) No 1935/2004 on Materials and Articles Intended to Come into Contact with Food ซึ่งกำหนดให้วัสดุสัมผัสอาหารต้องไม่ถ่ายเทสารเข้าสู่อาหารในปริมาณที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ไม่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบของอาหารโดยไม่เหมาะสม และไม่ทำให้คุณภาพ กลิ่น สี หรือรสชาติของอาหารเปลี่ยนแปลงไป ข้อกำหนดดังกล่าวครอบคลุมวัสดุที่สัมผัสอาหารโดยตรงหรือมีโอกาสสัมผัสอาหาร เช่น กระป๋องโลหะ ฝาปิด สารเคลือบภายในกระป๋อง กาว หมึกพิมพ์ ฉลาก และวัสดุบรรจุภัณฑ์อื่น
นอกจากนี้ ภายใต้ Regulation (EU) 2025/40 ว่าด้วยบรรจุภัณฑ์และของเสียจากบรรจุภัณฑ์ (Packaging and Packaging Waste Regulation: PPWR) ซึ่งมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2568 และข้อกำหนดส่วนใหญ่จะเริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 12 สิงหาคม 2569 กฎหมายดังกล่าวมุ่งลดปริมาณขยะบรรจุภัณฑ์ ส่งเสริมการออกแบบเพื่อการรีไซเคิล (Design for Recycling) การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และการหมุนเวียนทรัพยากรตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)
2.7 การตรวจสอบ ณ ด่านนำเข้าและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
การควบคุมสินค้าอาหารที่นำเข้าสู่สหภาพยุโรปอยู่ภายใต้ Regulation (EU) 2017/625 on Official Controls ซึ่งกำหนดให้หน่วยงานผู้มีอำนาจของประเทศสมาชิกสามารถตรวจสอบเอกสาร ตรวจสอบตัวสินค้า และสุ่มเก็บตัวอย่างเพื่อตรวจวิเคราะห์ความปลอดภัยอาหาร รวมทั้งตรวจสอบการปฏิบัติตามกฎหมายอาหารของสหภาพยุโรป ในประเทศเนเธอร์แลนด์ หน่วยงานที่รับผิดชอบหลักด้านความปลอดภัยอาหารและการควบคุมสินค้านำเข้า คือ Netherlands Food and Consumer Product Safety Authority (NVWA)
สินค้าผักและผลไม้กระป๋องส่วนใหญ่จัดเป็น อาหารที่ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์จากสัตว์ (Food of Non-Animal Origin) ซึ่งโดยทั่วไปสามารถนำเข้าสู่สหภาพยุโรปได้โดยไม่ต้องผ่านการตรวจประจำทุกล็อต ณ ด่านควบคุม อย่างไรก็ตาม สินค้าอาจได้รับการตรวจสอบตามการประเมินความเสี่ยง หรือหากอยู่ในบัญชีสินค้าที่สหภาพยุโรปกำหนดให้มีการควบคุมเพิ่มขึ้น เนื่องจากความเสี่ยงด้านสารตกค้าง สารปนเปื้อน จุลินทรีย์ หรือการไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดในอดีต
2.8 สินค้า Organic
การจำหน่ายสินค้า Organic ในสหภาพยุโรปอยู่ภายใต้ Regulation (EU) 2018/848 on Organic Production and Labelling of Organic Products ซึ่งกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการผลิต การแปรรูป การขนส่ง การตรวจสอบย้อนกลับ และการรับรองตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อให้มั่นใจว่าสินค้าเป็นไปตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ของสหภาพยุโรป การใช้คำว่า “organic” หรือคำที่มีความหมายเดียวกันในภาษาของประเทศสมาชิก เช่น “bio” บนฉลาก สามารถใช้ได้เฉพาะสินค้าที่ได้รับการรับรองตามกฎหมายดังกล่าว
3. พฤติกรรมผู้บริโภค
พฤติกรรมผู้บริโภคในตลาดสินค้าผักและผลไม้กระป๋องในประเทศเนเธอร์แลนด์ได้รับอิทธิพลจากหลายปัจจัย ได้แก่ ความคุ้มค่า ความสะดวก สุขภาพ ความโปร่งใสของข้อมูลสินค้า อาหารจากพืช และความยั่งยืน สินค้ากระป๋องยังมีจุดแข็งจากการเป็นสินค้าที่เก็บได้นาน ใช้งานง่าย และช่วยลดความเสี่ยงจากการสูญเสียของวัตถุดิบสด อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคเริ่มให้ความสำคัญมากขึ้นกับสินค้าที่มีภาพลักษณ์ดีต่อสุขภาพ มีข้อมูลโภชนาการชัดเจน และตอบโจทย์รูปแบบการใช้ชีวิตสมัยใหม่
3.1 ความคุ้มค่าและการควบคุมค่าใช้จ่าย
ผู้บริโภคเนเธอร์แลนด์ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าในการซื้อสินค้าอาหาร โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาสินค้าอาหารและค่าครองชีพอยู่ในระดับสูง นิยมเปรียบเทียบราคาซื้อสินค้าจากหลายซูเปอร์มาร์เก็ต และเลือกสินค้า private label มากขึ้นจากแรงกดดันด้านราคา โดยข้อมูลของ CBI ระบุว่า private label มีบทบาทสูงในตลาดยุโรป และมีสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 50 ในบางประเทศ รวมถึงเนเธอร์แลนด์
3.2 ความสะดวกในการเตรียมอาหาร
ความสะดวกยังเป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการบริโภคสินค้ากระป๋อง โดยเฉพาะในกลุ่มครัวเรือนขนาดเล็ก คนทำงาน และผู้บริโภคที่ต้องการลดเวลาในการประกอบอาหาร Euromonitor ระบุว่าผู้บริโภคเนเธอร์แลนด์เริ่มบริโภคอาหารที่สะดวกและมีคุณค่าทางโภชนาการมากขึ้น เช่น smoothies, yoghurt bowls และ plant-forward meals ซึ่งช่วยสนับสนุนความต้องการสินค้าผักและผลไม้แปรรูปที่ใช้เป็นวัตถุดิบในมื้ออาหารประจำวัน
3.3 สุขภาพ โภชนาการ
ผู้บริโภคเนเธอร์แลนด์มีแนวโน้มบริโภคอาหารจากพืชมากขึ้น โดย สถาบันสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมแห่งชาติเนเธอร์แลนด์ (RIVM) ระบุว่า คนดัตช์บริโภคอาหารจากพืช เช่น ผัก ผลไม้ ถั่วเปลือกแข็งไม่ใส่เกลือ และพืชตระกูลถั่วมากขึ้น ขณะเดียวกันบริโภคเนื้อแดง เนื้อแปรรูป และเครื่องดื่มน้ำตาลลดลง ในกลุ่มผลไม้กระป๋อง CBI ระบุว่าผู้บริโภคยุโรปมีแนวโน้มลดการบริโภคสินค้าที่มีน้ำตาลสูง และให้ความสนใจกับผลไม้กระป๋องที่บรรจุในน้ำผลไม้ธรรมชาติมากกว่าน้ำเชื่อมเข้มข้น
3.4 การแข่งขันกับสินค้าแช่แข็งและภาพลักษณ์ด้านความสด
ผู้บริโภคบางกลุ่มให้ความสำคัญกับสินค้าที่มีภาพลักษณ์ใกล้เคียงวัตถุดิบสด ทำให้สินค้าแช่แข็งได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในเมนู smoothies, soups และ meal prep Euromonitor ระบุว่าสินค้าผักและผลไม้แช่แข็งเป็นกลุ่มที่เติบโตเด่น เนื่องจากผู้บริโภคมองว่าสด สะดวก รักษาคุณค่าทางโภชนาการได้ดี และลด food waste สำหรับสินค้ากระป๋อง ควรเน้นจุดแข็งที่แตกต่าง ได้แก่ การเก็บรักษาได้ที่อุณหภูมิห้อง อายุสินค้ายาวนาน ใช้งานได้ทันที เหมาะกับการซื้อสำรอง และมีต้นทุนการจัดเก็บต่ำกว่าสินค้าแช่แข็ง
3.5 ความยั่งยืนและความโปร่งใสของข้อมูลสินค้า
ความยั่งยืนมีบทบาทมากขึ้นในตลาดอาหารเนเธอร์แลนด์ แต่ยังต้องพิจารณาควบคู่กับราคา โดย Wageningen University ระบุว่าในปี 2024 ผู้บริโภคดัตช์ใช้จ่ายกับอาหารยั่งยืนเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 4 และสัดส่วนอาหารยั่งยืนอยู่ที่ร้อยละ 21 ของการใช้จ่ายอาหารทั้งหมด โดยสินค้า organic และ Fairtrade เป็นกลุ่มที่เติบโตเด่น สำหรับสินค้าผักและผลไม้กระป๋อง ความยั่งยืนเกี่ยวข้องกับหลายมิติ ได้แก่ แหล่งที่มาของวัตถุดิบ การตรวจสอบย้อนกลับ กระบวนการผลิต การลด food waste และบรรจุภัณฑ์ที่สามารถรีไซเคิลได้
4. ช่องทางการจำหน่าย
ช่องทางการจำหน่ายสินค้าผักและผลไม้กระป๋องในประเทศเนเธอร์แลนด์อยู่ภายใต้โครงสร้างค้าปลีกอาหารที่มีซูเปอร์มาร์เก็ตเป็นช่องทางหลัก ซึ่งจำหน่ายผ่านช่องทางค้าปลีกทั้งแบบออฟไลน์และออนไลน์ รวมถึงช่องทาง foodservice และอุตสาหกรรมอาหาร จุดแข็งของสินค้ากระป๋องคืออายุการเก็บรักษายาวนาน ไม่ต้องใช้ระบบแช่เย็นก่อนเปิด และเหมาะกับการกระจายผ่านหลายช่องทาง ทั้งในรูปแบบสินค้าแบรนด์ สินค้า private label และวัตถุดิบสำหรับผู้ประกอบการอาหาร
4.1 ช่องทางค้าปลีกออฟไลน์
ช่องทางค้าปลีกออฟไลน์ยังคงเป็นช่องทางหลักของตลาดสินค้าผักและผลไม้แปรรูปในเนเธอร์แลนด์ โดยปี 2025 มีสัดส่วนร้อยละ 95.2 ของมูลค่าค้าปลีกทั้งหมด ขณะที่ช่องทาง e-commerce มีสัดส่วนร้อยละ 4.8สะท้อนว่าสินค้ากลุ่มนี้ยังพึ่งพาการจำหน่ายผ่านร้านค้าปลีกอาหารเป็นหลัก โดยเฉพาะซูเปอร์มาร์เก็ต ซึ่งเป็นช่องทางซื้อสินค้าอาหารประจำวันของผู้บริโภคส่วนใหญ่
ในปี 2025 ซูเปอร์มาร์เก็ตเป็นช่องทางที่มีสัดส่วนสูงที่สุดในการเข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้าง คิดเป็นร้อยละ 80.8 ของมูลค่าค้าปลีกสินค้าผักและผลไม้แปรรูป เนื่องจากเป็นช่องทางที่มีเครือข่ายครอบคลุม มีสินค้าหลากหลาย และเป็นจุดซื้อหลักของผู้บริโภคสำหรับสินค้าอาหารในชีวิตประจำวัน สินค้ากลุ่มนี้มักถูกวางจำหน่ายในหมวดอาหารแห้ง อาหารกระป๋อง ผักและผลไม้แปรรูป วัตถุดิบประกอบอาหาร
สำหรับช่องทาง discounters เช่น Aldi และ Lidl มีบทบาทเพิ่มขึ้นในตลาดสินค้าอาหารของเนเธอร์แลนด์ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับราคาและความคุ้มค่า โดยมีสัดส่วนร้อยละ 7 ของมูลค่าค้าปลีกสินค้าผักและผลไม้แปรรูป เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 5.7 ในปี 2020 สะท้อนว่าช่องทางราคาประหยัดมีความสำคัญมากขึ้นในตลาด
ช่องทาง hypermarkets มีสัดส่วนร้อยละ 5.9 เป็นช่องทางที่มีพื้นที่จำหน่ายขนาดใหญ่และสามารถรองรับสินค้าหลากหลายประเภท ทั้งสินค้าแบรนด์ สินค้า private label สินค้าขนาดครอบครัว และสินค้าโปรโมชั่นแบบซื้อจำนวนมาก ช่องทางนี้เหมาะกับสินค้ากระป๋องที่มีการซื้อแบบ stock-up หรือสินค้าขนาดใหญ่สำหรับครัวเรือน และภาคธุรกิจ foodservice
ขณะที่ ร้านสะดวกซื้อและร้านขายของชำเอเชียขนาดเล็ก มีสัดส่วนในแต่ละช่องทางร้อยละ 0.7 เป็นช่องทางที่ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงสินค้านำเข้าเฉพาะกลุ่ม เช่น หน่อไม้กระป๋อง ข้าวโพดอ่อน เห็ดฟาง ลิ้นจี่ เงาะ มะม่วง สับปะรด หรือผลไม้เมืองร้อนในน้ำเชื่อม/น้ำผลไม้ ได้ง่ายกว่าซูเปอร์มาร์เก็ต ช่องทางนี้เหมาะกับการสร้างการรับรู้สินค้าไทย การทดสอบตลาด และการเข้าถึงผู้บริโภคกลุ่มเอเชีย ผู้บริโภคที่ทำอาหารเอเชีย และร้านอาหารไทย/เอเชีย อย่างไรก็ตาม ปริมาณการจำหน่ายอาจจำกัดกว่าซูเปอร์มาร์เก็ต และราคาต่อหน่วยมักสูงกว่า
ตารางที่ 4.1: สัดส่วนช่องทางจำหน่ายสินค้าผักและผลไม้แปรรูปในเนเธอร์แลนด์ ปี 2025
ช่องทางจำหน่าย | สัดส่วนมูลค่าค้าปลีก ปี 2025 |
Retail offline รวม | 95.2% |
- Supermarkets | 80.8% |
- Discounters | 7.0% |
- Hypermarkets | 5.9% |
- Convenience stores | 0.7% |
- Small local grocers | 0.7% |
Retail e-commerce | 4.8% |
รวม | 100.0% |
4.2 ช่องทางออนไลน์
Retail e-commerce มีสัดส่วนร้อยละ 4.8 ของมูลค่าค้าปลีกสินค้าผักและผลไม้แปรรูปในปี 2025 แม้ยังเป็นสัดส่วนที่ต่ำกว่าช่องทางออฟไลน์มาก แต่มีบทบาทเพิ่มขึ้นในฐานะช่องทางเสริม โดยเฉพาะการซื้อสินค้าจำนวนมาก การซื้อช่วงโปรโมชั่น และการสั่งซื้อสินค้าเข้าบ้านผ่านซูเปอร์มาร์เก็ตออนไลน์
สินค้าผักและผลไม้กระป๋องมีความเหมาะสมกับช่องทางออนไลน์ในหลายด้าน เนื่องจากเก็บรักษาได้นาน ไม่เสียหายง่ายเมื่อเทียบกับสินค้าสด และเหมาะกับการซื้อสะสมไว้ในครัวเรือน อย่างไรก็ตาม สินค้ากระป๋องมีข้อจำกัดเรื่องน้ำหนักสินค้า ซึ่งอาจมีผลต่อต้นทุนขนส่งและความคุ้มค่าของคำสั่งซื้อ
ช่องทางออนไลน์ยังมีความสำคัญสำหรับสินค้านำเข้า สินค้าเอเชีย สินค้า organic และสินค้า specialty food เนื่องจากผู้บริโภคสามารถค้นหาสินค้าเฉพาะทางได้สะดวกกว่าการซื้อในซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป
5. ภาวะการแข่งขันและคู่แข่งสำคัญในตลาด
ตลาดสินค้าผักและผลไม้แปรรูปในประเทศเนเธอร์แลนด์มีการแข่งขันค่อนข้างสูง เนื่องจากเป็นตลาดที่มีผู้เล่นหลายกลุ่ม ทั้งแบรนด์ผู้ผลิตในประเทศ แบรนด์ข้ามชาติ สินค้า private label ของผู้ค้าปลีก สินค้านำเข้า และสินค้าแปรรูปในรูปแบบอื่นที่ใช้ทดแทนกันได้ โดยเฉพาะผักผลไม้แช่แข็ง และสินค้าอาหารพร้อมปรุง
5.1 โครงสร้างการแข่งขันโดยรวม
ตลาดสินค้าผักและผลไม้แปรรูปในเนเธอร์แลนด์มีลักษณะการแข่งขันระหว่าง 3 กลุ่มหลัก ได้แก่
แบรนด์ผู้ผลิต เช่น HAK, Bonduelle, Del Monte, Dole และ Aarts
สินค้า private label ของผู้ค้าปลีกรายใหญ่ เช่น Albert Heijn, Jumbo, Lidl และ Aldi
สินค้าผักและผลไม้แช่แข็งซึ่งแข่งขันกับสินค้าผักและผลไม้แปรรูปที่เก็บได้ที่อุณหภูมิห้องในด้านความสด ความสะดวก และภาพลักษณ์ด้านสุขภาพ
ในปี 2025 ผู้เล่นรายใหญ่ที่สุดในตลาดสินค้าผักและผลไม้แปรรูป คือ Neerlands Glorie BV เจ้าของแบรนด์ HAK มีส่วนแบ่งมูลค่าค้าปลีกร้อยละ 14.7 รองลงมาคือ Albert Heijn BV ซึ่งเป็น private label ของผู้ค้าปลีกรายใหญ่ มีส่วนแบ่งร้อยละ 13.8 ขณะที่ Aviko BV มีส่วนแบ่งร้อยละ 10.1 และ Bonduelle Nederland BV มีส่วนแบ่งร้อยละ 9.1
ตารางที่ 5.1: ผู้เล่นหลักในตลาดสินค้าผักและผลไม้แปรรูปในเนเธอร์แลนด์ ปี 2025
ลำดับ | บริษัท/ผู้เล่น | แบรนด์หลัก/ลักษณะธุรกิจ | ส่วนแบ่งมูลค่าค้าปลีก ปี 2025 |
1 | Neerlands Glorie BV | HAK | 14.7% |
2 | Albert Heijn BV | Private label | 13.8% |
3 | Aviko BV | สินค้า frozen processed potatoes | 10.1% |
4 | Bonduelle Nederland BV | Bonduelle | 9.1% |
5 | Jumbo Supermarkten BV | Private label | 6.2% |
6 | Iglo Nederland BV | Iglo / frozen products | 4.7% |
7 | Lidl Nederland GmbH | Private label / discount retail | 4.2% |
8 | Sperwer Holding BV | Plus private label | 3.1% |
9 | Aldi Nederland BV | Private label / discount retail | 2.8% |
10 | Del Monte Foods International Ltd | Del Monte | 1.6% |
11 | Heinz BV, HJ | Heinz | 1.5% |
12 | Aarts Conserven BV | Aarts | 1.1% |
13 | Dole International Holdings Inc | Dole | 1.0% |
ข้อมูลส่วนแบ่งตลาดข้างต้นเป็นภาพรวมของตลาดสินค้าผักและผลไม้แปรรูปซึ่งรวมทั้งสินค้าผักและผลไม้แปรรูปที่เก็บได้ที่อุณหภูมิห้องและสินค้าผักและผลไม้แช่แข็ง ดังนั้น ผู้เล่นบางราย เช่น Aviko และ Iglo อาจไม่ใช่คู่แข่งโดยตรงของสินค้าผักและผลไม้กระป๋องในทุกกลุ่ม แต่มีความสำคัญในฐานะผู้เล่นในตลาดสินค้าแปรรูปจากผักและผลไม้ที่ผู้บริโภคสามารถใช้ทดแทนกันได้
5.2 คู่แข่งสำคัญในกลุ่มสินค้าผักและผลไม้กระป๋อง
สำหรับสินค้าผักและผลไม้กระป๋อง คู่แข่งสำคัญ ได้แก่ HAK, Bonduelle, Del Monte, Dole และ Aarts Conserven โดยการแข่งขันในตลาดไม่ได้จำกัดเฉพาะแบรนด์ผู้ผลิตเท่านั้น แต่รวมถึงสินค้า private label ของซูเปอร์มาร์เก็ต ซึ่งมีบทบาทสูงมากในช่องทางค้าปลีก
HAK ภายใต้บริษัท Neerlands Glorie เป็นผู้เล่นรายสำคัญและเป็นผู้นำตลาดสินค้าผักและผลไม้แปรรูป ในเนเธอร์แลนด์ โดยมีภาพลักษณ์เป็นแบรนด์ดัตช์ที่ผู้บริโภคคุ้นเคย โดยเฉพาะสินค้า jarred vegetables แบรนด์มีจุดแข็งด้านความน่าเชื่อถือ คุณภาพสินค้า และการเชื่อมโยงกับวัตถุดิบผักในประเทศ นอกจากนี้ HAK ยังปรับตัวด้วยการพัฒนาบรรจุภัณฑ์รูปแบบใหม่ เช่น pouch และ carton เพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่ต้องการความสะดวกและภาพลักษณ์สมัยใหม่
Bonduelle เป็นแบรนด์ข้ามชาติที่มีบทบาทสำคัญในกลุ่มผักกระป๋องและผักแปรรูป โดยในปี 2025 มีการฟื้นตัวของส่วนแบ่งตลาดจากร้อยละ 8.3 ในปี 2024 เป็น ร้อยละ 9.1 ในปี 2025 หลังจากการแก้ปัญหาการกระจายสินค้ากับผู้ค้าปลีกรายใหญ่
Coroos/Servero เป็นผู้ผลิตดัตช์ที่แปรรูปผัก ผลไม้ และ legumes โดยผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่จำหน่ายภายใต้ private label ของซูเปอร์มาร์เก็ตในยุโรป และมีแบรนด์ Servero ในเนเธอร์แลนด์
Del Monte และ Dole เป็นแบรนด์ที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มผลไม้กระป๋องและผลไม้แปรรูป โดยเฉพาะผลไม้เมืองร้อน ผลไม้รวม และผลิตภัณฑ์ผลไม้ที่ใช้ในครัวเรือนและ foodservice
Aarts Conserven BV เป็นผู้ผลิตสินค้าแปรรูปท้องถิ่นของเนเธอร์แลนด์ มีประวัติการผลิตตั้งแต่ปี 1934 และเชี่ยวชาญสินค้าประเภท asparagus, cherries และ pears
Private label ของซูเปอร์มาร์เก็ต เป็นคู่แข่งที่มีบทบาทเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะ AH, Jumbo, Lidl, Aldi และ Plus ข้อมูล Euromonitor ระบุว่า AH private label มีส่วนแบ่งร้อยละ 13.8 ในปี 2025 รองจาก HAK เพียงเล็กน้อย ขณะที่ Jumbo, Lidl, Plus และ Aldi ก็มีส่วนแบ่งรวมกันอย่างมีนัยสำคัญ การแข่งขันจาก private label ทำให้ตลาดมีแรงกดดันด้านราคาสูง โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าพื้นฐาน เช่น ถั่วกระป๋อง ผักกระป๋อง มะเขือเทศแปรรูป ผลไม้กระป๋อง และสินค้าแปรรูปทั่วไป อย่างไรก็ตาม private label ไม่ได้จำกัดเฉพาะสินค้าราคาประหยัดเท่านั้น แต่ยังขยายไปสู่สินค้ามาตรฐาน สินค้า organic สินค้า health-oriented และสินค้าที่สื่อสารเรื่องความยั่งยืนมากขึ้น
5.3 การแข่งขันจากสินค้าผักและผลไม้แช่แข็ง
สินค้าผักและผลไม้แช่แข็งเป็น สินค้าทดแทน (Substitute Products) ที่สำคัญของกลุ่มสินค้าผักและผลไม้แปรรูปที่เก็บได้ที่อุณหภูมิห้อง เนื่องจากสามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในลักษณะใกล้เคียงกัน ทั้งในด้านความสะดวก อายุการเก็บรักษา และการนำไปประกอบอาหาร โดยในปี 2025 ตลาดสินค้าผักและผลไม้แช่แข็งมีมูลค่าค้าปลีก 440.1 ล้านยูโร สูงกว่ากลุ่มสินค้าผักและผลไม้แปรรูปที่เก็บได้ที่อุณหภูมิห้องซึ่งมีมูลค่า 436.8 ล้านยูโร และเป็นกลุ่มที่มีการเติบโตด้านมูลค่าสูงกว่าในช่วงปี 2020–2025 ตามข้อมูลของ Euromonitor
การเติบโตของสินค้าผักและผลไม้แช่แข็งได้รับแรงสนับสนุนจากภาพลักษณ์ด้านความสด คุณค่าทางโภชนาการ และความสะดวกในการใช้งาน โดยเฉพาะการนำไปใช้ในเมนู เช่น smoothies, soups, meal preparation และอาหารเพื่อสุขภาพ ส่งผลให้สินค้าผักและผลไม้แปรรูปที่เก็บได้ที่อุณหภูมิห้องต้องแข่งขันมากขึ้นในด้านภาพลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะประเด็นความเป็นธรรมชาติ คุณค่าทางโภชนาการ และการตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพ
อย่างไรก็ตาม สินค้าผักและผลไม้แปรรูปที่เก็บได้ที่อุณหภูมิห้องยังคงมีข้อได้เปรียบที่แตกต่างจากสินค้าแช่แข็ง ได้แก่ การเก็บรักษาได้ที่อุณหภูมิห้อง อายุสินค้ายาวนาน ไม่ต้องใช้ระบบ Cold Chain ช่วยลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์และการจัดเก็บ รวมทั้งช่วยลดการสูญเสียอาหาร (Food Waste) จึงเหมาะสำหรับการเก็บสำรองไว้ในครัวเรือน การใช้งานในร้านอาหารและธุรกิจอาหาร ตลอดจนการกระจายสินค้าในช่องทางที่ต้องการความสะดวกและประสิทธิภาพด้านต้นทุน
5.4 การแข่งขันจากสินค้านำเข้าและสินค้าเฉพาะกลุ่ม
นอกจากสินค้าแบรนด์หลักในประเทศและ private label แล้ว ตลาดยังมีการแข่งขันจากสินค้านำเข้าและสินค้าเฉพาะกลุ่ม เช่น สินค้าเอเชีย สินค้า organic สินค้า ethnic food และผลไม้เมืองร้อนแปรรูป ซึ่งมีช่องทางการจำหน่ายผ่านผู้นำเข้าเฉพาะทาง ร้านเอเชีย ร้าน specialty food ช่องทางออนไลน์ และ foodservice
สำหรับสินค้าจากเอเชีย คู่แข่งสำคัญมักมาจากประเทศผู้ผลิตที่มีความเชี่ยวชาญด้านวัตถุดิบเขตร้อนและอาหารเอเชีย เช่น จีน เวียดนาม อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และประเทศผู้ผลิตผลไม้เมืองร้อนอื่น ๆ
6. โอกาสและความท้าทายต่อสินค้าไทย และคำแนะนำเข้าสู่ตลาดเนเธอร์แลนด์
สินค้าไทยยังมีโอกาสในตลาดสินค้าผักและผลไม้แปรรูปที่เก็บได้ที่อุณหภูมิห้องของเนเธอร์แลนด์ แต่ควรเน้นตลาดเฉพาะกลุ่มและสินค้ามูลค่าเพิ่ม มากกว่าการแข่งขันกับสินค้าพื้นฐานในตลาดทั่วไป เนื่องจากตลาด สินค้าผักและผลไม้แปรรูปที่เก็บได้ที่อุณหภูมิห้องมีแนวโน้มเติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไป ขณะที่การแข่งขันจาก private label แบรนด์ยุโรป และสินค้าผักและผลไม้แช่แข็งยังอยู่ในระดับสูง โดย Euromonitor คาดว่ามูลค่ากลุ่มสินค้าผักและผลไม้แปรรูปที่เก็บได้ที่อุณหภูมิห้องจะเพิ่มจาก 436.8 ล้านยูโรในปี 2025 เป็น 471.9 ล้านยูโรในปี 2030 และปริมาณเพิ่มจาก 88.5 พันตันเป็น 92.7 พันตัน
6.1 โอกาสของสินค้าไทยในตลาดเนเธอร์แลนด์
ผลไม้เมืองร้อนกระป๋อง
สินค้าไทยมีโอกาสในกลุ่มผลไม้เมืองร้อน เช่น สับปะรด มะม่วง ลิ้นจี่ เงาะ ขนุน และผลไม้รวม เนื่องจากไทยมีความเชี่ยวชาญด้านวัตถุดิบ การแปรรูป และการส่งออก ขณะที่เนเธอร์แลนด์และยุโรปมีข้อจำกัดในการผลิตผลไม้เมืองร้อนในเชิงพาณิชย์ อย่างไรก็ตาม กลุ่มสินค้าผักและผลไม้แปรรูปที่เก็บได้ที่อุณหภูมิห้องในเนเธอร์แลนด์มีแนวโน้มทรงตัวด้านปริมาณ โดยคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 31.1 พันตันตลอดช่วงปี 2025–2030 จึงควรเน้นสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่ม เช่น ผลไม้ในน้ำผลไม้ธรรมชาติ น้ำเชื่อมสูตรลดน้ำตาล หรือสินค้าเฉพาะสำหรับเบเกอรี่ เครื่องดื่ม ของหวาน และ foodservice
ผักกระป๋องและวัตถุดิบอาหารเอเชีย
สินค้าไทยมีโอกาสในกลุ่มผักและวัตถุดิบอาหารเอเชีย เช่น หน่อไม้ เห็ดฟาง ข้าวโพดอ่อน ผักรวมสำหรับแกงหรือผัด และวัตถุดิบที่ใช้ในอาหารไทยหรืออาหารเอเชีย สินค้ากลุ่มนี้ไม่ได้แข่งขันโดยตรงกับผักกระป๋องพื้นฐานของยุโรป แต่สามารถเข้าสู่ตลาดผ่านช่องทางเฉพาะ เช่น ผู้นำเข้าอาหารเอเชีย ร้านเอเชีย ร้านอาหารไทย ร้านอาหารจีน ร้านอาหารเวียดนาม ร้านอาหารอินโดนีเซีย และช่องทางออนไลน์เฉพาะกลุ่ม
สินค้า Shelf-stable สำหรับ Foodservice
สินค้าผักและผลไม้กระป๋องมีจุดแข็งด้านความสะดวก อายุการเก็บรักษายาวนาน คุณภาพค่อนข้างสม่ำเสมอ และลดขั้นตอนการเตรียมวัตถุดิบ จึงเหมาะกับช่องทาง foodservice เช่น ร้านอาหาร โรงแรม catering ครัวกลาง ร้านเบเกอรี่ ร้านเครื่องดื่ม และผู้ผลิตอาหารแปรรูป โดยผลไม้กระป๋องสามารถใช้ในของหวาน เบเกอรี่ เครื่องดื่ม สลัด และอาหารพร้อมเสิร์ฟ ส่วนผักกระป๋องหรือวัตถุดิบอาหารเอเชียสามารถใช้ในซุป ซอส อาหารเอเชีย อาหารพร้อมปรุง และเมนู plant-based
สินค้าเพื่อสุขภาพและสินค้ามูลค่าเพิ่ม
ผู้บริโภคเนเธอร์แลนด์ให้ความสำคัญกับสุขภาพ ความสะดวก และข้อมูลบนฉลากมากขึ้น สินค้าไทยจึงมีโอกาสหากพัฒนาไปสู่สูตรที่สอดคล้องกับแนวโน้มดังกล่าว เช่น ผลไม้ในน้ำผลไม้ธรรมชาติ สินค้าลดน้ำตาล ผักที่มีปริมาณโซเดียมต่ำ clean label organic หรือสินค้าที่มีข้อมูลแหล่งที่มาและการตรวจสอบย้อนกลับชัดเจน รวมไปถึง สินค้ากลุ่มพืชและ Plant-based food
6.2 ความท้าทายของสินค้าไทยในตลาดเนเธอร์แลนด์
ตลาดสินค้าผักและผลไม้แปรรูปที่เก็บได้ที่อุณหภูมิห้องเติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไป
แม้ว่าตลาดสินค้าผักและผลไม้แปรรูปที่เก็บได้ที่อุณหภูมิห้องในเนเธอร์แลนด์ยังมีมูลค่าตลาดกว่า 436 ล้านยูโร แต่แนวโน้มการเติบโตอยู่ในระดับค่อยเป็นค่อยไป โดย Euromonitor คาดว่าปริมาณจำหน่ายจะเพิ่มจาก 88.5 พันตันในปี 2025 เป็นเพียง 92.7 พันตันในปี 2030 ขณะที่กลุ่มผลไม้แปรรูปมีปริมาณจำหน่ายค่อนข้างทรงตัว ดังนั้น การขยายตลาดของผู้ประกอบการไทยจึงต้องอาศัยการเพิ่มส่วนแบ่งตลาดจากผู้เล่นเดิม หรือพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์ตลาดเฉพาะ มากกว่าการพึ่งพาการเติบโตของอุปสงค์โดยรวม
การแข่งขันจากสินค้าผักและผลไม้แช่แข็ง
ข้อมูล Euromonitor แสดงให้เห็นว่าในปี 2025 ตลาดสินค้าผักและผลไม้แช่แข็งมีมูลค่าค้าปลีก 440.1 ล้านยูโร สูงกว่ากลุ่มสินค้าผักและผลไม้แปรรูปที่เก็บได้ที่อุณหภูมิห้องเล็กน้อย และมีอัตราการเติบโตด้านมูลค่าสูงกว่าในช่วงปี 2020–2025 สะท้อนว่าผู้บริโภคบางส่วนหันมาเลือกสินค้าผักและผลไม้แช่แข็งมากขึ้น โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในเมนูเพื่อสุขภาพหรืออาหารที่เตรียมได้รวดเร็ว ส่งผลให้สินค้าผักและผลไม้กระป๋องต้องแข่งขันด้านภาพลักษณ์ควบคู่กับจุดแข็งด้านความสะดวก อายุการเก็บรักษา และความพร้อมใช้งาน
การแข่งขันจากสินค้า Private Label
ตลาดค้าปลีกอาหารของเนเธอร์แลนด์มีสัดส่วนสินค้า Private Label อยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะในช่องทางซูเปอร์มาร์เก็ต เช่น Albert Heijn, Jumbo, Lidl และ Aldi ซึ่งเป็นช่องทางจำหน่ายหลักของสินค้าผักและผลไม้แปรรูป เนื่องจากสินค้ากระป๋องเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมาตรฐานและคุณลักษณะเปรียบเทียบได้ง่าย ผู้ค้าปลีกจึงสามารถพัฒนา Private Label เพื่อแข่งขันด้านราคาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การแข่งขันจากแบรนด์หลักในตลาด
ตลาดมีผู้ประกอบการที่มีฐานตลาดแข็งแกร่งอยู่แล้ว ทั้งแบรนด์เนเธอร์แลนด์ แบรนด์ยุโรป และผู้ผลิตสินค้า Private Label ซึ่งมีความสัมพันธ์กับผู้ค้าปลีกรายใหญ่และมีเครือข่ายการกระจายสินค้าที่ครอบคลุม ขณะที่ผู้ส่งออกไทยส่วนใหญ่ยังต้องอาศัยผู้นำเข้าและผู้จัดจำหน่ายในการเข้าสู่ตลาด ดังนั้น สินค้าไทยจึงควรแข่งขันด้วยความแตกต่างของผลิตภัณฑ์ เช่น ผลไม้เมืองร้อน วัตถุดิบอาหารเอเชีย หรือผลิตภัณฑ์ที่มีคุณลักษณะเฉพาะ มากกว่าการแข่งขันกับสินค้าทั่วไปที่มีผู้ผลิตในยุโรปจำนวนมาก
ข้อกำหนดด้านกฎระเบียบและมาตรฐานสหภาพยุโรป
นอกจากการปฏิบัติตามกฎหมายด้านความปลอดภัยอาหารของสหภาพยุโรปแล้ว ผู้ส่งออกยังต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านสารตกค้าง สารปนเปื้อน วัสดุสัมผัสอาหาร การแสดงฉลาก และกฎหมายด้านบรรจุภัณฑ์ที่มีการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ อาจมีการกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติม เช่น การรับรองมาตรฐานด้านความปลอดภัยอาหารภายใต้ GFSI ระบบตรวจสอบย้อนกลับ และข้อกำหนดด้านความยั่งยืน
ต้นทุนขนส่งและระยะเวลาส่งมอบ
สินค้าจากไทยต้องแข่งขันกับผู้ผลิตในยุโรปที่มีข้อได้เปรียบด้านระยะทาง ความรวดเร็วในการส่งมอบ และความยืดหยุ่นในการจัดส่ง รวมถึงต้องแข่งขันกับผู้ผลิตจากเอเชียและประเทศเขตร้อนอื่น ๆ ที่มีสินค้าคล้ายกัน เช่น ผลไม้กระป๋อง หน่อไม้ เห็ด ข้าวโพดอ่อน และวัตถุดิบอาหารเอเชีย
6.3 คำแนะนำในการเข้าสู่ตลาดเนเธอร์แลนด์
มุ่งพัฒนาสินค้าที่ไทยมีความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ
ผู้ประกอบการไทยควรมุ่งเน้นสินค้าที่ไทยมีความได้เปรียบด้านวัตถุดิบและความเชี่ยวชาญในการผลิต เช่น ผลไม้เมืองร้อนกระป๋อง วัตถุดิบอาหารเอเชีย และผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่ม มากกว่าการแข่งขันกับสินค้าพื้นฐาน เช่น ถั่ว มะเขือเทศ หรือผักกระป๋องทั่วไป ซึ่งมีผู้ผลิตในยุโรปและสินค้า Private Label ครองตลาดอยู่แล้ว
เลือกช่องทางตลาดให้สอดคล้องกับลักษณะสินค้า
ช่องทางการจำหน่ายควรสอดคล้องกับกลุ่มสินค้าและกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย โดยสินค้าเฉพาะ เช่น ผลไม้เมืองร้อนหรือวัตถุดิบอาหารเอเชีย เหมาะกับการเริ่มต้นผ่านผู้นำเข้าเฉพาะทาง ร้านอาหาร และร้านเอเชีย ขณะที่สินค้าซึ่งมีศักยภาพเข้าสู่ตลาดซูเปอร์มาร์เก็ต ควรเริ่มจากการร่วมมือกับผู้นำเข้าหรือผู้จัดจำหน่ายที่มีเครือข่ายกับซูเปอร์มาร์เก็ต ก่อนขยายไปสู่การผลิตสินค้า Private Label หรือการวางจำหน่ายภายใต้แบรนด์ของตนเอง
พัฒนาสินค้าให้สอดคล้องกับแนวโน้มตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภค
ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับคุณภาพและคุณค่าของผลิตภัณฑ์มากขึ้น ผู้ประกอบการจึงควรพัฒนาสินค้าให้สอดคล้องกับแนวโน้มตลาด เช่น ผลไม้ในน้ำผลไม้ธรรมชาติ ผลิตภัณฑ์ลดน้ำตาลหรือโซเดียม หรือผลิตภัณฑ์ที่สามารถสื่อสารด้านแหล่งที่มาของวัตถุดิบและการตรวจสอบย้อนกลับได้อย่างชัดเจน
พัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้เหมาะกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย
บรรจุภัณฑ์ควรออกแบบให้สอดคล้องกับลักษณะการใช้งานของแต่ละช่องทางจำหน่าย สินค้าสำหรับค้าปลีกควรมีฉลากที่เข้าใจง่าย ข้อมูลโภชนาการครบถ้วน และขนาดบรรจุที่เหมาะกับครัวเรือน ขณะที่สินค้าสำหรับ Foodservice ควรให้ความสำคัญกับคุณลักษณะการใช้งาน ความสม่ำเสมอของคุณภาพ ความสะดวกในการใช้งาน และต้นทุนต่อการใช้จริง เพื่อให้ตอบสนองความต้องการของผู้ประกอบการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ให้ความสำคัญกับมาตรฐานและข้อกำหนดของผู้ซื้อ
นอกจากการปฏิบัติตามข้อกำหนดของกฎหมายสหภาพยุโรปแล้ว ผู้ค้าปลีกรายใหญ่ ผู้ผลิตสินค้า Private Label และผู้นำเข้าในยุโรปจำนวนมาก มักกำหนดให้โรงงานผู้ผลิตได้รับการรับรอง มาตรฐานความปลอดภัยอาหารที่ได้รับการยอมรับโดย Global Food Safety Initiative (GFSI) เช่น BRCGS Food Safety, IFS Food และ FSSC 22000 เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านระบบบริหารความปลอดภัยอาหารและลดความซ้ำซ้อนในการตรวจประเมินจากลูกค้า
7. งานแสดงสินค้าและกิจกรรมส่งเสริมการตลาดที่เกี่ยวข้องในประเทศเนเธอร์แลนด์
ประเทศเนเธอร์แลนด์เป็นศูนย์กลางการจัดงานแสดงสินค้าระดับนานาชาติด้านอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภคหลายงาน โดยครอบคลุมอุตสาหกรรมอาหาร ค้าปลีก Private Label ธุรกิจ HORECA บรรจุภัณฑ์ และเทคโนโลยีการผลิตอาหาร งานแสดงสินค้านี้เป็นเวทีสำคัญในการเชื่อมโยงผู้ผลิต ผู้ส่งออก ผู้นำเข้า ผู้จัดจำหน่าย ผู้ค้าปลีก ผู้ซื้อสินค้า Private Label และผู้ประกอบการด้าน Foodservice จากยุโรปและภูมิภาคต่าง ๆ ของโลก นอกจากนี้ ยังเป็นช่องทางสำคัญในการศึกษาความต้องการของตลาด ติดตามแนวโน้มสินค้าและบรรจุภัณฑ์ รวมถึงสร้างเครือข่ายทางธุรกิจสำหรับสินค้าผักและผลไม้กระป๋องและสินค้าอาหารแปรรูปอื่น ๆ
7.1 ภาพรวมงานแสดงสินค้าที่เกี่ยวข้อง
งานแสดงสินค้าหลักในเนเธอร์แลนด์ที่เกี่ยวข้องกับสินค้าผักและผลไม้กระป๋องสามารถแบ่งตามลักษณะตลาดได้ดังนี้
งานแสดงสินค้า | เมือง/สถานที่ | งานครั้งต่อไป | กลุ่มเป้าหมายหลัก | ความเกี่ยวข้องกับสินค้าผักและผลไม้กระป๋อง |
PLMA World of Private Label | RAI Amsterdam | 25–26 พฤษภาคม 2027 | ผู้ซื้อ private label, ซูเปอร์มาร์เก็ต, ผู้นำเข้า, ผู้ผลิตสินค้าแบรนด์ห้าง | เหมาะกับสินค้าแบรนด์ห้าง ผลไม้กระป๋อง ผักกระป๋อง ถั่วกระป๋อง และสินค้า shelf-stable |
Horecava | RAI Amsterdam | 11–14 มกราคม 2027 | ร้านอาหาร โรงแรม catering foodservice และผู้จัดจำหน่าย HORECA | เหมาะกับสินค้า foodservice pack และวัตถุดิบพร้อมใช้สำหรับครัวมืออาชีพ |
Empack & Packaging Innovations | Brabanthallen Den Bosch | 14–15 เมษายน 2027 | ผู้ประกอบการบรรจุภัณฑ์ อุตสาหกรรมอาหาร ผู้ผลิต และผู้พัฒนาบรรจุภัณฑ์ | เกี่ยวข้องกับกระป๋อง ฉลาก กล่องขนส่ง วัสดุบรรจุภัณฑ์ การรีไซเคิล และข้อกำหนดด้าน packaging |
7.2 ความเกี่ยวข้องของงานแสดงสินค้ากับช่องทางตลาด
งานแสดงสินค้าแต่ละงานมีความเกี่ยวข้องกับช่องทางตลาดที่แตกต่างกัน ผู้ประกอบการสามารถเลือกเข้าร่วมงานหรือใช้เป็นช่องทางสำรวจตลาดตามกลุ่มเป้าหมายของสินค้า ดังนี้
ช่องทางตลาด | งานที่เกี่ยวข้องมาก | ลักษณะความเชื่อมโยง |
Private label / ซูเปอร์มาร์เก็ต | PLMA World of Private Label | พบผู้ซื้อแบรนด์ห้าง ผู้ค้าปลีก ผู้นำเข้า และผู้ผลิตสินค้า private label |
Foodservice / HORECA | Horecava | พบผู้จัดจำหน่าย foodservice ร้านอาหาร โรงแรม catering เชฟ และผู้ซื้อในครัวมืออาชีพ |
Packaging / Food processing | Empack & Packaging Innovations | เกี่ยวข้องกับบรรจุภัณฑ์ กระป๋อง ฉลาก วัสดุสัมผัสอาหาร food safety เทคโนโลยีการผลิต และ automation |
บทวิเคราะห์และความเห็นของ สคต.
ตลาดสินค้าผักและผลไม้กระป๋องในเนเธอร์แลนด์ยังมีโอกาสสำหรับสินค้าไทย แต่ไม่ใช่ตลาดที่เติบโตเร็วหรือเปิดกว้างสำหรับสินค้าทั่วไปทุกประเภท ข้อมูล Euromonitor ระบุว่า กลุ่มสินค้าผักและผลไม้แปรรูปที่เก็บได้ที่อุณหภูมิห้องมีมูลค่า 436.8 ล้านยูโรในปี 2025 และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 471.9 ล้านยูโรในปี 2030 ขณะที่ปริมาณขายเพิ่มจาก 88.5 พันตันเป็น 92.7 พันตัน สะท้อนว่าตลาดยังมีความต้องการที่ชัดเจน แต่การเติบโตอยู่ในระดับค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช่การขยายตัวอย่างรวดเร็ว
ดังนั้น โอกาสของสินค้าไทยจึงไม่ได้อยู่ที่การนำสินค้าพื้นฐานเข้าไปแข่งขันโดยตรงกับสินค้าหลักในซูเปอร์มาร์เก็ต เช่น ถั่วกระป๋อง ผักกระป๋องทั่วไป หรือมะเขือเทศแปรรูป ซึ่งมีผู้ผลิตยุโรปและสินค้า private label แข่งขันสูง แต่ควรเน้นสินค้าที่มีความแตกต่าง เช่น ผลไม้เมืองร้อนกระป๋อง ได้แก่ สับปะรด มะม่วง ลิ้นจี่ เงาะ และผลไม้รวม รวมถึงวัตถุดิบอาหารเอเชีย เช่น หน่อไม้ เห็ดฟาง ข้าวโพดอ่อน และวัตถุดิบที่ใช้ในอาหารไทยหรืออาหารเอเชีย ซึ่งสินค้ากลุ่มนี้มีความแตกต่างจากสินค้าพื้นฐานในตลาด และเป็นกลุ่มที่ผู้ผลิตยุโรปมีข้อจำกัดด้านวัตถุดิบมากกว่า
แม้สินค้ากระป๋องยังมีจุดแข็งด้านความคุ้มค่า อายุการเก็บรักษายาวนาน ความสะดวก และการลดการสูญเสียอาหาร แต่ภาพลักษณ์ของสินค้าแปรรูปอาจเป็นข้อจำกัดในกลุ่มผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพ ผู้ประกอบการไทยจึงควรพัฒนาสินค้าและการสื่อสารให้สอดคล้องกับแนวโน้มตลาด เช่น ผลไม้ในน้ำผลไม้ธรรมชาติ/น้ำเชื่อมสูตรลดน้ำตาล ผักที่มีปริมาณโซเดียมต่ำ หรือสินค้าที่แสดงแหล่งที่มาและข้อมูลคุณภาพได้ชัดเจน
ตลาดสินค้าผักและผลไม้กระป๋องของเนเธอร์แลนด์เป็นตลาดที่มีความต้องการบริโภคอย่างต่อเนื่อง แต่การแข่งขันขับเคลื่อนด้วยคุณภาพ มาตรฐาน และการสร้างความแตกต่างของสินค้า มากกว่าการเติบโตของตลาดโดยรวม ผู้ประกอบการที่สามารถพัฒนาสินค้าให้สอดคล้องกับแนวโน้มผู้บริโภค ปฏิบัติตามมาตรฐานของสหภาพยุโรป และสร้างความร่วมมือกับผู้นำเข้าและผู้จัดจำหน่ายที่เหมาะสม จะมีโอกาสสร้างการเติบโตในตลาดได้อย่างยั่งยืน
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงเฮก
กรกฎาคม 2569