
เนเธอร์แลนด์อยู่ระหว่างพิจารณาร่างกฎหมายส่งเสริมสิทธิในการซ่อมสินค้า หรือ Right to Repair เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถขอรับบริการซ่อมสินค้าบางประเภทจากผู้ผลิตได้ง่ายขึ้น และลดการทิ้งอุปกรณ์ที่ยังสามารถซ่อมกลับมาใช้งานได้ แม้การออกกฎหมายภายในประเทศจะล่าช้ากว่ากำหนดของสหภาพยุโรป แต่ภาคธุรกิจได้เผยแพร่แนวทางเตรียมความพร้อมสำหรับผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้ค้าปลีก และผู้ให้บริการซ่อม โดยเฉพาะการจัดหาอะไหล่ การเข้าถึงข้อมูลทางเทคนิค และการแจ้งเงื่อนไขบริการแก่ลูกค้าอย่างชัดเจน ทั้งนี้ ร่างกฎหมายยังอยู่ระหว่างพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรเนเธอร์แลนด์ และยังไม่สามารถยืนยันวันเริ่มใช้กฎหมายระดับชาติได้
การดำเนินการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของ Directive (EU) 2024/1799 ซึ่งมีผลในระดับ EU ตั้งแต่วันที่ 30 กรกฎาคม 2567 และกำหนดให้ประเทศสมาชิกนำข้อกำหนดไปใช้ผ่านกฎหมายภายในประเทศภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 กฎนี้ให้สิทธิผู้บริโภคขอให้ผู้ผลิตซ่อมสินค้าที่อยู่ในขอบเขตข้อกำหนดการซ่อมของ EU โดยดำเนินการภายในเวลาที่สมเหตุสมผลและคิดราคาที่สมเหตุสมผลหากไม่ได้ให้บริการฟรี ตัวอย่างสินค้าที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ เครื่องซักผ้า เครื่องล้างจาน ตู้เย็น จอแสดงผล และโทรศัพท์หรือแท็บเล็ตที่เข้าเงื่อนไข ดังนั้น จึงไม่ได้ครอบคลุมเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกประเภท และไม่ได้หมายถึงการซ่อมฟรีตลอดอายุสินค้า
สำหรับสินค้าที่ชำรุดในช่วงที่ผู้ขายยังต้องรับผิดชอบตามสิทธิการรับประกัน กฎ EU ยังคงให้ผู้บริโภคเลือกการซ่อมหรือเปลี่ยนสินค้าตามเงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง และกำหนดให้ขยายช่วงความรับผิดของผู้ขายอย่างน้อย 12 เดือนเมื่อผู้บริโภคเลือกซ่อม นอกจากนี้ ผู้ผลิตต้องเปิดเผยข้อมูลบริการซ่อมที่เข้าถึงได้ง่ายและจัดให้มีอะไหล่ในราคาที่สมเหตุสมผล ส่วนระบบออนไลน์ของยุโรปสำหรับเชื่อมโยงผู้บริโภคกับผู้ให้บริการซ่อมมีกำหนดพัฒนาให้ใช้งานได้ในปี 2570 โดยจะมีส่วนสำหรับแต่ละประเทศสมาชิก
รัฐบาลเนเธอร์แลนด์ยื่นร่างกฎหมายหมายเลข 36.996 เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2569 แต่ไม่สามารถดำเนินกระบวนการให้แล้วเสร็จภายในกำหนด EU ต่อมาคณะกรรมาธิการด้านเศรษฐกิจได้จัดทำรายงานข้อซักถามต่อรัฐบาลเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2569 โดยสมาชิกสภาสอบถามถึงผลของการออกกฎหมายล่าช้าต่อการบังคับใช้และความแน่นอนทางกฎหมายสำหรับธุรกิจ รวมถึงวิธีตีความคำว่า “ราคาที่สมเหตุสมผล” “ระยะเวลาที่สมเหตุสมผล” และกรณีที่ผู้ผลิตสามารถปฏิเสธการซ่อมได้ รายงานยังตั้งคำถามเกี่ยวกับมาตรการสนับสนุนการซ่อมเพิ่มเติม เช่น กองทุน ส่วนลดค่าซ่อม และมาตรการภาษี
ระหว่างที่ร่างกฎหมายสิทธิซ่อมยังอยู่ในกระบวนการ ข้อกำหนดด้านการออกแบบสินค้าให้ซ่อมได้ หรือ Ecodesign บางส่วนมีผลใช้แล้ว โดยกฎสำหรับสมาร์ตโฟนและแท็บเล็ตแบบ slate tablet ที่นำเข้าสู่ตลาด EU ตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2568 กำหนดให้ผู้ผลิตรองรับอะไหล่สำคัญอย่างน้อย 7 ปีหลังสิ้นสุดการวางจำหน่ายรุ่นนั้นในตลาด EU และส่งอะไหล่ภายใน 5–10 วันทำการตามช่วงเวลาที่กำหนด พร้อมให้ช่างซ่อมมืออาชีพเข้าถึงซอฟต์แวร์หรือเฟิร์มแวร์ที่จำเป็นต่อการเปลี่ยนชิ้นส่วนโดยไม่เลือกปฏิบัติ ฉลากสินค้ายังแสดงระดับความสามารถในการซ่อมตั้งแต่ A ถึง E ทั้งนี้ ขอบเขตกฎมีข้อยกเว้นและไม่ได้ครอบคลุมแท็บเล็ตทุกชนิด จึงต้องตรวจสอบตามประเภทและคุณสมบัติของสินค้า
ข้อกำหนด Ecodesign และกฎหมาย Right to Repair มีบทบาทต่างกัน โดยส่วนแรกกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับตัวสินค้า อะไหล่ และการเข้าถึงข้อมูลที่ทำให้ซ่อมได้ ส่วนกฎหมายสิทธิซ่อมกำหนดหน้าที่ในการให้บริการเมื่อผู้บริโภคร้องขอ ดังนั้น ความล่าช้าของกฎหมายเนเธอร์แลนด์ไม่ได้ทำให้ข้อกำหนด Ecodesign ที่มีผลแล้วหยุดใช้ ผู้ประกอบการยังต้องปฏิบัติตามกฎรายประเภทสินค้าที่เกี่ยวข้อง ขณะที่การใช้สิทธิใหม่ตามกฎหมายภายในประเทศต้องรอให้กระบวนการออกกฎหมายแล้วเสร็จ
ในด้านการเตรียมธุรกิจ สมาคม Techniek Nederland เผยแพร่คำแนะนำให้ผู้ประกอบการตรวจสอบว่าสินค้าที่จำหน่ายอยู่ในขอบเขตข้อกำหนดการซ่อมประเภทใด ตรวจสอบข้อมูลที่ได้รับจากผู้ผลิต และทำข้อตกลงเรื่องอะไหล่ เครื่องมือ และค่าซ่อมให้ชัดเจนก่อนกฎหมายมีผล สมาคมยังแนะนำให้แจ้งลูกค้าล่วงหน้าเกี่ยวกับค่าใช้จ่าย งานที่ต้องดำเนินการ และระยะเวลาซ่อม สำหรับผู้ให้บริการซ่อมที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ สามารถสมัครเข้า Nationaal Reparateursregister หรือทะเบียนผู้ให้บริการซ่อมแห่งชาติ เพื่อให้ผู้บริโภคค้นหาผู้ซ่อมที่มีความรู้และทักษะตามมาตรฐานได้
ภายใต้ร่างกฎหมาย ผู้ผลิตสามารถใช้บริษัทซ่อมเป็นผู้ดำเนินงานได้ และผู้ซ่อมอิสระต้องสามารถเข้าถึงอะไหล่และเครื่องมือในราคาที่สมเหตุสมผล ขณะเดียวกัน ผู้ผลิตที่อยู่ภายนอกยุโรปอาจมีผู้แทนที่ได้รับมอบหมาย ผู้นำเข้า หรือผู้จัดจำหน่ายเป็นผู้รับผิดชอบตามเงื่อนไขที่กำหนด ประเด็นนี้จึงเกี่ยวข้องกับธุรกิจที่นำสินค้าเข้าสู่ตลาดยุโรปด้วย ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะผู้ผลิตในเนเธอร์แลนด์ ส่วนสิทธิการรับประกันเดิมยังคงมีอยู่ โดยผู้ขายยังเป็นผู้ติดต่อหลักเมื่อสินค้าไม่เป็นไปตามคุณภาพหรืออายุใช้งานที่ผู้บริโภคควรคาดหวังได้ตามกฎหมาย
นอกจากการเตรียมตัวของผู้ประกอบการรายบริษัทแล้ว เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569 กลุ่ม Taskforce Circulaire Elektronicaketen ซึ่งประกอบด้วย 18 องค์กรในห่วงโซ่อิเล็กทรอนิกส์ ได้เสนอแผนดำเนินงานต่อรัฐมนตรีด้านสภาพภูมิอากาศและการเติบโตสีเขียว กลุ่มนี้ริเริ่มโดย Stichting OPEN และมีผู้แทนภาคธุรกิจ องค์กรผู้บริโภค ผู้จัดการของเสียและรีไซเคิล รวมถึง TU Delft เข้าร่วม โดยมุ่งส่งเสริมให้เนเธอร์แลนด์มีระบบที่สนับสนุนการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ให้นานขึ้น ผ่านการซ่อม การปรับสภาพ และการนำกลับมาใช้ ก่อนรีไซเคิลวัสดุเมื่อหมดอายุใช้งาน ซึ่งตั้งเป้าให้ระบบดังกล่าวครบวงจรภายในปี 2593 และผลักดันให้เกิดความก้าวหน้าภายในปี 2573
แผนดังกล่าวเสนอให้พัฒนาทักษะช่างซ่อมและโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการซ่อมและปรับสภาพสินค้า รวมถึงใช้การจัดซื้อภาครัฐสนับสนุนสินค้าที่มีอายุใช้งานยาวและซ่อมได้ง่าย นอกจากนี้ ยังเสนอให้จัดตั้งกองทุนช่วยลดค่าซ่อมแก่ผู้บริโภคผ่านผู้ให้บริการที่ได้รับการรับรอง และลดภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับอิเล็กทรอนิกส์มือสองและสินค้าปรับสภาพเหลือร้อยละ 9
ความพร้อมของอะไหล่และข้อมูลการซ่อมเป็นอีกประเด็นที่อยู่ระหว่างติดตาม ผลศึกษาที่ Consumentenbond เผยแพร่เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2569 ร่วมกับองค์กรผู้บริโภคอีก 5 แห่ง เปรียบเทียบโทรศัพท์รุ่นใหม่ 6 รุ่นกับรุ่นเก่า 4 รุ่น พบว่าอะไหล่และคู่มือของรุ่นใหม่ส่วนใหญ่เข้าถึงได้มากขึ้น แต่เว็บไซต์ผู้ผลิตบางแห่งยังค้นหาได้ยากและบางชิ้นส่วนไม่มีสินค้า ราคาจอของโทรศัพท์ระดับสูงยังเป็นอุปสรรคต่อการตัดสินใจซ่อม ขณะที่ผู้ประกอบการ ThePhoneLab ให้ข้อมูลว่าการเข้าถึงอะไหล่แท้ดีขึ้น แต่ราคาอะไหล่ยังเป็นข้อจำกัดในการให้บริการ
การพิจารณากฎหมายเนเธอร์แลนด์จึงยังมีรายละเอียดที่ต้องชี้แจงทั้งด้านสิทธิผู้บริโภค หน้าที่ของธุรกิจ และการบังคับใช้ คณะกรรมาธิการรัฐสภาได้สอบถามรัฐบาลเพิ่มเติมว่าจะทำให้ผู้บริโภคเข้าใจได้อย่างไรว่าเมื่อใดควรติดต่อผู้ขาย ผู้ผลิต หรือผู้ซ่อมอิสระ รวมถึงจะกำหนดมาตรการส่งเสริมการซ่อมเพิ่มเติมในรูปแบบใด ในระหว่างนี้ แนวทางที่สมาคมธุรกิจเผยแพร่ให้ผู้ประกอบการเตรียมตัวคือ ตรวจสอบขอบเขตสินค้าที่เกี่ยวข้อง จัดทำข้อตกลงกับผู้ผลิตและเครือข่ายซ่อม และเตรียมข้อมูลค่าใช้จ่ายกับเงื่อนไขบริการให้พร้อมสำหรับลูกค้า โดยติดตามรายละเอียดและวันเริ่มใช้กฎหมายเมื่อกระบวนการพิจารณาแล้วเสร็จ
บทวิเคราะห์และความเห็น สคต.
การดำเนินการด้าน Right to Repair ของเนเธอร์แลนด์เป็นพัฒนาการทางกฎระเบียบที่ผู้ประกอบการไทยในกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และชิ้นส่วนควรติดตาม เนื่องจากเกี่ยวข้องกับความรับผิดชอบหลังการขายและการรองรับสินค้าตลอดอายุใช้งาน แม้กฎหมายภายในประเทศยังอยู่ระหว่างพิจารณา แต่ข้อกำหนด Ecodesign สำหรับสินค้าบางประเภทมีผลแล้ว ผู้ส่งออกจึงควรตรวจสอบข้อกำหนดที่ใช้กับสินค้าของตนแยกจากสถานะของกฎหมายสิทธิซ่อมฉบับใหม่
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงเฮก
พฤศจิกายน 2569