
ในวันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 คณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรป (EU) ได้มีการลงมติยกเลิกการยกเว้นภาษีศุลกากร (customs dury) พัสดุขนาดเล็ก (small parcels) ที่มีมูลค่าต่ำกว่า 150 ยูโร ที่มาจากประเทศนอก EU โดยการเปลี่ยนแปลงนี้จะทำให้สินค้าทั้งหมดที่เข้ามาใน EU ต้องเสียภาษีศุลกากรนับตั้งแต่สินค้าที่มูลค่า 1 ยูโร
จากสถิติปี 2567 คณะกรรมาธิการสหภาพยุโรปรายงานว่า ภายในหนึ่งวันมีสินค้าจากนอก EU เข้ามาราว 12 ล้านชิ้น ซึ่งเป็นจำนวนที่ก้าวกระโดดกว่าสองปีก่อนหน้าอย่างชัดเจน นอกจากนี้ สมาคมการค้าเยอรมัน (Handelsverband Deutschland: HDE) ระบุว่าพัสดุจำนวน 4 แสนชิ้นมาจากแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซรายใหญ่สัญชาติจีน อย่าง Temu และ Shein ต่อหนึ่งวัน โดยในปี 2567 ร้อยละ 91 ของสินค้าอีคอมเมิร์ซที่นำเข้ามาภายใน EU และมีมูลค่าต่ำกว่า 150 ยูโร เป็นสินค้าที่มาจากประเทศจีน
มาตรการเก็บภาษีศุลกากรของสหภาพยุโรปมีจุดประสงค์เพื่อช่วยเหลือผู้ค้าขายและสร้างความเท่าเทียมจากปัญหาสินค้าที่ราคาถูกเกินไป และจำนวนสินค้าจากต่างประเทศราคาถูกที่ไหลเข้ามาใน EU เป็นจำนวนมาก ทำให้เกิดการแข่งขันอย่างไม่เป็นธรรม ยังเป็นการช่วยสิ่งแวดล้อมจากการลดขยะที่เกิดจากบรรจุภัณฑ์สำหรับการส่งพัสดุ นอกจากนี้ และช่วยลดพลังงานจากการขนส่งสินค้าจำนวนหลายครั้ง เนื่องจากผู้ค้าจากต่างประเทศมีการจงใจแบ่งส่งสินค้าเป็นส่วนๆ เพื่อให้สินค้าไม่เกินวงเงินปลอดภาษี นอกจากนี้ หอการค้าเยอรมันและอุตสาหกรรมแห่งเมืองเรเกนสบวร์ก (IHK Regensburg) ยังรายงานว่า สหภาพยุโรปกำลังพิจารณาถึงการจัดการสินค้าที่มีมูลค่าต่ำและมีความเสี่ยงในการสร้างอันตรายต่อผู้บริโภค
การปฏิรูปด้านภาษีศุลกากรครั้งใหม่นี้คาดการณ์ว่าจะใช้ได้อย่างเต็มรูปแบบในปี 2571 หลังจากการพัฒนาและการใช้งานศูนย์ข้อมูลศุลกากรของสหภาพยุโรป (EU Customs Data Hub) เสร็จสิ้น ซึ่งศูนย์ข้อมูลดังกล่าว เป็นแพลตฟอร์มกลางที่ช่วยเชื่อมต่อการติดต่อระหว่างศุลกากรและเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมภาษี โดยสามารถคำนวณและแจ้งยอดภาษีต่อสินค้าที่นำเข้า และช่วยให้การดำเนินการด้านภาษีกับพัสดุขนาดเล็กที่เข้ามาในสหภาพยุโรปสามารถทำได้ง่ายขึ้น ปัจจุบันศูนย์ข้อมูลนี้ยังอยู่ในระหว่างการเจรจาระหว่างคณะมนตรีและรัฐสภายุโรป ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูประบบศุลกากรใน EU อย่างไรก็ตาม สหภาพยุโรปกำลังเร่งหาทางออกชั่วคราวเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ซึ่งคาดว่าจะเริ่มใช้ภายในปี 2569 จนกว่า ศูนย์ข้อมูลศุลกากรจะพร้อมใช้งานอย่างเต็มรูปแบบในปี 2571
ข้อคิดเห็นเสนอแนะของสคต.
มาตรการใหม่ในการเก็บภาษีศุลกากรสำหรับสินค้าขนาดเล็กที่มีราคาต่ำกว่า 150 ยูโร จะทำให้บริษัท โดยเฉพาะบริษัทในกลุ่มอีคอมเมิร์ซต้องเผชิญกับภาระในการบริหารจัดการที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจรวมถึงค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านภาษีที่สูงขึ้น การปรับตัวให้สอดคล้องกับระบบใหม่ และความซับซ้อนในการจัดการเอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ ยังอาจเกิดความล่าช้าในการผ่านพิธีศุลกากรเนื่องจากปริมาณการจัดการที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อระยะเวลาการจัดส่งสินค้า รวมถึงการเพิ่มต้นทุนในการส่งออกที่อาจเกิดขึ้นจากค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในการปฏิบัติตามมาตรฐานภาษีใหม่ ผู้ประกอบการและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องควรเตรียมตัวให้พร้อมเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะระบบการจัดการภาษีแบบใหม่ และอาจพิจารณาถึงการใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อเพิ่มความรวดเร็วและลดต้นทุนในการดำเนินการทางศุลกากรในอนาคต
อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการไทยที่ผลิตสินค้าที่มีคุณภาพและได้มาตรฐานจะมีโอกาสในการแข่งขันในตลาดยุโรปได้อย่างมีความเป็นธรรมมากขึ้น และสามารถขยายโอกาสในการจำหน่ายสินค้าเพิ่มขึ้น เนื่องจากการควบคุมสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานหรือมีคุณภาพต่ำเข้มงวดขึ้น ซึ่งจะทำให้ปริมาณสินค้าราคาถูกที่ไม่ได้คุณภาพลดลงในตลาดยุโรป ผู้บริโภคจะมีแนวโน้มลดการสั่งซื้อสินค้าราคาถูกที่คุณภาพต่ำ เนื่องจากราคาที่สูงขึ้นจากมาตรการเก็บภาษีศุลกากร ทำให้มีแนวโน้มเลือกซื้อสินค้าที่มีคุณภาพดีและมีมาตรฐานสูง
ที่มา:
IHK Regensburg für Oberpfalz / Kelheim / www.ihk.de/regensburg
the Council of the EU and the European Council / www.consilium.europa.eu