
ในปี 2568 อุตสาหกรรมท่าเรือของจีนได้แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งและความยืดหยุ่นท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก โดยข้อมูลล่าสุดจากกระทรวงคมนาคมจีนระบุว่า ปริมาณตู้คอนเทนเนอร์ที่ผ่านท่าเรือทั่วประเทศในปี 2568 อยู่ที่ 354.47 ล้าน TEU* เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.8 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ขณะที่ปริมาณตู้คอนเทนเนอร์นำเข้า–ส่งออกระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 9.8 สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ในช่วงต้นปี
ในอันดับอันโดดเด่นนี้ ท่าเรือ 10 อันดับแรกไม่เพียงเป็นเสาหลักของอุตสาหกรรมท่าเรือจีนเท่านั้น แต่ยังเป็นศูนย์กลางสำคัญของห่วงโซ่อุปทานโลกอีกด้วย วันนี้เราจะพาไปดูท่าเรือที่มีปริมาณการขนถ่ายตู้คอนเทนเนอร์สูงสุด 10 อันดับแรกของจีน พร้อมวิเคราะห์สาเหตุและปัจจัยสำคัญโดยอ้างอิงจากข้อมูลรายงานประจำปีของแต่ละท่าเรือ
10 อันดับท่าเรือจีนที่มีปริมาณตู้คอนเทนเนอร์ผ่านท่าสูงสุด ปี 2568

กราฟที่ 1: 10 อันดับท่าเรือจีนที่มีปริมาณตู้คอนเทนเนอร์ผ่านท่าสูงสุด ปี 2568 (หน่วย: ล้านTEU)
*TEU ย่อมาจาก Twenty-foot Equivalent Unit คือ “หน่วยเทียบเท่าตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 20 ฟุต” ใช้เป็นมาตรฐานสากลในการวัดปริมาณการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ของท่าเรือ เรือสินค้า หรือระบบโลจิสติกส์
การเปรียบเทียบอัตราการเติบโต

กราฟที่ 2: เปรียบเทียบอัตราการเติบโตของปริมาณการขนถ่ายตู้คอนเทนเนอร์ของท่าเรือจีน ปี 2568
หน่วย: อัตราการเติบโตเมื่อเทียบกับปีก่อน (%)
หมายเหตุ: ท่าเรือบางแห่งยังไม่ได้เปิดเผยข้อมูลอัตราการเติบโตอย่างเป็นทางการ
1. ท่าเรือเซี่ยงไฮ้

ปริมาณตู้คอนเทนเนอร์ผ่านท่า 55.063 ล้าน TEU ครองอันดับ 1 ของโลกต่อเนื่องเป็นปีที่ 16
ปัจจัยแห่งความสำเร็จ
(1) ความได้เปรียบด้านที่ตั้ง ตั้งอยู่บริเวณปากแม่น้ำแยงซีเกียง เป็นจุดบรรจบระหว่างเขตเศรษฐกิจลุ่มแม่น้ำแยงซีและเส้นทางสายไหมทางทะเล
(2) โครงสร้างพื้นฐาน ประกอบด้วยเขตท่าเรือหลัก 4 แห่ง ได้แก่ ท่าเรือเขตหยางซาน ท่าเรือเขตว่ายเกาเฉียว ท่าเรือเขตอู๋ซงโข่ว และท่าเรือเขตลั่วจิ่ง
(3) ท่าเรืออัจฉริยะ ใช้ระบบ AI ในการจัดสรรตู้สินค้า ทำให้อัตราการย้ายตู้ซ้ำลดลงร้อยละ 20.6 และมีเทคโนโลยีท่าเรืออัตโนมัติระดับแนวหน้าของโลก
(4) ศูนย์กลางการขนส่งทางเรือ ในปี 2568 มีปริมาณตู้คอนเทนเนอร์ระหว่างประเทศเพื่อการถ่ายลำ (Transshipment) จำนวน 7.911 ล้าน TEU เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.6 เมื่อเทียบกับปีก่อน
(5) การขนส่งหลายรูปแบบ ปริมาณการขนส่งต่อเนื่องทางทะเล–รถไฟ (Sea-Rail Intermodal Transport) ทะลุ 1 ล้าน TEU เป็นครั้งแรก เพิ่มขึ้นร้อยละ 16.1
วิเคราะห์สาเหตุ
นครเซี่ยงไฮ้ในฐานะศูนย์กลางการเงินและการขนส่งทางเรือระหว่างประเทศของจีนมีความได้เปรียบด้านที่ตั้งทางภูมิศาสตร์อย่างโดดเด่น ควบคู่กับการมีฐานเศรษฐกิจขนาดใหญ่และเครือข่ายอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่ง นอกจากนี้ ยังได้รับแรงสนับสนุนจากระบบขนส่งและกระจายสินค้าผ่านแม่น้ำแยงซีเกียง รวมถึงปริมาณสินค้าจำนวนมหาศาลจากกลุ่มเมืองระดับโลกในเขตสามเหลี่ยมปากแม่น้ำแยงซี ส่งผลให้ท่าเรือเซี่ยงไฮ้พัฒนาขึ้นจนกลายเป็นท่าเรือที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก
2. ท่าเรือหนิงโป–โจวซาน

ปริมาณตู้คอนเทนเนอร์ผ่านท่า: 43.87 ล้าน TEU ทะลุระดับ 40 ล้าน TEU เป็นครั้งแรก เพิ่มขึ้นร้อยละ 11.6
ปัจจัยแห่งความสำเร็จ
(1) ปริมาณการขนถ่ายสินค้าสูงเป็นอันดับ 1 ของโลก ในปี 2568 ปริมาณการขนถ่ายสินค้าทะลุ 1.4 พันล้านตัน ครองอันดับ 1 ของโลกต่อเนื่องเป็นปีที่ 17
(2) เครือข่ายเส้นทางเดินเรือครอบคลุม มีเส้นทางเดินเรือตู้คอนเทนเนอร์จำนวน 309 เส้นทาง และดัชนีการเชื่อมต่อท่าเรืออยู่ในอันดับ 2 ของโลก
(3) การขนส่งทางทะเล–รถไฟ (Sea-Rail Intermodal Transport) มีเส้นทางขนส่งทางทะเล–รถไฟมากกว่า 110 เส้นทาง และมีปริมาณขนส่งมากกว่า 2 ล้าน TEU
(4) ความได้เปรียบด้านที่ตั้ง ตั้งอยู่บริเวณจุดบรรจบของเขตเศรษฐกิจลุ่มแม่น้ำแยงซีและเส้นทางสายไหมทางทะเล จึงเป็นศูนย์กลางการขนส่งและกระจายสินค้าที่สำคัญของชายฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ของจีน
วิเคราะห์สาเหตุ
ท่าเรือหนิงโป–โจวซาน อาศัยความได้เปรียบด้านภูมิศาสตร์และศักยภาพด้านการรวบรวม–กระจายสินค้า ปัจจุบันได้เร่งพัฒนาเครือข่ายเส้นทางเดินเรือและยกระดับระบบขนส่งทางทะเล–รถไฟอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้สามารถลดช่องว่างกับท่าเรือเซี่ยงไฮ้ได้อย่างรวดเร็ว โดยในปี 2568 มีปริมาณตู้คอนเทนเนอร์แตกต่างจากท่าเรือสิงคโปร์เพียง 790,000 TEU และมีแนวโน้มที่จะก้าวขึ้นแซงหน้าได้ในปี 2569
3. ท่าเรือเซินเจิ้น

ปริมาณตู้คอนเทนเนอร์ผ่านท่า มากกว่า 35 ล้าน TEU โดยเป็นตู้สินค้าการค้าต่างประเทศจำนวน 33.156 ล้าน TEU
ปัจจัยแห่งความสำเร็จ
(1) ความได้เปรียบด้านการค้าต่างประเทศ ตู้สินค้าการค้าต่างประเทศมีสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 90 ถือเป็นท่าเรือตู้คอนเทนเนอร์ด้านการค้าต่างประเทศที่ใหญ่ที่สุดของจีน
(2) การสนับสนุนจากภาคอุตสาหกรรม อาศัยฐานการผลิตขนาดใหญ่ของเขตสามเหลี่ยมปาก แม่น้ำจูเจียง ซึ่งเป็น “โรงงานของโลก” โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์สารสนเทศและรถยนต์พลังงานใหม่ที่มีการส่งออกเติบโตอย่างแข็งแกร่ง
(3) การส่งออกรถยนต์พลังงานใหม่ ในปี 2025 ปริมาณการส่งออกรถยนต์พลังงานใหม่เพิ่มขึ้นร้อยละ 37 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
(4) รูปแบบ “ท่าเรือผสมผสาน” เปิดเส้นทางขนส่งแบบผสมผสาน Combination Port แล้ว รวม 49 เส้นทาง ครอบคลุม 7 เขตศุลกากรและ 11 เมืองภายในมณฑลกวางตุ้ง
(5) อีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน เปิดให้บริการเส้นทางขนส่งทางทะเลสำหรับอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนเป็นประจำจำนวน 30 เส้นทาง
วิเคราะห์สาเหตุ
ท่าเรือเซินเจิ้นตั้งอยู่ใกล้ฮ่องกง และได้รับแรงสนับสนุนจากฐานการผลิตขนาดใหญ่ของเขตสามเหลี่ยมปากแม่น้ำจูเจียง รวมถึงโครงสร้างเศรษฐกิจแบบมุ่งสู่ต่างประเทศของนครเซินเจิ้น จึงพัฒนาเป็นท่าเรือที่เน้นธุรกิจที่เน้นตู้คอนเทนเนอร์เพื่อการค้าระหว่างประเทศเป็นหลัก นอกจากนี้ การเติบโตแบบก้าวกระโดดของการส่งออกสินค้าสามกลุ่มใหม่* โดยเฉพาะรถยนต์พลังงานใหม่ ยังช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับบทบาทของท่าเรือเซินเจิ้นมากยิ่งขึ้น
*สินค้าสามกลุ่มใหม่ ได้แก่ รถยนต์พลังงานใหม่ แบตเตอรี่ลิเธียม และเซลล์แสงอาทิตย์
4. ท่าเรือชิงต่าว

ปริมาณตู้คอนเทนเนอร์ 34.2 ล้าน TEU เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.3 เมื่อเทียบกับปีก่อน
ปัจจัยความสำเร็จ
(1) การบูรณาการท่าเรือซานตง ในฐานะท่าเรือหลักของกลุ่มท่าเรือซานตง ท่าเรือชิงต่าวได้รับประโยชน์จากการบูรณาการทรัพยากรท่าเรือทั้งมณฑลเข้าด้วยกัน
(2) ศูนย์กลางการขนส่งในเขตเศรษฐกิจรอบทะเลป๋อไห่ เป็นประตูทางออกสู่ทะเลที่สะดวกที่สุดของลุ่มแม่น้ำเหลือง ครอบคลุมพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันตกเฉียงเหนือของจีนในวงกว้าง
(3) เครือข่ายเส้นทางเดินเรือ มีเครือข่ายเส้นทางเดินเรือทั้งระยะใกล้และระยะไกลที่ครอบคลุม
(4) ท่าเรืออัตโนมัติ เทคโนโลยีท่าเรือตู้คอนเทนเนอร์อัตโนมัติเต็มรูปแบบอยู่ในระดับแนวหน้าของโลก และยังเป็นผู้สร้างสถิติโลกด้านประสิทธิภาพของการปฏิบัติงาน
วิเคราะห์สาเหตุ
ท่าเรือชิงต่าวตั้งอยู่บริเวณชายฝั่งทะเลเหลือง ถือเป็นช่องทางออกสู่ทะเลที่สำคัญที่สุดของลุ่มแม่น้ำเหลืองและภาคเหนือของจีน ภายหลังการปฏิรูปบูรณาการท่าเรือของมณฑลซานตงที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ท่าเรือชิงต่าว ท่าเรือรื่อจ้าว และท่าเรือเยียนไถ ได้พัฒนาความร่วมมือระหว่างกันมากขึ้น ส่งผลให้กลุ่มท่าเรือซานตงมีศักยภาพและความสามารถในการแข่งขันเพิ่มสูงขึ้น
5. ท่าเรือกว่างโจว

ปริมาณตู้คอนเทนเนอร์ 27.68 ล้าน TEU (หากรวมข้อมูลการขนส่งทางน้ำภายใน จะมากกว่า 28 ล้าน TEU)
ปัจจัยความสำเร็จ:
(1) การปรับตัวสู่รูปแบบใหม่อย่างประสบความสำเร็จ เปลี่ยนบทบาทจาก “ท่าเรือการค้าภายในประเทศอันดับ 1” สู่ “ศูนย์กลางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสองวงจร” ของจีน
(2) การเติบโตของการค้าต่างประเทศ ในปี 2025 ปริมาณตู้คอนเทนเนอร์ด้านการค้าต่างประเทศเติบโตเกือบร้อยละ 20 และสัดส่วนตู้สินค้าต่างประเทศมากกว่าร้อยละ 50
(3) ความได้เปรียบด้านที่ตั้ง ตั้งอยู่บริเวณปากแม่น้ำจูเจียง เป็นท่าเรือศูนย์กลางแบบครบวงจรที่ใหญ่ที่สุดในภาคใต้ของจีน
(4) การค้ากับอาเซียน อาศัยประโยชน์จากเขตการค้าเสรีจีน–อาเซียน ทำให้มีการค้ากับประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างต่อเนื่อง
(5) เส้นทางเดินเรือระหว่างประเทศ เปิดเส้นทางเดินเรือตรงระยะไกล เช่น เส้นทางด่วนตรงสู่ลอสแอนเจลิส พร้อมขยายธุรกิจขนส่งต่อระหว่างประเทศ
วิเคราะห์สาเหตุ
ท่าเรือกว่างโจวมีประวัติศาสตร์ยาวนาน และเป็นหนึ่งในจุดเริ่มต้นของเส้นทางสายไหมทางทะเลในสมัยโบราณ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ท่าเรือกว่างโจวได้เร่งขยายธุรกิจการค้าต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง จนสามารถเปลี่ยนผ่านจากท่าเรือที่พึ่งพาการค้าภายในประเทศเป็นหลัก ไปสู่รูปแบบที่ให้ความสำคัญทั้งการค้าภายในและต่างประเทศควบคู่กัน โดยปัจจุบันสัดส่วนตู้คอนเทนเนอร์ด้านการค้าต่างประเทศมีมากกว่าร้อยละ 50 ของปริมาณทั้งหมด
6.ท่าเรือเทียนจิน

ปริมาณตู้คอนเทนเนอร์ 20.81 ล้าน TEU (บางสถิติระบุว่าเกิน 24 ล้าน TEU)
ปัจจัยความสำเร็จ
(1) ความได้เปรียบด้านที่ตั้ง เป็นประตูทางทะเลของกรุงปักกิ่งและนครเทียนจิน รวมถึงเป็นช่องทางออกสู่ทะเลของประเทศมองโกเลีย
(2) ฐานเศรษฐกิจโดยรอบ รองรับการพัฒนาแบบบูรณาการของเขตปักกิ่ง–เทียนจิน–เหอเป่ย และการก่อสร้างเขตใหม่สงอัน
(3) เครือข่ายเส้นทางเดินเรือ จำนวนเส้นทางเดินเรือตู้คอนเทนเนอร์เป็น 150 เส้นทาง
(4) ท่าเรืออัจฉริยะ มีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีล้ำสมัย เช่น ท่าเรืออัตโนมัติ และรถบรรทุกไร้คนขับ
(5) การพัฒนาอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โครงการท่าเรือสีเขียว เช่น การเติมเชื้อเพลิง LNG และระบบไฟฟ้าจากฝั่ง มีความก้าวหน้าอย่างชัดเจน
วิเคราะห์สาเหตุ
ท่าเรือเทียนจินเป็นกำลังสำคัญของเขตการเดินเรือนานาชาติหลักในภาคเหนือของจีน มีบทบาทสำคัญในการให้บริการพื้นที่ปักกิ่ง–เทียนจิน–เหอเป่ย รวมถึงการเชื่อมโยงสู่พื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันตกเฉียงเหนือของจีน ในฐานะทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ของเขตมหานครเมืองหลวง ท่าเรือเทียนจินมีบทบาทที่ไม่อาจทดแทนได้ในการรักษาความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานระดับประเทศ
7. ท่าเรือเซี่ยเหมิน

ปริมาณตู้คอนเทนเนอร์ 12.5077 ล้าน TEU เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.06 เมื่อเทียบกับปีก่อน
ปัจจัยความสำเร็จ
(1)ความได้เปรียบด้านความเชื่อมโยงกับไต้หวัน เป็นท่าเรือขนาดใหญ่ที่อยู่ใกล้ไต้หวันมากที่สุด และเป็นช่องทางสำคัญของการแลกเปลี่ยนเศรษฐกิจและการค้าระหว่างสองฝั่งช่องแคบ
(2)ศูนย์กลางเส้นทางสายไหม เป็นท่าเรือยุทธศาสตร์สำคัญของเส้นทางสายไหมทางทะเลแห่ง ศตวรรษที่ 21
(3)ท่าเรือตู้คอนเทนเนอร์สายหลัก มีเครือข่ายเส้นทางเดินเรือระยะใกล้ที่สมบูรณ์ และเป็นท่าเรือตู้คอนเทนเนอร์หลักของชายฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ของจีน
(4)เศรษฐกิจเรือสำราญ ส่งเสริมอุตสาหกรรมเรือสำราญ และพัฒนาท่าเรือแม่สำหรับเรือสำราญระดับนานาชาติ
วิเคราะห์สาเหตุ
ท่าเรือเซี่ยเหมินตั้งอยู่บริเวณชายฝั่งตะวันตกของช่องแคบไต้หวัน และถือเป็นพื้นที่แนวหน้าสำคัญสำหรับการแลกเปลี่ยนระหว่างจีนแผ่นดินใหญ่กับไต้หวัน ภายหลังการผลักดันการพัฒนาเขตเศรษฐกิจฝั่งตะวันตกของช่องแคบและความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างสองฝั่งที่แน่นแฟ้นมากขึ้น บทบาทของท่าเรือ เซี่ยเหมินจึงยิ่งโดดเด่นมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง
8. ท่าเรือซูโจว

ปริมาณตู้คอนเทนเนอร์ 10.21 ล้าน TEU เป็นครั้งแรกที่ทะลุระดับ 10 ล้าน TEU
ปัจจัยความสำเร็จ
(1)ปาฏิหาริย์แห่งท่าเรือแม่น้ำภายในประเทศ เป็นท่าเรือแม่น้ำภายในประเทศเพียงแห่งเดียวที่ติดอันดับ 10 ท่าเรือสำคัญของจีน และถือเป็นตัวอย่างความสำเร็จของการพัฒนาท่าเรือแม่น้ำภายในประเทศ
(2)การสนับสนุนจากภาคอุตสาหกรรม อาศัยฐานการผลิตอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่งของนครซูโจว โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์สารสนเทศและการผลิตอุปกรณ์เครื่องจักร
(3)การส่งออกสามกลุ่มสินค้าใหม่ การส่งออกสินค้า “สามกลุ่มใหม่” ได้แก่ รถยนต์พลังงานใหม่ แบตเตอรี่ลิเธียม และเซลล์แสงอาทิตย์ มีปริมาณรวมถึง 930,000 TEU เพิ่มขึ้น 83% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้
(4)ระบบขนส่งเชื่อมแม่น้ำและทะเล ใช้ประโยชน์จากเส้นทางทองคำของแม่น้ำแยงซีเพื่อเชื่อมการขนส่งทางแม่น้ำและทางทะเล พร้อมระบบกระจายสินค้าและรวบรวมสินค้าที่สมบูรณ์
วิเคราะห์สาเหตุ
แม้ว่าท่าเรือซูโจวจะเป็นท่าเรือแม่น้ำภายในประเทศ แต่ด้วยการพึ่งพานครซูโจวซึ่งเป็นฐานการผลิตระดับโลก โดยเฉพาะการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของการส่งออก “สามกลุ่มสินค้าใหม่” ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้ท่าเรือซูโจวสามารถก้าวขึ้นสู่กลุ่มท่าเรือที่มีปริมาณตู้คอนเทนเนอร์ระดับสิบล้าน TEU และกลายเป็นต้นแบบสำคัญของการพัฒนาท่าเรือแม่น้ำภายในประเทศของจีน
9.ท่าเรืออ่าวเป่ยปู้

ปริมาณตู้คอนเทนเนอร์: 10.06 ล้าน TEU เป็นครั้งแรกที่ทะลุระดับ 10 ล้าน TEU
ปัจจัยความสำเร็จ
(1)อัตราการเติบโตที่โดดเด่น ระหว่างปี 2560 - 2568 ปริมาณตู้คอนเทนเนอร์เติบโตเฉลี่ยมากกว่าร้อยละ 20 ต่อปี ถือเป็นหนึ่งในท่าเรือชายฝั่งที่เติบโตเร็วที่สุดของจีน
(2)ระเบียงการค้าเชื่อมทางบกและทางทะเลฝั่งตะวันตก เป็นท่าเรือประตูสู่ต่างประเทศที่สำคัญของโครงการระเบียงการค้าเชื่อมทางบกและทางทะเลฝั่งตะวันตกของจีน
(3)ประตูสู่อาเซียน มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงกับอาเซียน และเป็นศูนย์กลางสำคัญในการส่งเสริมประชาคมระหว่างจีน–อาเซียน
(4)การขยายเส้นทางเดินเรือ มีจำนวนเส้นทางขนส่งตู้คอนเทนเนอร์รวม 100 เส้นทาง
(5)การสนับสนุนจากภาครัฐ ได้รับประโยชน์จากนโยบาย “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” และยุทธศาสตร์พัฒนาภาคตะวันตกของจีน
วิเคราะห์สาเหตุ
ท่าเรืออ่าวเป่ยปู้ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของเขตกว่างซี และเป็นช่องทางออกสู่ทะเลที่สะดวกที่สุดของภูมิภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ภายใต้การผลักดันโครงการระเบียงการค้าทางบกและทางทะเลสายใหม่ รวมถึงความร่วมมือทางเศรษฐกิจจีน–อาเซียนที่แน่นแฟ้นมากขึ้น บทบาทของท่าเรืออ่าวเป่ยปู้จึงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และกลายเป็น “ม้ามืด” ที่โดดเด่นที่สุดของอุตสาหกรรมท่าเรือจีนในปี 2568
10. ท่าเรือรื่อจ้าว

ปริมาณตู้คอนเทนเนอร์ 7.37 ล้าน TEU เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.84 เมื่อเทียบกับปีก่อน
ปัจจัยความสำเร็จ
(1)การบูรณาการท่าเรือซานตง พัฒนาร่วมกับท่าเรือชิงต่าวและท่าเรือเยียนไถ จนเกิดพลังเสริมร่วมกันของกลุ่มท่าเรือซานตง
(2)จุดแข็งด้านสินค้าขนาดใหญ่ ปริมาณนำเข้าแร่เหล็ก เศษไม้ และสินค้าอีก 6 ประเภท อยู่อันดับ 1 ของประเทศ
(3)จุดเด่นด้านสินค้าทั่วไป เปิดเส้นทางขนส่งสินค้าทั่วไปใหม่ 8 เส้นทาง โดยสินค้าประเภทปุ๋ยและรถยนต์เพื่อการพาณิชย์มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว
(4)ความได้เปรียบด้านที่ตั้ง ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของคาบสมุทรซานตง และเป็นท่าเรือสำคัญของลุ่มแม่น้ำเหลือง
วิเคราะห์สาเหตุ
แม้ว่าท่าเรือรื่อจ้าวจะมีจุดเด่นด้านการขนส่งสินค้าโภคภัณฑ์เป็นหลัก แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาได้เร่งพัฒนาธุรกิจตู้คอนเทนเนอร์ควบคู่กัน โดยอาศัยแรงสนับสนุนจากนโยบายบูรณาการท่าเรือซานตง และการเติบโตของเศรษฐกิจลุ่มแม่น้ำเหลือง ส่งผลให้ปริมาณการขนถ่ายตู้คอนเทนเนอร์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนสามารถก้าวขึ้นติดอันดับ 10 ท่าเรือสำคัญของจีนได้สำเร็จ
สรุปจุดแข็งของ 10 ท่าเรือชั้นนำของจีน
จากการวิเคราะห์ท่าเรือทั้ง 10 แห่ง สามารถสรุปปัจจัยแห่งความสำเร็จร่วมกันได้ ดังนี้
1. ความได้เปรียบด้านที่ตั้งทางภูมิศาสตร์
1.1)ท่าเรือชายฝั่ง ตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์สำคัญตามแนวชายฝั่ง และเป็นจุดเชื่อมโยงสำคัญของเส้นทางสายไหมทางทะเล
1.2)ท่าเรือแม่น้ำภายในประเทศ อาศัยเส้นทางน้ำสายสำคัญ เช่น แม่น้ำแยงซีและแม่น้ำจูเจียง เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งทางแม่น้ำและทางทะเล
2. การสนับสนุนจากฐานเศรษฐกิจขนาดใหญ่
2.1)เขตเศรษฐกิจสำคัญ เช่น สามเหลี่ยมปากแม่น้ำแยงซี สามเหลี่ยมปากแม่น้ำจูเจียง เขตเศรษฐกิจรอบอ่าวป๋อไห่ ฝั่งตะวันตกของช่องแคบไต้หวัน และอ่าวเป่ยปู้ล้วนเป็นแหล่งสินค้าสำคัญที่ช่วยสนับสนุนการเติบโตของท่าเรือ
2.2)ฐานการผลิตอุตสาหกรรมและนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ ช่วยสร้างปริมาณสินค้าตู้คอนเทนเนอร์ที่มั่นคงและต่อเนื่อง
3. ระบบขนส่งและกระจายสินค้าที่ครบวงจร
3.1)การขนส่งเชื่อมทางทะเล–รถไฟ เชื่อมต่อกับเครือข่ายรถไฟอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยขยายการเข้าถึงพื้นที่ตอนในของประเทศ
3.2)การขนส่งเชื่อมแม่น้ำและทะเล ท่าเรือแม่น้ำสามารถใช้ประโยชน์จากเส้นทางน้ำสายหลักในการเชื่อมต่อกับการขนส่งทางทะเล
3.3)เครือข่ายทางหลวง มีระบบขนส่งทางถนนที่สะดวกและครอบคลุม ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์
4. การพัฒนาท่าเรืออัจฉริยะและท่าเรือสีเขียว
4.1)ท่าเรืออัจฉริยะ มีการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น AI ระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ รถไร้คนขับ และระบบขนถ่ายสินค้าอัตโนมัติมาใช้อย่างแพร่หลาย
4.2)ท่าเรือสีเขียว ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีลดการปล่อยคาร์บอน เช่น ระบบเติมเชื้อเพลิง LNG ระบบจ่ายไฟจากฝั่ง และพลังงานสะอาด
5. การสนับสนุนจากยุทธศาสตร์ระดับชาติ
ท่าเรือสำคัญของจีนได้รับแรงสนับสนุนจากนโยบายและยุทธศาสตร์ระดับชาติ อาทิ
5.1)โครงการ “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง”
5.2)โครงการระเบียงการค้าเชื่อมทางบกและทางทะเลฝั่งตะวันตก
5.3)การพัฒนาแบบบูรณาการปักกิ่ง–เทียนจิน–เหอเป่ย
5.4)การพัฒนาแบบบูรณาการเขตสามเหลี่ยมปากแม่น้ำแยงซี
5.5)การพัฒนาเขตอ่าวกวางตุ้ง–ฮ่องกง–มาเก๊า
แนวโน้มในอนาคต
ในปี 2568 อุตสาหกรรมท่าเรือของจีนได้แสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นและศักยภาพที่แข็งแกร่ง ท่ามกลางการปรับโครงสร้างของห่วงโซ่อุปทานโลก โดยในอนาคตมีแนวโน้มสำคัญ ดังนี้
1. ท่าเรือเซี่ยงไฮ้ และท่าเรือหนิงโป–โจวซาน จะยังคงเป็นผู้นำระดับโลก และมีแนวโน้มสร้างแรงกดดันต่อท่าเรือสิงคโปร์มากยิ่งขึ้น
2. ท่าเรือเซินเจิ้น จะได้รับแรงสนับสนุนจากการเติบโตอย่างต่อเนื่องของการส่งออก “สามกลุ่มสินค้าใหม่” โดยเฉพาะรถยนต์พลังงานใหม่
3. ท่าเรือชิงต่าว และท่าเรือเทียนจิน จะได้รับแรงสนับสนุนจากการเติบโตของเศรษฐกิจภาคเหนือและการปฏิรูปบูรณาการท่าเรือซานตง ซึ่งจะช่วยผลักดันการพัฒนาในระยะต่อไป
4. ท่าเรือซูโจว ในฐานะต้นแบบของท่าเรือแม่น้ำภายในประเทศ จะยังคงได้รับประโยชน์จากการเติบโตของการส่งออก “สามกลุ่มสินค้าใหม่”
5. ท่าเรืออ่าวเป่ยปู้ ในฐานะ “ดาวรุ่งแห่งการเติบโต” มีแนวโน้มรักษาอัตราการขยายตัวสูงต่อเนื่องในอีกหลายปีข้างหน้า
โดยภาพรวม อุตสาหกรรมท่าเรือของจีนกำลังก้าวผ่านจากรูปแบบ “การนำเข้าและส่งออกปริมาณมหาศาล” ไปสู่ “การพัฒนาคุณภาพสูง” และกำลังเปลี่ยนบทบาทจาก “ท่าเรือของโรงงานโลก” ไปสู่ “ศูนย์กลางของห่วงโซ่อุปทานโลก” ท่าเรือชั้นนำทั้ง 10 แห่งนี้ จึงไม่เพียงเป็นพยานของการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญดังกล่าว แต่ยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการเปลี่ยนแปลงด้วย
ข้อคิดเห็น / ข้อเสนอแนะ สคต. ณ นครเฉิงตู
ข้อมูล 10 อันดับท่าเรือจีนที่มีปริมาณตู้คอนเทนเนอร์ผ่านท่าสูงสุดในปี 2568 สะท้อนให้เห็นว่า จีนยังคงรักษาสถานะการเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์และการค้าทางทะเลที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก แม้เศรษฐกิจโลกจะเผชิญกับความไม่แน่นอนและการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศ แต่ท่าเรือสำคัญของจีนยังคงมีอัตราการเติบโตที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะท่าเรือเซี่ยงไฮ้ หนิงโป–โจวซาน และเซินเจิ้น ซึ่งล้วนเป็นท่าเรือที่เชื่อมโยงกับฐานการผลิตและเขตเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของประเทศ
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ท่าเรือจีนยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง คือ ความได้เปรียบด้านที่ตั้งทางภูมิศาสตร์และการสนับสนุนจากยุทธศาสตร์ระดับชาติ โดยท่าเรือชายฝั่งส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ เช่น เขตสามเหลี่ยมปากแม่น้ำแยงซี เขตสามเหลี่ยมปากแม่น้ำจูเจียง และเขตเศรษฐกิจรอบทะเลป๋อไห่ ซึ่งเป็นฐานการผลิตและศูนย์กลางการส่งออกของจีน ขณะเดียวกัน รัฐบาลจีนยังผลักดันนโยบายสำคัญ เช่น “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” การพัฒนาเขตอ่าวกวางตุ้ง–ฮ่องกง–มาเก๊า และโครงการระเบียงการค้าเชื่อมทางบกและทางทะเลฝั่งตะวันตก ซึ่งช่วยเพิ่มบทบาทของท่าเรือในฐานะศูนย์กลางเชื่อมโยงการค้าโลก
อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ การเติบโตของการส่งออก “สามกลุ่มสินค้าใหม่” ได้แก่ รถยนต์พลังงานใหม่ แบตเตอรี่ลิเธียม และเซลล์แสงอาทิตย์ ซึ่งกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของหลายท่าเรือ โดยเฉพาะท่าเรือเซินเจิ้นและท่าเรือซูโจว สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านของโครงสร้างการส่งออกจีนจากสินค้าอุตสาหกรรมทั่วไปไปสู่สินค้าที่ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมขั้นสูงมากขึ้น
นอกจากนี้ จีนยังให้ความสำคัญกับการพัฒนา “ท่าเรืออัจฉริยะ” และ “ท่าเรือสีเขียว” ผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI ระบบอัตโนมัติ รถขนส่งไร้คนขับ รวมถึงเทคโนโลยีพลังงานสะอาด เช่น LNG และระบบจ่ายไฟจากฝั่ง ซึ่งช่วยยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงาน ลดต้นทุน และสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของจีน
ในระยะต่อไป การแข่งขันระหว่างท่าเรือหลักของจีนกับท่าเรือระดับโลก เช่น สิงคโปร์ มีแนวโน้มเข้มข้นมากขึ้น โดยเฉพาะท่าเรือเซี่ยงไฮ้และหนิงโป–โจวซาน ที่ยังคงขยายศักยภาพอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ท่าเรือเกิดใหม่อย่างอ่าวเป่ยปู้ก็มีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากการเชื่อมโยงกับอาเซียนและภูมิภาคจีนตะวันตกเฉียงใต้ สะท้อนให้เห็นว่าอุตสาหกรรมท่าเรือของจีนกำลังก้าวจาก “ศูนย์กลางการผลิตของโลก” ไปสู่ “ศูนย์กลางห่วงโซ่อุปทานโลก” อย่างชัดเจน
----------------------------------------------------
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครเฉิงตู
พฤษภาคม 2569
แหล่งข้อมูล : https://mp.weixin.qq.com/s/cx_iKKxw7yTzps3N09EmKA