fb
ตลาดของตกแต่งบ้านเนเธอร์แลนด์เติบโต สู่การอยู่อาศัยที่ยั่งยืน
โดย
Busara
ลงเมื่อ 12 พฤษภาคม 2569 15:58
สคต. ณ กรุงเฮก (เนเธอร์แลนด์) (TTC, The Hague (Netherlands))
6

ตลาดของแต่งบ้านในเนเธอร์แลนด์มีแนวโมขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับแรงสนับสนุนจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพของพื้นที่อยู่อาศัยมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นด้านความสวยงาม การออกแบบที่สะท้อนตัวตน หรือเฟอร์นิเจอร์ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตในปัจจุบัน กลุ่มสินค้าในตลาดนี้จึงมีความหลากหลาย ตั้งแต่งานศิลปะติดผนัง โคมไฟ ของตกแต่ง พรม กระจก ต้นไม้ในร่ม ไปจนถึงเฟอร์นิเจอร์ที่มีการออกแบบเฉพาะ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิตและความต้องการพื้นที่ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวมากขึ้น

การตกแต่งบ้านของชาวดัชต์ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของความสวยงาม แต่เป็นส่วนหนึ่งของการแสดงออกถึงรสนิยมและรูปแบบการใช้ชีวิตของผู้อยู่อาศัย ความต้องการสินค้าในกลุ่มนี้จึงยังคงเติบโต โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากสื่อหลากหลายรูปแบบ ทั้งรายการตกแต่งบ้าน อินฟลูเอนเซอร์ บล็อกด้านดีไซน์ และแพลตฟอร์มดิจิทัล ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการนำเสนอแนวคิดใหม่เกี่ยวกับการใช้สี การจัดพื้นที่ และการผสมผสานสไตล์การออกแบบ 

อย่างไรก็ตาม ด้วยข้อจำกัดด้านพื้นที่และลักษณะทางภูมิศาสตร์ การอยู่อาศัยในเขตเมืองของเนเธอร์แลนด์ ไม่ว่าจะเป็นอพาร์ตเมนต์ บ้านขนาดเล็ก หรืออาคารเก่าที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ จำเป็นต้องอาศัยการออกแบบที่คำนึงถึงการใช้พื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพควบคู่กับความสะดวกในการใช้งาน ส่งผลให้แนวคิดด้านฟังก์ชันและความยืดหยุ่นของพื้นที่มีบทบาทมากขึ้น

ในปี 2569 แนวโน้มเฟอร์นิเจอร์และการออกแบบภายในจึงไม่ได้มุ่งเน้นเพียงความสวยงาม แต่ให้ความสำคัญกับการอยู่อาศัยที่สมดุลและยั่งยืนมากขึ้น แนวคิดด้านสิ่งแวดล้อมได้สั่งสมอยู่ในวัฒนธรรมการอยู่อาศัยของชาวดัตช์มาอย่างต่อเนื่อง และเริ่มสะท้อนชัดเจนผ่านการเลือกใช้สินค้าและวัสดุ เช่น วัสดุรีไซเคิล วัสดุท้องถิ่น หรือสินค้าที่ผลิตด้วยกระบวนการที่คำนึงถึงจริยธรรม แนวโน้มดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าความงามของการออกแบบและความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมกำลังกลายเป็นมาตรฐานเดียวกันในตลาด ดังนั้น การออกแบบบ้านในบริบทของชาวดัตช์จึงให้ความสำคัญกับความสมดุลระหว่างความเป็นเหตุเป็นผล ความคิดสร้างสรรค์ ความสบาย ความเป็นกันเอง และการเชื่อมโยงกับสภาพแวดล้อมโดยรอบ

การออกแบบเฟอร์นิเจอร์อย่างยั่งยืนเริ่มตั้งแต่การเลือกใช้วัสดุ โดยวัสดุธรรมชาติและวัสดุหมุนเวียน เช่น ไม้ ไม้ไผ่ และคอร์ก ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น เนื่องจากช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสร้างบรรยากาศที่อบอุ่นเป็นธรรมชาติ ไม้ยังคงเป็นวัสดุหลัก แต่มีการให้ความสำคัญกับแหล่งที่มา เช่น ไม้ที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน FSC หรือไม้รีไซเคิล ซึ่งช่วยลดการใช้ทรัพยากรใหม่

แนวคิดด้านความยั่งยืนยังขยายไปสู่ระดับโครงสร้างของอาคาร โดยมีการใช้วัสดุฉนวนชีวภาพ เช่น เส้นใยไม้ ป่าน และเส้นใยลินิน ซึ่งช่วยระบายอากาศและควบคุมความชื้นได้ดี เหมาะกับสภาพอากาศของเนเธอร์แลนด์ ขณะเดียวกัน นโยบายด้านอาคารก็ให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพพลังงานมากขึ้น การยกระดับ Energy Label การเลือกใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการใช้ระบบฉนวนที่มีประสิทธิภาพ จึงเป็นทั้งมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมและการลงทุนที่ช่วยเพิ่มมูลค่าในระยะยาว

แนวโน้มการออกแบบในปี 2569 สะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากความเรียบง่ายแบบมินิมอล ไปสู่แนวคิด “Warm Minimalism” ที่ให้ความสำคัญกับความอบอุ่นและความเป็นธรรมชาติมากขึ้น การใช้สีจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการตกแต่ง แต่ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการจัดการพื้นที่ เช่น การใช้โทนสีต่อเนื่องเพื่อเชื่อมพื้นที่ การใช้สีเน้นเพื่อแบ่งสัดส่วน หรือการใช้สีอ่อนเพื่อช่วยให้พื้นที่ดูโปร่งขึ้น 

ในด้านโทนสี แนวโน้มปัจจุบันเน้นสีที่ให้ความรู้สึกสงบและเชื่อมโยงกับธรรมชาติ เช่น สีเขียวอมเทา สีโทนดิน (น้ำตาลแดงและดินเผา) และสีขาวนวล ซึ่งช่วยสร้างบรรยากาศที่สงบและผ่อนคลายภายในบ้าน ขณะเดียวกัน มีการใช้สีในกลุ่มที่ให้ความรู้สึกทันสมัย เช่น สีเทาเข้มแบบคอนกรีต สีเทาอมฟ้า และสีแดงอิฐหม่น เป็นสีเน้นในบางจุด เพื่อเพิ่มความลึกและมิติให้กับพื้นที่

นอกจากสีแล้ว “พื้นผิว” มีบทบาทสำคัญมากขึ้น วัสดุที่มีลักษณะพื้นผิว เช่น ปูนขัดมันหรือผนังดิน ช่วยสร้างมิติที่เปลี่ยนแปลงไปตามแสง แนวคิดการซ้อนทับของสี วัสดุ และลวดลาย หรือที่เรียกว่า layering ทำให้พื้นที่ดูมีความลึกและมีชีวิตชีวามากขึ้น โดยมีการใช้สิ่งทอ เช่น พรม วอลเปเปอร์ และเบาะรองนั่ง เพื่อเพิ่มความเคลื่อนไหวให้กับพื้นที่

ในด้านรูปทรง ฟอร์นิเจอร์มีแนวโน้มเปลี่ยนจากรูปทรงเหลี่ยมแข็งไปสู่รูปทรงโค้งมน เช่น โซฟาทรงโค้ง โต๊ะทรงกลม หรือโคมไฟที่มีเส้นสายอ่อนโยน ซึ่งช่วยสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลาย ขณะเดียวกัน เฟอร์นิเจอร์แบบบิวต์อินและแบบอเนกประสงค์ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น เนื่องจากช่วยใช้พื้นที่ได้อย่างคุ้มค่า เช่น ม้านั่งที่มีที่เก็บของ เตียงที่มีลิ้นชัก หรือ ตู้ที่ออกแบบให้สูงจรดเพดาน ทั้งนี้ แนวคิด “Less is More” ยังคงเป็นหลักสำคัญ โดยเน้นการเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์อย่างเหมาะสมและลดสิ่งที่ไม่จำเป็น เพื่อให้พื้นที่ดูโปร่งและเป็นระเบียบ และเอื้อต่อการอยู่อาศัยมากยิ่งขึ้น

 

บทวิเคราะห์และความเห็น สคต. 

Statistics Netherlands (CBS) ระบุว่า การใช้จ่ายภาคครัวเรือนของเนเธอร์แลนด์มีแนวโน้มฟื้นตัวในช่วงปี 2025–2026 แม้ยังเผชิญแรงกดดันจากเงินเฟ้อ โดยหมวดที่อยู่อาศัยและของใช้ในบ้านมีสัดส่วนสูงถึงประมาณร้อยละ 25–30 ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด ขณะเดียวกัน สัดส่วนการใช้จ่ายในกลุ่มของตกแต่งบ้านมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในเขตเมือง ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ ส่งผลให้ศูนย์กลางการบริโภคสินค้าในกลุ่มของตกแต่งบ้านกระจุกตัวอยู่ในเมืองสำคัญ ได้แก่ Amsterdam, Rotterdam, The Hague, Utrecht และ Eindhoven ซึ่งมีความหนาแน่นของประชากรสูง มีรูปแบบการใช้ชีวิตที่ทันสมัย และมีการเข้าถึงช่องทางค้าปลีกทั้งออนไลน์และออฟไลน์ในระดับสูง จึงถือเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนตลาด

โอกาสสำหรับสินค้าไทย ควรมุ่งเน้นสินค้าใน มิติ ได้แก่ ความยั่งยืน ประโยชน์ใช้สอย และอัตลักษณ์ของงานออกแบบ โดยเฉพาะกลุ่มสิ่งทอสำหรับบ้าน โคมไฟจากวัสดุธรรมชาติ เฟอร์นิเจอร์ขนาดกะทัดรัด เซรามิก ของตกแต่งผนัง กระถางต้นไม้ และสินค้ารีไซเคิล ทั้งนี้ การออกแบบควรปรับให้ร่วมสมัย ใช้งานได้จริง และสามารถสื่อสารแหล่งที่มาและกระบวนการผลิตได้อย่างชัดเจน เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดเนเธอร์แลนด์ในปัจจุบัน

 

                                                

 

 

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงเฮก

พฤษภาคม 2569

May2026 News 3 - Home Decor (2).pdf
Share :
Instagram