
เศรษฐกิจเนเธอร์แลนด์ในปัจจุบันกำลังเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ราคาพลังงานในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น และเริ่มส่งผลกระทบสู่ระบบเศรษฐกิจภายในประเทศทั้งในด้านราคาสินค้า กำลังซื้อของประชาชน และตลาดแรงงาน
ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในเนเธอร์แลนด์ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนทำสถิติสูงสุด โดยราคาน้ำมันเบนซิน Euro95 อยู่ที่ 2.528 ยูโรต่อลิตร และดีเซลอยู่ที่ 2.516 ยูโรต่อลิตร เพิ่มขึ้นจากช่วงก่อนเกิดความขัดแย้งที่ระดับประมาณ 2.28 และ 2.09 ยูโรตามลำดับ แม้ว่าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกจะมีการปรับลดลงเล็กน้อยในระยะสั้น หลังจากอิรักสามารถกลับมาส่งออกน้ำมันผ่านตุรกีได้โดยหลีกเลี่ยงเส้นทางช่องแคบฮอร์มุซ แต่ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ยังคงอยู่ในระดับสูง
ผลจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ประกอบกับโครงสร้างภาษีน้ำมันของเนเธอร์แลนด์ที่อยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ส่งผลให้ผู้บริโภคจำนวนมากหันไปเติมน้ำมันในประเทศใกล้เคียง เช่น เบลเยียมและเยอรมนี ซึ่งมีราคาถูกกว่าประมาณ 45 เซนต์ต่อลิตร ส่งผลให้สถานีบริการน้ำมันภายในประเทศมีรายได้ลดลงเฉลี่ยร้อยละ 10 - 20 และในพื้นที่ชายแดนลดลงถึงร้อยละ 40 - 50 ขณะที่สถานีบริการในประเทศเพื่อนบ้านมีผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ แม้จะมีข้อเสนอให้ภาครัฐพิจารณามาตรการลดภาษีน้ำมันเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อประชาชน แต่รัฐบาลเนเธอร์แลนด์ยังไม่มีแนวโน้มเข้าแทรกแซงราคาพลังงานในระยะสั้น โดยยังคงยึดกลไกตลาดเป็นหลัก
ในมิติของเงินเฟ้อ The Netherlands Bureau for Economic Policy Analysis (CPB) ประเมินว่า ราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้นอีกประมาณร้อยละ 0.6 จุด จากประมาณการพื้นฐานที่ร้อยละ 2.3 โดยความไม่แน่นอนดังกล่าว ขึ้นอยู่กับระยะเวลาของความขัดแย้งที่จะส่งผลต่อการขนส่งน้ำมันและก๊าซผ่านช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงกำลังการผลิตของประเทศผู้ส่งออกพลังงาน
ขณะเดียวกัน นักเศรษฐศาสตร์ของ Rabobank ระบุว่า ผลกระทบจากราคาพลังงานจะส่งผ่านไปยังราคาสินค้าและบริการในวงกว้างในลักษณะลูกโซ่ โดยเริ่มจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ก่อนจะส่งผลต่อสินค้าและบริการที่ใช้พลังงานสูง เช่น การเดินทางและการท่องเที่ยว จากนั้นจะขยายไปยังภาคอุตสาหกรรม เช่น เหล็ก และสินค้าอุปโภคบริโภคที่เกี่ยวข้อง ก่อนจะส่งผ่านไปยังภาคบริการ เช่น ร้านทำผมและช่างซ่อมรถยนต์ ทั้งนี้ คาดว่าระดับราคาสินค้าอาจปรับตัวสูงสุดภายในระยะเวลาประมาณ 21 เดือนข้างหน้า
นอกจากนี้ ยังมีแนวโน้มที่แรงงานจะเรียกร้องการปรับขึ้นค่าจ้างเพื่อชดเชยผลกระทบจากเงินเฟ้อ ซึ่งจะทำให้ต้นทุนของผู้ประกอบการเพิ่มขึ้น และถูกส่งผ่านไปยังราคาสินค้าในที่สุด ขณะที่ International Energy Agency (IEA) ได้เรียกร้องให้ทุกภาคส่วนลดการใช้พลังงานเพื่อลดแรงกดดันด้านราคาของสินค้าและบริการ
ในด้านกำลังซื้อ แม้ว่าปี 2569 คาดว่ากำลังซื้อของภาคครัวเรือนเนเธอร์แลนด์จะเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 1.4 แต่แรงกดดันจากราคาพลังงาน ภาระภาษีที่เพิ่มขึ้น และอัตราดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มสูงขึ้น อาจทำให้กำลังซื้อที่แท้จริงไม่ขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ และมีแนวโน้มชะลอตัวลง
ด้านตลาดแรงงาน อัตราการว่างงานในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยที่ร้อยละ 4.1 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 4 ปี โดยมีผู้ว่างงานจำนวน 416,000 คน และเพิ่มขึ้นเฉลี่ยเดือนละประมาณ 3,000 คนในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ขณะที่จำนวนผู้ได้รับสิทธิประโยชน์กรณีว่างงานอยู่ที่ 205,500 ราย ลดลงเล็กน้อยจากเดือนก่อนหน้า โดยสถานการณ์มีความแตกต่างกันในแต่ละภูมิภาค
ในภาพรวม เศรษฐกิจเนเธอร์แลนด์ยังคงมีแนวโน้มขยายตัว และคาดว่าจะเติบโตร้อยละ 1.2-1.4 ในปี 2569 อย่างไรก็ตาม การเติบโตดังกล่าวเผชิญความไม่แน่นอนสูงจากสถานการณ์พลังงานโลก ขณะเดียวกัน ฐานะการคลังของภาครัฐมีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันมากขึ้น จากการใช้จ่ายด้านสภาพแวดล้อม กลาโหม และสาธารณสุขที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจทำให้การขาดดุลงบประมาณเกินร้อยละ 3 ของ GDP ตามกรอบของสหภาพยุโรปในระยะยาว
บทวิเคราะห์และความเห็น สคต.
จากสถานการณ์ปัจจุบันของเศรษฐกิจเนเธอร์แลนด์เห็นได้ว่า แรงกดดันจากราคาพลังงานไม่ได้จำกัดอยู่เพียงต้นทุนค่าน้ำมันเชื้อเพลิงของผู้บริโภค แต่กำลังส่งผ่านไปสู่ระดับราคาสินค้าและบริการในวงกว้าง ท่ามกลางภาวะที่ความเชื่อมั่นผู้บริโภคชาวดัตช์อ่อนตัวลงต่อเนื่อง โดยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของเนเธอร์แลนด์ในเดือนมีนาคม 2569 ลดลงมาอยู่ที่ -30 จาก -24 ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งเป็นการลดลงมากที่สุดในรอบเกือบ 4 ปี ขณะที่การใช้จ่ายภาคครัวเรือนในเดือนมกราคม 2569 ทรงตัวเมื่อเทียบกับปีก่อน และการใช้จ่ายสินค้าคงทน เช่น รถยนต์ เครื่องเรือน และเสื้อผ้า ลดลงร้อยละ 1.4 สะท้อนว่าผู้บริโภคเริ่มระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น
แม้ว่าเนเธอร์แลนด์ยังคงเป็นคู่ค้าสำคัญของไทยในยุโรปและเป็นประตูหลักสู่ตลาดสหภาพยุโรป แต่ภายใต้ภาวะที่เศรษฐกิจเนเธอร์แลนด์เผชิญแรงกดดันจากเงินเฟ้อ ค่าครองชีพที่สูงขึ้น และความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ลดลง แนวโน้มความต้องการสินค้าจะเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ โดยสินค้าไทยที่เป็นสินค้าจำเป็นหรือสินค้าที่ตอบโจทย์ “ความคุ้มค่า” มีแนวโน้มสามารถรักษาส่วนแบ่งตลาดได้ดีกว่า โดยเฉพาะสินค้าอาหาร วัตถุดิบประกอบอาหาร อาหารแปรรูป และสินค้าอุปโภคบริโภคในระดับราคาที่เข้าถึงได้ เนื่องจากแม้ครัวเรือนชาวดัตช์จะชะลอการใช้จ่าย แต่การบริโภคพื้นฐานยังคงมีความจำเป็น ทั้งนี้ ข้อมูลจากสำนักงานสถิติเนเธอร์แลนด์ระบุว่า การใช้จ่ายด้านอาหาร เครื่องดื่ม และยาสูบในเดือนมกราคม 2569 ยังคงเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.4 สะท้อนความยืดหยุ่นของอุปสงค์ในกลุ่มสินค้าจำเป็น ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยควรให้ความสำคัญกับการรักษาความสามารถในการแข่งขันด้านราคา การมุ่งเน้นสินค้าที่มีความคุ้มค่า การบริหารจัดการต้นทุนโลจิสติกส์อย่างมีประสิทธิภาพ และการรักษาความต่อเนื่องของห่วงโซ่อุปทาน เพื่อรองรับความผันผวนของสภาพเศรษฐกิจในระยะต่อไป
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงเฮก
มีนาคม 2569