fb
ตลาดยานยนต์เนเธอร์แลนด์ในยุคพลังงานผันผวน
โดย
Busara
ลงเมื่อ 16 เมษายน 2569 23:42
สคต. ณ กรุงเฮก (เนเธอร์แลนด์) (TTC, The Hague (Netherlands))
4

ท่ามกลางความผันผวนของราคาพลังงานและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ พฤติกรรมผู้บริโภคในเนเธอร์แลนด์กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในตลาดยานยนต์ที่ “รถยนต์ไฟฟ้ามือสอง” เริ่มได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นในฐานะทางเลือกที่คุ้มค่าและเข้าถึงได้มากขึ้น

ข้อมูลจากสมาคมการค้าผู้ประกอบการยานยนต์เนเธอร์แลนด์ (BOVAG: Bond van Automobielhandelaren en Garagehouders) ระบุว่า ในเดือนมีนาคม 2569 หลังจากเกิดวิกฤตราคาพลังงาน ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้ามือสองเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยมีการเปลี่ยนมือจำนวน 13,843 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 48 เมื่อเทียบกับเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งมียอดขายอยู่ที่ 9,355 คัน และเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว (ร้อยละ 98.8) เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

แม้ว่ายอดขายรถมือสองโดยรวมในเดือนมีนาคม 2569 จะอยู่ที่ประมาณ 183,000 คัน ซึ่งเป็นจำนวนที่ใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่รถยนต์ไฟฟ้ามือสองมีการเติบโตอย่างชัดเจน จากส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 5.57 ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 เป็นร้อยละ 7.6 ในเดือนมีนาคม 2569 สะท้อนว่าการเติบโตไม่ได้มาจากตลาดโดยรวม แต่เป็นผลจากการเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคโดยตรงที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น

แนวโน้มดังกล่าวสอดคล้องกับพฤติกรรมการค้นหาข้อมูลของผู้บริโภค โดยแพลตฟอร์ม viaBOVAG.nl รายงานว่า การค้นหารถยนต์ไฟฟ้ามือสองเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 75 ภายหลังราคาน้ำมันปรับสูงขึ้น แสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคเริ่มพิจารณาทางเลือกใหม่อย่างจริงจังมากขึ้น ขณะเดียวกัน อุปทานของรถยนต์ไฟฟ้ามือสองเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะจากรถที่หมดสัญญาเช่าจากบริษัทลีสซิ่งที่ทยอยเข้าสู่ตลาด

ในภาพรวม ไตรมาสแรกของปี 2569 มียอดขายรถยนต์ไฟฟ้ามือสองจำนวน 34,862 คัน เพิ่มขึ้นเกือบร้อยละ 60 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ตลาดรถมือสองโดยรวมกลับลดลงเล็กน้อยร้อยละ 2.1 อยู่ที่ 529,868 คัน (จาก 540,993 คัน) สะท้อนว่า รถยนต์ไฟฟ้ากำลังเพิ่มบทบาทและส่วนแบ่งในตลาดอย่างต่อเนื่อง 

ในเชิงพฤติกรรมผู้บริโภคกำลังอยู่ในช่วงการเปลี่ยนผ่านอย่างชัดเจนด้วยภายใต้แรงกดดันทางเศรษฐกิจ กล่าวคือ เมื่อราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่รถยนต์ไฟฟ้ามือสองมีราคาที่เข้าถึงได้มากขึ้น ประกอบกับอุปทานที่เพิ่มขึ้นจากรถลีสซิ่งที่ทยอยเข้าสู่ตลาด ทำให้รถยนต์ไฟฟ้ากลายเป็นทางเลือกที่คุ้มค่าและเป็นไปได้มากขึ้นสำหรับผู้บริโภคในวงกว้าง

นอกจากนี้ ปัจจัยเชิงนโยบายยังเข้ามามีบทบาทสำคัญ โดยเฉพาะมาตรการที่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าที่ชาร์จไฟที่บ้านสามารถขายใบรับรองพลังงานสะอาด (certificates) ให้กับบริษัทที่ปล่อยมลพิษ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลไกส่งเสริมการลดการปล่อยคาร์บอน มาตรการดังกล่าวช่วยสร้างรายได้เพิ่มเติมให้กับผู้ใช้รถไฟฟ้า และลดต้นทุนการใช้งานในระยะยาว จึงเป็นแรงจูงใจทางเศรษฐกิจที่สนับสนุนการตัดสินใจของผู้บริโภค

อย่างไรก็ตาม แม้แนวโน้มการเติบโตจะชัดเจน แต่ตลาดรถยนต์ไฟฟ้ามือสองยังคงมีขนาดจำกัดเมื่อเทียบกับตลาดโดยรวม โดยเนเธอร์แลนด์ถือเป็น “ตลาดที่ขับเคลื่อนด้วยรถมือสอง” อย่างชัดเจน โดยในปี 2568 มียอดขายรถมือสองมากกว่า 2.1 ล้านคัน สูงกว่ารถใหม่ประมาณ เท่า 

โครงสร้างดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากหลายปัจจัย ทั้งราคารถใหม่ที่สูงขึ้น พฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าและความโปร่งใส และฐานรถยนต์ในประเทศที่มีขนาดใหญ่และมีอายุเฉลี่ยสูง โดยข้อมูลจาก The European Automobile Manufacturers’ Association (ACEA) ระบุว่า รถยนต์ในเนเธอร์แลนด์มีอายุเฉลี่ยประมาณ 12 ปี และมากกว่าครึ่งหนึ่งมีอายุเกิน 10 ปี ซึ่งเป็นสัญญาณสำคัญว่าตลาดรถเก่ายังคงมีฐานขนาดใหญ่ และผู้บริโภคชาวดัตช์ยังคงยอมรับการใช้รถอายุค่อนข้างมากเป็นเรื่องปกติ นอกจากนี้ ตลาดรถยนต์ยังสะท้อนความแตกต่างตามระดับรายได้ โดยกลุ่มรายได้สูงมีแนวโน้มเปลี่ยนรถเร็วและเป็นแหล่งกำเนิดของรถมือสองเข้าสู่ตลาด ขณะที่กลุ่มรายได้ปานกลางและต่ำเป็นฐานผู้ซื้อหลักของรถยนต์มือสอง เนื่องจากมีความอ่อนไหวต่อราคาและต้นทุนรวมมากกว่า 

ข้อมูลจาก Central Bureau of Statistics (CBS) ระบุว่า ข้อมูล ณ วันที่ มกราคม 2569 เนเธอร์แลนด์มีรถยนต์นั่งมากกว่า 9.4 ล้านคัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.8 จากปีก่อน และร้อยละ 87.7 ของรถทั้งหมดจดทะเบียนในนามบุคคลธรรมดา สะท้อนว่าการครอบครองรถยังเป็นฐานใหญ่ของครัวเรือนดัตช์ และเมื่อประกอบกับราคารถใหม่ที่สูงขึ้น ยิ่งสนับสนุนให้รถยนต์มือสองเป็นตัวเลือกหลักของผู้บริโภคจำนวนมาก

 

บทวิเคราะห์และความเห็น สคต. 

การเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้ามือสองในเนเธอร์แลนด์เป็นผลจากหลายปัจจัย ทั้งต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น อุปทานที่เพิ่มขึ้นจากตลาดลีสซิ่ง แรงจูงใจทางนโยบาย เช่น ระบบ certificate และโครงสร้างตลาดที่เอื้อต่อรถยนต์มือสอง ส่งผลให้รถยนต์ไฟฟ้ามือสองขยายบทบาทจากทางเลือกเฉพาะกลุ่มไปสู่ทางเลือกที่มีศักยภาพในวงกว้างมากขึ้นในอนาคต อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนด้านนโยบายยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยง โดยรัฐบาลเนเธอร์แลนด์ได้ปรับลดส่วนลดภาษีรถยนต์สำหรับรถไร้มลพิษจากร้อยละ 75 ในปี 2568 เหลือร้อยละ 30 ในปี 2569 และกำหนดให้รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) ต้องชำระภาษีในอัตราปกติตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป ซึ่งอาจส่งผลให้ผู้บริโภคบางส่วนชะลอการตัดสินใจซื้อในระยะต่อไป 

แนวโน้มการเติบโตของรถยนต์มือสองเป็นโอกาสสำหรับสินค้าไทยกลุ่มชิ้นส่วนและอุปกรณ์ยานยนต์ โดยเฉพาะสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการใช้งานระยะยาวของรถ เช่น ยางนอกชนิดอัดลม อุปกรณ์ตกแต่ง อะไหล่สิ้นเปลือง และผลิตภัณฑ์ดูแลรักษารถยนต์ เนื่องจากโครงสร้างตลาดเนเธอร์แลนด์มีรถยนต์อายุค่อนข้างสูง และผู้บริโภคมีแนวโน้มยืดอายุการใช้งานมากกว่าการเปลี่ยนรถใหม่ นอกจากนี้ ท่าเรือรอตเทอร์ดัมยังเป็นท่าเรือใหญ่ที่สุดในยุโรปและเป็นจุดกระจายสินค้าสำคัญของยุโรป ทำให้เนเธอร์แลนด์ไม่ได้เป็นแค่ตลาดบริโภคในประเทศ แต่ยังเป็นฐาน re-export และ regional distribution hub ได้ด้วย

 

 

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงเฮก

เมษายน 2569

Share :
Instagram