fb
เนเธอร์แลนด์เผชิญแรงกดดันเศรษฐกิจ 3 ด้าน : ค่าขนส่งสูง กำลังซื้อชะลอ กฎระเบียบเข้มงวด

เนเธอร์แลนด์เผชิญแรงกดดันเศรษฐกิจ 3 ด้าน : ค่าขนส่งสูง กำลังซื้อชะลอ กฎระเบียบเข้มงวด

โดย
Busara
ลงเมื่อ 02 เมษายน 2569 15:13
สคต. ณ กรุงเฮก (เนเธอร์แลนด์) (TTC, The Hague (Netherlands))
5

เนเธอร์แลนด์กำลังเผชิญแรงกดดันทางเศรษฐกิจและการค้ารอบใหม่ จากปัจจัยที่เกิดขึ้นพร้อมกันในหลายมิติ ทั้งด้านต้นทุนโลจิสติกส์ กำลังซื้อภายในประเทศ และการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบการนำเข้าของสหภาพยุโรป  โดยสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางได้ส่งผลให้ค่าระวางเรือและต้นทุนพลังงานปรับตัวเพิ่มขึ้นอีกระลอก ซึ่งส่งผลกระทบต่อเส้นทางขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ และเริ่มส่งผ่านมายังราคาสินค้าในตลาดยุโรป รวมถึงเนเธอร์แลนด์ที่มีบทบาทเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์สำคัญของภูมิภาค โดยมีรายงานถึงแรงกดดันด้านค่าขนส่งและราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ข้อมูลจาก De Nederlandsche Bank จะชี้ว่าเนเธอร์แลนด์มีความเชื่อมโยงทางการค้ากับตะวันออกกลางในสัดส่วนไม่สูง แต่ผลกระทบทางอ้อมผ่านต้นทุนพลังงานและห่วงโซ่อุปทานกลับมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ผู้นำเข้าเริ่มชะลอคำสั่งซื้อ และบริหารจัดการสินค้าคงคลังอย่างระมัดระวังมากขึ้น

ในด้านอุปสงค์ ภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศยังคงมีแนวโน้นอ่อนแรงลง ผู้บริโภคมีความกังวลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจและมีพฤติกรรมการใช้จ่ายที่มีความระมัดะวังมากขึ้น โดยเฉพาะสินค้าฟุ่มเฟือย ขณะเดียวกันข้อมูลด้านการเงินครัวเรือนยังสะท้อนพฤติกรรม “การเพิ่มการออมเพื่อลดความเสี่ยง” โดย De Nederlandsche Bank ระบุว่า มูลค่าเงินออมของครัวเรือนดัตช์ยังอยู่ในระดับสูงกว่า 5 แสนล้านยูโร และสูงกว่าการลงทุนในหลักทรัพย์อย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่อัตราการออมของครัวเรือนอยู่ในช่วงประมาณร้อยละ 16–17 ของรายได้      ซึ่งสะท้อนว่าผู้บริโภคยังคงเก็บเงินสำรอง รักษาสภาพคล่อง และชะลอการใช้จ่ายในภาวะที่มีความไม่แน่นอนสูง

พฤติกรรมดังกล่าวมีความต่อเนื่องจากช่วงก่อนหน้า โดยในปี 2025 ครัวเรือนดัตช์มีเงินออมสะสมในระบบธนาคารสูงเป็นประวัติการณ์กว่า 5.17 แสนล้านยูโร แม้ว่าผลตอบแทนจากดอกเบี้ยจะอยู่ในระดับต่ำ สะท้อนถึงแนวโน้มที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสภาพคล่องและความมั่นคงทางการเงิน มากกว่าการใช้จ่ายหรือการลงทุนในระยะสั้น ขณะเดียวกันแม้ค่าใช้จ่ายบางด้าน เช่น ค่าไฟฟ้าและก๊าซในปี 2026 จะเริ่มปรับลดลงเล็กน้อย แต่ยังไม่เพียงพอที่จะกระตุ้นการใช้จ่ายโดยรวมได้อย่างมีนัยสำคัญ

ในด้านกฎระเบียบ สหภาพยุโรปได้เดินหน้าปฏิรูประบบศุลกากรครั้งสำคัญ โดยมุ่งควบคุมการนำเข้าสินค้าผ่าน e-commerce ซึ่งมีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยในปี 2024 มีพัสดุมูลค่าต่ำกว่า 150 ยูโรกว่า 4.6 พันล้านชิ้นเข้าสู่สหภาพยุโรป มาตรการใหม่เตรียมยกเลิกการยกเว้นภาษีสำหรับสินค้ากลุ่มดังกล่าว และกำหนดให้แพลตฟอร์มออนไลน์ต้องรับผิดชอบในฐานะ “ผู้นำเข้า” อย่างเต็มรูปแบบ ส่งผลให้ผู้นำเข้าในยุโรป รวมถึงเนเธอร์แลนด์ ต้องเพิ่มความเข้มงวดในการคัดเลือกซัพพลายเออร์และการตรวจสอบมาตรฐานสินค้า

ในขณะเดียวกัน หน่วยงานศุลกากรของเนเธอร์แลนด์ ได้เร่งพัฒนาระบบตรวจสอบสินค้าแบบอัตโนมัติผ่านระบบ CERTEX ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มดิจิทัลของสหภาพยุโรปที่เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานศุลกากรกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านการออกใบอนุญาตและใบรับรองสินค้า โดยระบบดังกล่าวสามารถตรวจสอบความถูกต้องของเอกสาร เช่น ใบอนุญาตนำเข้า ใบรับรองสุขอนามัย และมาตรฐานสินค้า ได้แบบเรียลไทม์ก่อนการปล่อยสินค้า ส่งผลให้กระบวนการนำเข้ามีความโปร่งใสและเข้มงวดมากยิ่งขึ้น การใช้ระบบดังกล่าวจะทำให้ข้อผิดพลาดด้านเอกสาร เช่น ข้อมูลไม่ครบ รหัสสินค้าไม่สอดคล้อง หรือใบรับรองไม่ตรงประเภท สามารถถูกตรวจพบได้ทันที และอาจส่งผลให้สินค้าไม่สามารถผ่านพิธีการศุลกากรได้

เมื่อพิจารณาภาพรวม จะเห็นได้ว่าเนเธอร์แลนด์กำลังเผชิญ “แรงกดดันเชิงโครงสร้างใน 3 มิติพร้อมกัน” ได้แก่ ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น กำลังซื้อที่อ่อนตัว และกฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้น ซึ่งกำลังเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้นำเข้าไปสู่การบริหารความเสี่ยงในทุกมิติ ทั้งด้านราคา การบริหารสินค้าคงคลัง และการปฏิบัติตามกฎระเบียบ ส่งผลให้รูปแบบการแข่งขันในตลาดนำเข้าเปลี่ยนจากการเน้นราคา ไปสู่การให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถือ ความโปร่งใส และความสามารถในการปฏิบัติตามมาตรฐานของซัพพลายเออร์มากยิ่งขึ้น

 

บทวิเคราะห์และความเห็น สคต. 

 

ภายใต้บริบทเศรษฐกิจโลกที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง ทั้งจากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ ต้นทุนพลังงานที่ผันผวน และการปรับนโยบายการค้าของสหภาพยุโรป เนเธอร์แลนด์ในฐานะศูนย์กลางการนำเข้าสินค้าและกระจายสินค้าในยุโรป กำลังสะท้อน “ทิศทางใหม่ของตลาดยุโรป” ได้อย่างชัดเจน โดยสถานการณ์ล่าสุดสะท้อนว่า แรงกดดันทางเศรษฐกิจเป็นผลมาจากหลายปัจจัยที่เกิดขึ้นพร้อมกันและส่งผลต่อทั้งอุปทานและอุปสงค์อย่างมีนัยสำคัญ

ในเชิงโครงสร้าง ตลาดเนเธอร์แลนด์กำลังเปลี่ยนจาก “ตลาดที่ขับเคลื่อนด้วยราคา” ไปสู่ “ตลาดที่ขับเคลื่อนด้วยการบริหารความเสี่ยง” โดยผู้นำเข้าต้องรับมือกับต้นทุนโลจิสติกส์ที่ไม่แน่นอน กำลังซื้อผู้บริโภคที่ชะลอตัว และกฎระเบียบที่เข้มงวดมากขึ้น ส่งผลให้กระบวนการคัดเลือกสินค้าและซัพพลายเออร์มีความรอบคอบมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ปัจจัยด้านราคาเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพออีกต่อไป แต่ต้องพิจารณาควบคู่กับความน่าเชื่อถือ ความสม่ำเสมอในการส่งมอบสินค้า ความพร้อมด้านเอกสาร และการปฏิบัติตามกฎระเบียบ

ในด้านอุปสงค์ แม้ว่าผู้บริโภคชาวดัตช์จะมีแนวโน้มระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น แต่ระดับเงินออมที่ยังคงอยู่ในระดับสูงสะท้อนว่ากำลังซื้อโดยรวมยังคงมีอยู่ เพียงแต่ถูกใช้จ่ายอย่างระมัดระวังมากขึ้น ส่งผลให้สินค้าที่มีศักยภาพในตลาด ได้แก่ สินค้าที่มีความคุ้มค่า (value for money) สินค้าที่ตอบโจทย์ด้านสุขภาพ และสินค้าที่มีขนาดหรือราคาที่เอื้อต่อการตัดสินใจซื้อได้ง่าย รวมถึงสินค้าที่สามารถพัฒนาเป็นรูปแบบ private label สำหรับผู้ค้าปลีกยุโรป

ในระยะต่อไป ผู้ประกอบการไทยควรปรับแนวทางการดำเนินธุรกิจให้สอดคล้องกับบริบทของตลาดที่ให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงมากขึ้น โดยมุ่งเน้นการพัฒนาสินค้าให้มีความคุ้มค่าและตอบสนองพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป ควบคู่กับการบริหารต้นทุนและกระบวนการส่งมอบให้มีประสิทธิภาพและมีความน่าเชื่อถือ ตลอดจนการยกระดับมาตรฐานสินค้าและความพร้อมด้านเอกสารที่เกี่ยวข้อง เช่น การแสดงฉลากสินค้า การทดสอบผลิตภัณฑ์ และระบบการตรวจสอบย้อนกลับ (traceability) ให้เป็นไปตามข้อกำหนดของสหภาพยุโรปอย่างครบถ้วน

 

 

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงเฮก

Share :
Instagram