
ภายใต้เป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รัฐบาลเนเธอร์แลนด์ได้กำหนดทิศทางการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบคมนาคมพลังงานสะอาดอย่างชัดเจน โดยตั้งเป้าว่ารถยนต์นั่งใหม่ทั้งหมดจะต้องเป็นยานยนต์ที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ภายในปี ค.ศ. 2030 พร้อมคาดการณ์ว่าจะมีรถยนต์ไฟฟ้าส่วนบุคคลเกือบสองล้านคันใช้งานอยู่บนท้องถนนในช่วงเวลาดังกล่าว การบรรลุเป้าหมายนี้จึงจำเป็นต้องอาศัยทั้งการวางรากฐานเชิงนโยบายและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับอย่างเป็นระบบควบคู่กันไป
เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในภาคการคมนาคม รัฐบาลร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่น ภาคเอกชน และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้จัดทำ Dutch National Charging Infrastructure Agenda ภายใต้การประสานงานของ Netherlands Enterprise Agency เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์การลงทุน การวางผังสถานีชาร์จ และการพัฒนาเทคโนโลยีรองรับการเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้าในระยะยาว วาระดังกล่าวถูกออกแบบให้เป็นความร่วมมือเชิงระบบระหว่างภาครัฐและเอกชน โดยมุ่งสร้างเครือข่ายสถานีชาร์จที่มีจำนวนเพียงพอ กระจายตัวอย่างเหมาะสม และเชื่อมต่อกับโครงข่ายพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่เพียงเพิ่มจุดชาร์จตามถนนสาธารณะเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมพื้นที่เอกชน อาคารสำนักงาน ศูนย์การค้า และที่พักอาศัย เพื่อให้การชาร์จรถยนต์ไฟฟ้ากลายเป็นบริการพื้นฐานในชีวิตประจำวัน
หัวใจสำคัญของแผนนี้คือการทำให้การใช้รถยนต์ไฟฟ้าไม่มีข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน การวางตำแหน่งสถานีชาร์จจึงอาศัยข้อมูลเชิงพื้นที่ รูปแบบการเดินทาง และพฤติกรรมผู้ใช้งานจริง ควบคู่กับการผลักดันเทคโนโลยีการชาร์จอัจฉริยะซึ่งช่วยปรับการใช้พลังงานให้เหมาะสมกับภาระของระบบไฟฟ้า ลดความเสี่ยงด้านเสถียรภาพพลังงาน และสนับสนุนการใช้พลังงานหมุนเวียนมากขึ้น ขณะเดียวกันยังมีการกำหนดมาตรฐานด้านกายภาพและไซเบอร์เพื่อให้ระบบมีความปลอดภัยและน่าเชื่อถือในระยะยาว
ผลจากการดำเนินนโยบายอย่างต่อเนื่องทำให้โครงสร้างพื้นฐานการชาร์จของประเทศขยายตัวอย่างก้าวกระโดด โดยจำนวนจุดชาร์จสาธารณะเพิ่มขึ้นจากประมาณ 63,000 จุดในปี 2020 เป็นราว 181,000 จุดในปี 2024 และเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจนเกือบ 210,000 จุดในปี 2025 หรือมากกว่าสามเท่าภายในเวลาเพียงห้าปี โครงสร้างดังกล่าวประกอบด้วยจุดชาร์จแบบช้าและกึ่งเร็วตามถนนและพื้นที่สาธารณะเป็นสัดส่วนหลักกว่าร้อยละ 80 ขณะที่สถานีชาร์จความเร็วสูงตามทางหลวงและเส้นทางหลักมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว คิดเป็นหลายพันจุดทั่วประเทศ เพื่อรองรับการเดินทางระยะไกล อัตราการเพิ่มจุดชาร์จเฉลี่ยราว 35,000 จุดต่อปีถือว่าสูงที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรป และเมื่อเทียบกับจำนวนยานยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจากราว 270,000 คันในปี 2020 เป็นเกือบ 1.2 ล้านคันในปี 2025 จะพบว่าสัดส่วนจุดชาร์จต่อรถยังคงอยู่ในระดับที่เอื้อต่อการใช้งานจริง ลดปัญหาความแออัดและความกังวลด้านระยะทางได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ควบคู่กับการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน รัฐบาลยังใช้มาตรการจูงใจทางภาษีและการลดค่าธรรมเนียมต่าง ๆ เป็นเครื่องมือหลักในการเร่งการยอมรับรถยนต์ไฟฟ้า ในระยะแรกมีการยกเว้นภาษีจดทะเบียนรถยนต์ (BPM) สำหรับรถปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ ลดภาษีการใช้รถของบริษัทในอัตราที่ต่ำกว่ารถทั่วไปอย่างมาก และยกเว้นภาษีถนนประจำปี ทำให้ต้นทุนการครอบครอง EV ต่ำกว่ารถยนต์เครื่องยนต์สันดาปอย่างชัดเจน เมื่อจำนวนผู้ใช้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว รัฐบาลได้ทยอยปรับลดระดับสิทธิประโยชน์บางส่วนเพื่อควบคุมภาระงบประมาณ เช่น การค่อย ๆ นำภาษีถนนกลับมาในอัตราที่ต่ำกว่ารถใช้น้ำมัน และการปรับอัตราภาษีรถบริษัทให้สูงขึ้นตามลำดับ แต่ยังคงรักษาความได้เปรียบด้านต้นทุนให้รถไฟฟ้า พร้อมกับการสนับสนุนเงินอุดหนุนสำหรับรถไฟฟ้าราคาประหยัดในกลุ่มผู้บริโภคทั่วไป
ผลจากการวางรากฐานเชิงนโยบายและโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าวเริ่มปรากฏอย่างชัดเจนในปี 2025 ตามรายงานของ European Alternative Fuels Observatory ซึ่งระบุว่า เนเธอร์แลนด์ ยังคงเป็นหนึ่งในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าที่เติบโตเร็วที่สุดในยุโรป โดยในปีดังกล่าว รถยนต์ไฟฟ้าล้วนหรือ BEV มียอดจดทะเบียนกว่า 156,000 คัน เพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 18 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ขณะที่รถปลั๊กอินไฮบริดหรือ PHEV มียอดจดทะเบียนกว่า 34,000 คัน เพิ่มขึ้นเกือบร้อยละ 40 เมื่อรวมรถยนต์ไฟฟ้าทั้งสองประเภทเข้าด้วยกัน พบว่ามีสัดส่วนเกือบครึ่งหนึ่งของยอดรถใหม่ทั้งหมดในประเทศ ซึ่งถือเป็นระดับการยอมรับที่สูงมากเมื่อเทียบกับหลายประเทศในยุโรป แนวโน้มการเติบโตนี้ยังขยายไปยังยานยนต์พาณิชย์ โดยเฉพาะรถตู้ไฟฟ้าและรถบรรทุกไฟฟ้า แม้ตลาดรถบรรทุกโดยรวมจะชะลอตัว แต่จำนวนรถไฟฟ้าในภาคโลจิสติกส์กลับเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว สะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านของระบบขนส่งสินค้าไปสู่รูปแบบที่ปล่อยคาร์บอนต่ำมากขึ้นควบคู่ไปกับการขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐานการชาร์จที่ได้รับแรงหนุนสำคัญจากการลงทุนของภาคเอกชน โดยเฉพาะผู้ให้บริการสถานีชาร์จความเร็วสูงอย่าง Fastned ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการทำให้การเดินทางระยะไกลด้วยรถยนต์ไฟฟ้าเป็นเรื่องสะดวกมากขึ้น
สถานีชาร์จของบริษัทถูกติดตั้งตามทางหลวงและเส้นทางหลักทั่วประเทศ พร้อมกำลังไฟสูงที่สามารถชาร์จรถได้ภายในเวลาไม่กี่สิบนาที ช่วยเสริมเครือข่ายสถานีชาร์จสาธารณะให้มีทั้งความครอบคลุมและความรวดเร็ว อีกทั้งบริษัทยังประกาศแผนขยายเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าจำนวนสถานีมากกว่า 500 แห่งภายในปี 2026 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานการชาร์จยังคงเดินหน้าอย่างเข้มข้นหลังจากตลาดเข้าสู่ช่วงเติบโตเต็มตัวแล้ว การพัฒนาดังกล่าวยังสอดคล้องกับกรอบนโยบายระดับภูมิภาคของ สหภาพยุโรป ภายใต้กฎระเบียบใหม่ว่าด้วยโครงสร้างพื้นฐานเชื้อเพลิงทางเลือก หรือ AFIR ซึ่งกำหนดให้ประเทศสมาชิกต้องติดตั้งสถานีชาร์จความเร็วสูงอย่างน้อยทุก ๆ 60 กิโลเมตรตามเครือข่ายถนนหลักของยุโรปภายในสิ้นปี 2025 โดยสถานีสำหรับรถยนต์นั่งส่วนบุคคลจะต้องมีกำลังไฟขั้นต่ำ 150 กิโลวัตต์ต่อจุด และสามารถขยายกำลังรวมของสถานีได้สูงถึง 400 กิโลวัตต์ ขณะที่ยานยนต์พาณิชย์อย่างรถบรรทุกและรถบัสจะต้องมีสถานีเฉพาะกำลังสูงอย่างน้อย 350 กิโลวัตต์ เพื่อรองรับการขนส่งระยะไกลที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ
ในเขตเมือง กฎระเบียบยังส่งเสริมการติดตั้งเครื่องชาร์จแบบกระแสสลับกำลัง 11–22 กิโลวัตต์อย่างแพร่หลาย ซึ่งสามารถเพิ่มระยะทางวิ่งได้ราว 40–120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ช่วยให้การชาร์จในชีวิตประจำวันเป็นเรื่องสะดวกมากขึ้น แนวทางดังกล่าวทำให้โครงข่ายการชาร์จของยุโรปมีความต่อเนื่องทั้งในเขตเมืองและเส้นทางระยะไกล โดยปัจจุบันมากกว่าร้อยละ 70 ของประชากรในสหภาพยุโรปอาศัยอยู่ไม่เกินหนึ่งกิโลเมตรจากจุดชาร์จไฟฟ้า และประเทศที่มีการติดตั้งหนาแน่นสูงสุด ได้แก่ เนเธอร์แลนด์ เยอรมนี และ ฝรั่งเศส ซึ่งสะท้อนถึงบทบาทนำของเนเธอร์แลนด์ในฐานะหนึ่งในศูนย์กลางโครงสร้างพื้นฐาน EV ของภูมิภาค นอกจากจำนวนสถานีที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วแล้ว ประเทศยังให้ความสำคัญกับการบูรณาการโครงสร้างพื้นฐานการชาร์จเข้ากับโครงข่ายไฟฟ้าแห่งชาติผ่านระบบการจัดการพลังงานอัจฉริยะที่สามารถปรับช่วงเวลาการชาร์จให้สอดคล้องกับภาระไฟฟ้าและปริมาณพลังงานหมุนเวียนในแต่ละช่วงเวลา แนวทางดังกล่าวช่วยลดความเสี่ยงด้านการใช้ไฟฟ้าช่วงพีค เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานจากลมและแสงอาทิตย์ และทำให้การเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้าในปี 2025 สามารถต่อยอดไปสู่การขยายตัวในปีต่อ ๆ ไปได้โดยไม่กระทบต่อเสถียรภาพของระบบพลังงาน ส่งผลให้การดำเนินนโยบายระดับชาติของเนเธอร์แลนด์สนับสนุนการเชื่อมโยงเครือข่ายคมนาคมทั้งภายในประเทศและภูมิภาคยุโรป
บทวิเคราะห์และความเห็น สคต.
จากการขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐานยานยนต์ไฟฟ้าใน เนเธอร์แลนด์ สะท้อนให้เห็นว่าประเทศดังกล่าวก้าวสู่การเป็นตลาดต้นแบบด้านคมนาคมพลังงานสะอาดที่มีโครงข่ายสถานีชาร์จไฟฟ้าครบวงจรที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรป ความสำเร็จนี้เกิดจากการวางยุทธศาสตร์เชิงระบบที่เชื่อมโยงนโยบายภาครัฐ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และกลไกตลาดเข้าด้วยกันอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะแนวคิด “โครงสร้างพื้นฐานนำตลาด” ที่รัฐลงทุนรองรับล่วงหน้าก่อนความต้องการขยายตัวเต็มที่ ควบคู่กับการมีส่วนร่วมของภาคเอกชน ส่งผลให้ระบบชาร์จมีความครอบคลุม เชื่อถือได้ และรองรับการใช้งานจริงในวงกว้าง
ในภาพรวม ยุโรปกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้าอย่างชัดเจนภายใต้นโยบายระยะยาวของ สหภาพยุโรป ประกอบกับต้นทุนแบตเตอรี่ที่ลดลง ทำให้ EV กลายเป็นทิศทางหลักของตลาดโลกและหนุนความต้องการด้านโครงสร้างพื้นฐานและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง
สำหรับ ประเทศไทย แนวโน้มดังกล่าวเป็นโอกาสสำคัญในการเชื่อมโยงอุตสาหกรรมชิ้นส่วนเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน EV โดยเฉพาะอุปกรณ์ชาร์จไฟฟ้า ระบบไฟฟ้าแรงสูง และเทคโนโลยีอัจฉริยะ อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการไทยต้องเร่งยกระดับมาตรฐานและนวัตกรรมให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของยุโรป เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพและเทคโนโลยีขั้นสูง พร้อมต่อยอดบทเรียนจากเนเธอร์แลนด์สู่การพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของไทยอย่างยั่งยืนในระยะยาว
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงเฮก