

ตลาดข้าวออร์แกนิคในจีนกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว เนื่องจากผู้บริโภคหันมาใส่ใจสุขภาพและความปลอดภัยของอาหารมากขึ้น โดยจีนเป็นทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคข้าวรายใหญ่ที่สุดในโลก แม้ข้าวออร์แกนิคจะมีสัดส่วนไม่มากเมื่อเทียบกับตลาดข้าวโดยรวม แต่มีอัตราการเติบโตสูงกว่า โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ เช่น ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ และเซินเจิ้น
ปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนตลาด ได้แก่ มาตรฐานการรับรองออร์แกนิคของจีน (China Organic Product Certification) ที่เข้มงวดขึ้น ชนชั้นกลางที่ขยายตัว และความกังวลเรื่องสารปนเปื้อนในข้าวทั่วไป
แหล่งผลิตหลักของจีนอยู่ที่มณฑลเฮยหลงเจียง (โดยเฉพาะหุบเขาแม่น้ำซ่งฮวา) จี๋หลิน และยูนนาน ซึ่งมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับการปลูกข้าวอินทรีย์
ช่องทางจำหน่ายหลัก ได้แก่ ซูเปอร์มาร์เก็ตระดับไฮเอนด์ เช่น Ole และ Hema เป็นต้น และแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซอย่าง Tmall และ JD.com ซึ่งมีส่วนแบ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ราคาข้าวออร์แกนิคในจีนมักสูงกว่าข้าวทั่วไป 2-5 เท่า ความท้าทายของตลาดคือ ต้นทุนการรับรองที่สูง ปัญหาการปลอมแปลงฉลาก และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ต้องสร้างอย่างต่อเนื่อง
สำหรับผู้ส่งออกข้าวออร์แกนิคของไทย ตลาดจีนถือเป็นโอกาสที่ใหญ่และน่าสนใจมาก โดยเฉพาะเมื่อสอดคล้องกับเทรนด์สุขภาพและความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้นในเมืองใหญ่ของจีน ซึ่งข้อควรรู้สำหรับผู้ส่งออกข้าวออร์แกนิคไทยมายังจีน มีดังนี้
ข้อกำหนดสำหรับการนำเข้าข้าวออร์แกนิคจากไทยมายังจีน
1. คุณสมบัติและการลงทะเบียน
1.1 โรงสีที่ดำเนินการผลิตข้าวออร์แกนิคของประเทศไทยต้องจดทะเบียนกับสำนักงานศุลกากรจีน (GACC)
1.2 ผู้ส่งออก/ตัวแทนจำหน่ายข้าวออร์แกนิคของประเทศไทย จำเป็นต้องลงทะเบียนกับสำนักงานศุลกากรจีน (GACC)
1.3 ผู้นำเข้าจีนจำเป็นต้องดำเนินการลงทะเบียนผู้รับสินค้าอาหารนำเข้า
1.4 การนำเข้าข้าวมีการควบคุมด้วยระบบโควตา อัตราภาษีในโควตาอยู่ที่ร้อยละ 1 ส่วนอัตราภาษีนอกโควตาอยู่ที่ร้อยละ 65 (สำหรับ Milled Rice)
2. การรับรองออร์แกนิค
2.1 การบังคับรับรองออร์แกนิคจีน ใบรับรองออร์แกนิคของประเทศไทยไม่ได้รับการยอมรับในจีน ต้องยื่นขอใบรับรองผลิตภัณฑ์ออร์แกนิคของจีน (บังคับใช้กฎเกณฑ์ฉบับปรับปรุงใหม่ ตั้งแต่ปี 2569)
2.2 มาตรฐานการรับรอง จะต้องสอดคล้องกับชุดมาตรฐาน GB/T 19630 พื้นที่เพาะปลูกต้องผ่านระยะเปลี่ยนผ่าน 24 เดือน ห้ามใช้ปุ๋ย สารเคมี ยาฆ่าแมลงเคมี และพันธุ์ดัดแปลงพันธุกรรม (GMO)
2.3 ข้อกำหนดฉลากสินค้า หลังจากได้รับใบรับรอง สามารถพิมพ์คำว่า "ออร์แกนิค" และสัญลักษณ์ออร์แกนิคของจีนบนบรรจุภัณฑ์ได้ หากมีโลโก้หรือข้อความรับรองออร์แกนิคของไทยอยู่เดิม ต้องปิดทับหรือลบออก
3. เอกสารประกอบที่จำเป็นต้องแนบมาด้วย
3.1 ใบรับรองทางการของรัฐบาล ดังนี้
- ใบรับรองตรวจสอบพืช (ออกโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์)
- ใบรับรองรมควันกำจัดศัตรูพืช
- ใบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า (ออกโดยกรมการค้าต่างประเทศ)
- รายงานผลตรวจวัดสารตกค้างยาฆ่าแมลงและโลหะหนัก (ต้องสอดคล้องกับมาตรฐาน GB 2762 และ GB 2763 ของจีน)
3.2 เอกสารทางการค้า ดังนี้
- สัญญาซื้อขาย
- ใบแจ้งหนี้
- ใบตราส่งสินค้า
- ใบบรรจุสินค้า
- ตัวอย่างฉลากสินค้าภาษาจีน
4. ข้อกำหนดฉลากสินค้าภาษาจีน
4.1 ข้อมูลที่จำเป็นต้องระบุบนฉลาก ได้แก่ ชื่อผลิตภัณฑ์ แหล่งกำเนิด ขนาดบรรจุ วันที่ผลิต วันหมดอายุ ตารางส่วนผสม ข้อมูลผู้นำเข้า สัญลักษณ์และหมายเลขใบรับรองออร์แกนิค
4.2 บรรจุภัณฑ์ภายนอกต้องพิมพ์ข้อความว่า "ผลิตภัณฑ์นี้ส่งออกไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน"
5. การตรวจสอบสุขอนามัยพืชและการกำกับดูแล
5.1 การตรวจสอบที่ด่านศุลกากร โดยจะมีการตรวจสอบความถูกต้องของเอกสาร ฉลาก และบรรจุภัณฑ์ พร้อมสุ่มตรวจสารตกค้างยาฆ่าแมลง โลหะหนัก และสารพิษจากเชื้อรา
5.2 การกำกับดูแลภายหลังนำเข้า โดยผู้นำเข้าต้องจัดทำระบบติดตามแหล่งกำเนิดสินค้า และให้ความร่วมมือกับหน่วยงานกำกับดูแลตลาดในการตรวจสอบ
6. ประเด็นสำคัญสำหรับกฎระเบียบใหม่ปี2569
6.1 กฎเกณฑ์การรับรองออร์แกนิคฉบับใหม่ (บังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569) โดยพิ่มความเข้มงวดในการควบคุมสภาพแวดล้อมพื้นที่เพาะปลูก วัสดุปัจจัยการผลิต และบันทึกข้อมูลติดตามสินค้า
6.2 เอกสารยื่นขอรับรองต้องเป็นฉบับภาษาจีน เอกสารทั้งหมดที่ใช้ยื่นขอใบรับรองจำเป็นต้องจัดทำเป็นฉบับภาษาจีน
ข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ สคต. ณ นครเฉิงตู
การส่งออกข้าวการส่งออกข้าวออร์แกนิคไทยมายังจีนมีทั้งโอกาสและความท้าทาย ดังนี้
โอกาส
1) ชื่อเสียงและความได้เปรียบด้านคุณภาพของข้าวหอมมะลิไทย (Thai Hom Mali Rice) เป็นที่รู้จักและไว้วางใจในจีนมานาน ข้าวออร์แกนิคไทยสามารถต่อยอดแบรนด์นี้ โดยเน้นจุดขายด้านรสชาติหอม นุ่ม และปลูกแบบธรรมชาติ ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการอาหารปลอดภัยและพรีเมียมของผู้บริโภคจีน
2) การใช้ช่องทางอีคอมเมิร์ซและโซเชียลมีเดีย อาทิ แพลตฟอร์ม Tmall Global , JD Worldwide , Douyin (TikTok) และ Little Red Book เป็นช่องทางที่ไทยสามารถเข้าถึงผู้บริโภคปลายทางโดยตรง โดยใช้การไลฟ์สดหรือรีวิวจาก KOL เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือเรื่องออร์แกนิค ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมการซื้อออนไลน์ของคนจีนหลังโควิด
3) กลุ่มผู้บริโภคระดับพรีเมียมที่จ่ายสูงได้ เนื่องจากข้าวออร์แกนิคจีนมีราคาสูงกว่าข้าวทั่วไป 2-5 เท่า และผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพ (เช่น คุณแม่ กลุ่มคนทำงานในเซี่ยงไฮ้ ปักกิ่ง) ยินดีจ่ายเพิ่มเพื่อความปลอดภัยและรสชาติที่ดีกว่า ดังนั้น ไทยสามารถตั้งราคา premium ได้
4) การสร้างโอกาสโดยการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่มีชื่อเสียงในจีน เช่น SIAL China เพื่อจับคู่ธุรกิจกับผู้นำเข้าที่มีศักยภาพ หรือร่วมมือกับบริษัทจีนที่เชี่ยวชาญด้านการนำเข้าออร์แกนิค
ความท้าทาย
1) การแข่งขันสูง จีนสามารถผลิตข้าวออร์แกนิคในมณฑลเฮยหลงเจียงและยูนนาน ดังนั้นไทยต้องเน้น ความหอม นุ่ม และเรื่องราวของแหล่งปลูก เช่น ข้าวออร์แกนิคจาก จ.ยโสธร หรือ จ.กาฬสินธุ์ เป็นต้น
2) การปลอมแปลงและการสร้างความเชื่อถือ จะต้องมีระบบ traceability ที่โปร่งใส เช่น ใช้ QR Code ที่สแกนดูข้อมูลแหล่งปลูก กระบวนการรับรอง และผลตรวจสารตกค้าง อย่างไรก็ตาม โอกาสของไทยดีมาก โดยเฉพาะหากเน้นกลุ่มพรีเมียม เล่าเรื่องราวของข้าวไทยอย่างสร้างสรรค์ และใช้แพลตฟอร์มออนไลน์เป็นช่องทางหลัก โดยเริ่มจากการทดลองตลาดด้วยปริมาณน้อย แต่เน้นการรับรองมาตรฐานให้ชัดเจน
---------------------------------------------
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครเฉิงตู
มิถุนายน 2569
แหล่งข้อมูล :
https://www.ccicthai.com/archives/product/certificate?use_xbridge3=true&loader_name=forest&need_sec_link=1&sec_link_scene=im&theme=light
https://www.hpbaoguan.com/xwdt/dazong/tgdami.html?use_xbridge3=true&loader_name=forest&need_sec_link=1&sec_link_scene=im&theme=light
http://jx.people.com.cn/n2/2025/0927/c186330-41365878.html
https://wenku.foodmate.net/2025/09/134963.html