
เมื่อเดือนที่ผ่านมา หน่วยงาน Directorate for EU Affairs ของกระทรวงการต่างประเทศตุรกี ได้เผยแพร่ประกาศเรื่องกฎระเบียบว่าด้วยบรรจุภัณฑ์และขยะบรรจุภัณฑ์ของสหภาพยุโรป หรือ Packaging and Packaging Waste Regulation (PPWR) ซึ่งมีผล "บังคับใช้โดยตรง" (Directly Applicable) ในทุกประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปโดยไม่ต้องรอการตรากฎหมายภายในประเทศมาสอดรับ โดยมีผลกระทบต่อผู้ประกอบการเกือบทุกภาคส่วนที่มีวางสินค้าในตลาดสหภาพยุโรป ไม่จำกัดเฉพาะผู้ผลิตรรจุภัณฑ์ แต่รวมถึงเจ้าของสินค้า ผู้ผลิต ผู้นำเข้า และผู้จัดจำหน่าย
คำว่า“บรรจุภัณฑ์”ภายใต้กฎระเบียบ PPWR มีความหมายกว้าง ครอบคลุมสิ่งของใดๆ ที่ใช้บรรจุ ปกป้อง จัดการ ขนส่ง หรือแสดงสินค้า ตั้งแต่ขวด กระป๋อง กล่องสินค้า พาเลท ถุงชา ถุงกาแฟ ไปจนถึงสติกเกอร์บนผลไม้ และภาชนะบริการ เช่น แก้วกาแฟ หรือถุงหิ้วที่บรรจุสินค้า ณ จุดจำหน่าย ทั้งนี้ ครอบคลุมบรรจุภัณฑ์ปฐมภูมิ บรรจุภัณฑ์รอง บรรจุภัณฑ์ขนส่ง รวมถึงบรรจุภัณฑ์ e-commerce โดยบางข้อกำหนดมีผลเฉพาะวัสดุสัมผัสอาหาร ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับผู้ส่งออกสินค้าเกษตรและอาหาร
เหตุผลของการออกกฎหมายคือ สหภาพยุโรปมีกรอบกฎหมายด้านบรรจุภัณฑ์มาตั้งแต่ปี 1990 อย่างไรก็ดี ปริมาณขยะบรรจุภัณฑ์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2021 พลเมืองสหภาพยุโรปได้สร้างขยะบรรจุภัณฑ์เฉลี่ยประมาณ 188 กิโลกรัมต่อคนต่อปี ขณะที่ขีดความสามารถในการจัดการขยะไม่ได้เพิ่มขึ้นในอัตราเดียวกัน นอกจากนี้ ประเทศสมาชิกบางประเทศได้ออกมาตรการเฉพาะของตน เช่น การห้ามใช้พลาสติกบางประเภทหรือกำหนดเป้าหมาย การใช้ซ้ำ ส่งผลให้เกิดความแตกต่างของกฎระเบียบในตลาดเดียว สหภาพยุโรปจึงปรับปรุงกฎหมายเป็น Regulation เพื่อสร้างความสอดคล้องและเพิ่มประสิทธิภาพการลดขยะ และการรีไซเคิล
กฎระเบียบนี้ไม่ใช่เพียงมาตรฐานความสมัครใจ แต่เป็น "เงื่อนไขบังคับ" หากไม่ปฏิบัติตาม บรรจุภัณฑ์ และสินค้าภายในจะถูกปฏิเสธการเข้าสู่ตลาดหรือถูกเรียกคืนจากชั้นวางทันที กฎระเบียบ PPWR กำหนดเกณฑ์มาตรฐานทางเทคนิคที่เข้มงวด โดยมีเนื้อหาหลักๆ ดังนี้
1. Recyclability by Design ภายในปี 2030 บรรจุภัณฑ์ทั้งหมดต้องออกแบบให้รีไซเคิลได้จริง โดยจะมีการจัดระดับความสามารถในการรีไซเคิล (Recyclability Grades) หากได้รับเกรดต่ำจะส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องจ่ายค่าธรรมเนียมความรับผิดชอบของผู้ผลิต (EPR) ในอัตราที่สูงขึ้น
2. Recycled Content กำหนดสัดส่วนขั้นต่ำของเม็ดพลาสติกรีไซเคิลจากขยะหลังการบริโภค (Post-consumer recycled content) ในบรรจุภัณฑ์พลาสติกใหม่ โดย EU จะเผยแพร่เอกสารทางเทคนิคสำหรับการคำนวณและตรวจสอบอย่างละเอียดภายในปี 2026
3. Substances of Concern จำกัดการใช้สารที่เป็นอันตราย โดยเฉพาะสาร PFAS (Per- and Polyfluoroalkyl Substances) ตามมาตรฐาน REACH Regulation และโลหะหนักในบรรจุภัณฑ์สัมผัสอาหาร
4. การลดขนาดและคุมพื้นที่ว่างบรรจุภัณฑ์ (Minimization & Void Space) กำหนดให้บรรจุภัณฑ์มีน้ำหนักและปริมาตรต่ำที่สุดเท่าที่จำเป็น โดยบรรจุภัณฑ์ขนส่ง อีคอมเมิร์ซ และบรรจุภัณฑ์รวมหน่วย ต้องมีสัดส่วนพื้นที่ว่างไม่เกิน ร้อยละ 50 ของปริมาตรรวม และห้ามวางจำหน่ายบรรจุภัณฑ์ที่เพิ่มปริมาตรเทียม เช่น ผนังสองชั้น ก้นขวดหลอก หรือชั้นวัสดุที่ไม่จำเป็น เพื่อดึงดูดผู้บริโภคเกินจริง
5. Compostable Packaging บังคับให้บรรจุภัณฑ์บางประเภทต้องย่อยสลายได้ทางชีวภาพ (Compostable) ได้แก่ ถุงชา ซองกาแฟแบบใช้ครั้งเดียว และสติกเกอร์ติดผลไม้ เป็นต้น
กฎระเบียบนี้จะทยอยบังคับใช้ตามกรอบระยะเวลา เพื่อให้อุตสาหกรรมมีระยะเวลาในการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีการผลิต โดยเส้นตายแรกคือวันที่ 12 สิงหาคม ของปีนี้ จะเริ่มบังคับใช้เอกสารทางเทคนิคและการจำกัดสาร PFAS ในบรรจุภัณฑ์อาหาร และในปี 2028 จะเริ่มใช้ฉลากคัดแยกขยะมาตรฐานทั่ว EU และเกณฑ์บรรจุภัณฑ์ย่อยสลายได้ในบางสินค้า
ข้อคิดเห็นจากสำนักงานฯ
ถึงแม้ว่าตุรกีจะมีความตกลงด้านภาษี หรือนับเป็นส่วนหนึ่งของ Custom Union กับกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป แต่ก็มิใช่สมาชิกโดยตรงของสหภาพยุโรปที่กฎระเบียบดังกล่าวจากมีผลบังคับใช้ได้โดยตรง การเผยแพร่กฎระเบียบ PPWR ของหน่วยงานตุรกีดังกล่าว ก็เพื่อเป็นการกระตุ้นผู้ประกอบการให้เร่งตระเตรียมความพร้อมในกระบวนการผลิตตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อมิให้เสียโอกาสในตลาดยุโรปซึ่งเป็นคู่ค้าและตลาดส่งออกที่สำคัญที่สุดไป รวมทั้งน่าจะมีการปรับปรุงกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าวภายในตุรกีเองตามออกมาในภายหลัง
สำหรับในส่วนของผู้ประกอบการไทยเองนั้น ก็ควรเร่งเตรียมความพร้อมต่อกฎระเบียบ PPWR ดังกลาวด้วยเช่นกัน เพราะนอกจากจะเป็นทางรอดของธุรกิจส่งออกไทยในตลาดสหภาพยุโรปแล้ว การเปลี่ยนผ่านจาก "ภาระด้านกฎเกณฑ์" ไปสู่ “นวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืน" จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ผู้ประกอบการไทยเติบโตได้อย่างมั่นคงในเวทีการค้าโลกยุคเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างแท้จริง