
งานเจรจาจับคู่ธุรกิจความงามและสปาไทย 2026 หรือ “Thailand's Beauty and Spa Matchmaking 2026: Glow Beyond the Boundary” ซึ่งจัดขึ้นโดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ของไทย และสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงมะนิลา (สคต.) (ส่วนที่ 2) ได้ปิดฉากลงด้วยความสำเร็จงดงามเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยเมื่อวันที่ 5-8 พฤษภาคม 2569 สคต.ฯ ได้นำทัพผู้ประกอบการไทย 29 บริษัทชั้นนำของไทย เดินทางมายังไต้หวันเพื่อจัดกิจกรรมเจรจาธุรกิจและสร้างความร่วมมือด้านสินค้าความงาม เครื่องสำอางและสปา โดยตลอดระยะเวลา 4 วันนี้ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม โดยเฉพาะการจัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจที่มีอย่างเจาะลึกและแม่นยำระหว่าง 29 บริษัทชั้นนำของไทย กับ 33 ผู้ประกอบการและผู้นำเข้าสินค้าความงามและเทคโนโลยีชีวภาพ (Biotech) ของไต้หวัน โดยคาดการณ์ว่าสามารถสร้างโอกาสทางการค้าได้มากถึง 15.4 ล้านบาท ภายในระยะเวลา 1 ปี โดยผู้ประกอบการไต้หวันมีความสนใจผลิตภัณฑ์ไทยหลากหลายประเภท อาทิ เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว ผลิตภัณฑ์บำรุงผม สินค้าบรรเทาความปวดเมื่อย และยาดม
ทั้งนี้ บริษัท Pochu ซึ่งเป็นผู้นำเข้าเครื่องสำอางรายใหญ่ของไต้หวันยังได้ความรู้เกี่ยวกับเทรนด์ตลาดเครื่องสำอางของไต้หวัน รวมถึงกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าสินค้าดังกล่าวอีกด้วย โดยมองว่า ตลาดเครื่องสำอางในไต้หวันเป็นตลาดที่ผู้บริโภคมีกำลังซื้อและให้ความสำคัญกับสินค้าที่มีคุณภาพ ส่วนผสม บรรจุภัณฑ์ และ brand story และตลาดไต้หวันจะถือเป็น gateway ให้กับตลาดในเอเชียตะวันออก อาทิ จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ทั้งนี้ วงการเครื่องสำอางกำลังจะเผชิญกับความท้าทายใหม่เนื่องจากไต้หวันจะปรับปรุงระเบียบการนำเข้าใหม่ โดยกำหนดให้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป สินค้าเครื่องสำอางทั่วไปทั้งหมดที่จะนำเข้าสู่ไต้หวัน ต้องจัดทำแฟ้มข้อมูลผลิตภัณฑ์ (Product Information File: PIF) ซึ่งต้องมีเอกสารรายการสำคัญ อาทิ รายงานประเมินความปลอดภัยโดยผู้เชี่ยวชาญ (Safety Assessment Report) ข้อมูลความเป็นพิษของส่วนผสม (Toxicological data) ผลการทดสอบทางจุลชีววิทยาและการทดสอบความคงตัว (Stability test) ใบรับรองมาตรฐานการผลิต (GMP) และรายการส่วนผสมทั้งหมดพร้อมสัดส่วนอย่างละเอียด โดยผู้ประกอบการไทยที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์ https://reurl.cc/j6oaym
นอกจากนี้ ผู้ประกอบการไทยยังได้มีโอกาสศึกษาดูงานในสถานประกอบการชั้นแนวหน้าของไต้หวัน อาทิ Natural Beauty Biotech Park และ Healtdeva Chateau และบริษัท Pochu เพื่อทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับความสามารถอันโดดเด่นของไต้หวันในด้านเทคโนโลยีสายการผลิตอัตโนมัติ และการปรับเปลี่ยนรูปแบบการบริหารจัดการไปสู่โรงงานเพื่อการท่องเที่ยว โดยคณะผู้แทนยังได้ไปเยี่ยมพบผู้นำเข้าที่มีชื่อเสียงในธุรกิจความงามและเครื่องสำอางของไต้หวัน จากการเยี่ยมชมสถานที่จริงและการนำเสนอข้อมูลเฉพาะทาง เพื่อแลกเปลี่ยนเชิงลึกเกี่ยวกับกลยุทธ์การตลาดและข้อกำหนดทางกฎหมายในการนำเข้าของไต้หวัน ถือเป็นการเตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่สำหรับผู้ประกอบการไทยและไต้หวันในการวางรากฐานธุรกิจในตลาดไต้หวันร่วมกันต่อไป
ในปีที่ผ่านมา (2568) ผลิตภัณฑ์ความงามที่ไทยส่งออกไปยังไต้หวันมีมูลค่าการส่งออกรวมทะลุ 62 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ผู้เชี่ยวชาญไต้หวันได้ชี้ให้เห็นว่า ในปีนี้ตลาดไต้หวันได้เข้าสู่ยุค "ความงามคือสุขภาพ (Beauty is Health)" อย่างเต็มตัว โดยเทรนด์ที่มีอิทธิพลมากที่สุด คือ การเติบโตของ "Metabolic Beauty" (เทรนด์การดูแลสุขภาพและความงามที่เน้นการสร้างความงามจากภายในระดับเซลล์ โดยเชื่อว่าสุขภาพของการเผาผลาญ (Metabolism) ที่ดี คือรากฐานของผิวพรรณที่สดใส รูปร่างที่สมส่วน และความอ่อนเยาว์อย่างยั่งยืน) ซึ่งผู้บริโภคทั่วโลก รวมถึงไต้หวันและไทยในปัจจุบัน หันมาให้ความสำคัญกับการดูแลในระดับเซลล์ "จากภายในสู่ภายนอก" มากยิ่งขึ้น และใช้เทคโนโลยีการวิเคราะห์สารบ่งชี้ทางชีวภาพ (Biomarker) อาทิ การตรวจเส้นผมและผิวหนัง เพื่อออกแบบโปรแกรมดูแลความงามเฉพาะบุคคล (Personalization)
ที่มา: Economic Daily News / Commercial Times / Yahoo! News (May 15, 2026) และปรับปรุงข้อมูลโดยสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงมะนิลา (ส่วนที่ 2)

ข้อเสนอแนะ/ความคิดเห็นของ สคต.
ความสำเร็จในการเจรจาธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการไทยและไต้หวันในครั้งนี้ ไม่เพียงสะท้อนถึงศักยภาพของอุตสาหกรรมความงามและ Wellness ของทั้งสองฝ่ายเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นถึงทิศทางใหม่ของตลาดความงามโลกที่กำลังก้าวเข้าสู่ยุค Beauty is Health ซึ่งผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพและความงามจากภายในสู่ภายนอกมากขึ้น โดยผสานเทคโนโลยี AI, Biotech และการวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพเฉพาะบุคคลเข้ากับผลิตภัณฑ์และบริการด้านความงามอย่างเต็มรูปแบบ สำหรับประเทศไทย ซึ่งมีจุดแข็งด้านสมุนไพร สปา การบริการ และ Wellness ระดับสากล หากสามารถเชื่อมโยงกับเทคโนโลยีชีวภาพ ระบบ AI และนวัตกรรมการผลิตอัจฉริยะของไต้หวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมความงามไทยจากการเป็นเพียงฐานการผลิต ไปสู่การสร้างแบรนด์ความงามและสุขภาพระดับพรีเมียมของเอเชีย พร้อมขยายตลาดสู่กลุ่มผู้บริโภคคุณภาพสูงในไต้หวัน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และภูมิภาคเอเชียตะวันออกในอนาคตได้อย่างยั่งยืน
สำหรับเรื่องการปรับปรุงระเบียบการนำเข้าสินค้าเครื่องสำอางที่จะมีขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ที่อาจมองว่ามีความเข้มงวดขึ้น แต่ขอให้มองว่าเป็นความท้าทายที่ทุกประเทศต้องเผชิญเช่นกันซึ่งหากสินค้าของไทยสามารถดำเนินการตามกฎระเบียบของไต้หวันได้ ถือว่าเป็นการดำเนินการตามมาตรฐานที่สูง ส่งผลให้การส่งออกไปยังประเทศอื่นๆ สามารถทำได้โดยไม่ยาก
