fb
 Lalamove ของฮ่องกงจับมือกับบริษัทที่ปรึกษาระดับโลก EY   เพื่อร่วมกันพัฒนา “เศรษฐกิจการบินระดับต่ำ”  (low-altitude economy)

Lalamove ของฮ่องกงจับมือกับบริษัทที่ปรึกษาระดับโลก EY เพื่อร่วมกันพัฒนา “เศรษฐกิจการบินระดับต่ำ” (low-altitude economy)

โดย
Wacharaporn
ลงเมื่อ 23 กรกฎาคม 2569 12:00
สคต. ณ เมืองฮ่องกง (จีน) (TCC, Hong Kong (China))
2

บริษัทจัดส่งสินค้า Lalamove ของฮ่องกงได้ร่วมมือกับบริษัทที่ปรึกษาระดับโลก EY เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจการบินระดับต่ำ (low-altitude economy) โดยตั้งเป้าขยายธุรกิจในเขตเศรษฐกิจพิเศษอ่าวกวางตุ้ง-ฮ่องกง-มาเก๊า (Greater Bay Area: GBA) และปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินธุรกิจแบบดั้งเดิม การร่วมมือครั้งนี้จะใช้แพลตฟอร์มโลจิสติกส์ของ Lalamove ผสานกับบริการของ EY ในด้านการวางแผนการสร้างโมเดลธุรกิจ การให้คำปรึกษาด้านความเสี่ยง การบริหารจัดการธรรมาภิบาล ภาษี และศุลกากร          

          โครงการดังกล่าวใช้โดรนจากบริษัท Yixin Smart Technology Company จากเมืองหนิงปัว (Ningbo) เป็นเมืองที่มีความสำคัญในการผลิตโดรนของประเทศจีน ซึ่งเข้าร่วมโครงการ sandbox ของรัฐบาลฮ่องกงเพื่อทดสอบการบินเชิงพาณิชย์ โดยโดรนสามารถบรรทุกพัสดุได้สูงสุด 4.5 กิโลกรัม และบินได้ระยะทาง 12–18 กิโลเมตร (หรือเท่ากับ7.45 – 11.18 ไมล์) โครงการ Lalamove-EY นี้เป็นหนึ่งใน 38 โครงการนำร่องที่ได้รับอนุมัติจากรัฐบาล ซึ่งมีผู้สมัครเข้าร่วมทั้งหมด 72 ราย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการส่งเสริมและพัฒนาเศรษฐกิจการบินระดับต่ำ (low-altitude economy) ที่มีศักยภาพสร้างผลกำไร

          โฆษกของ Lalamove ระบุว่า คนขับรถคู่ค้าของบริษัทจะยังคงเป็นกำลังหลักสำคัญในการดำเนินธุรกิจการบริการ แต่การเพิ่มบริการ “รถยนต์+โดรน” แบบครบวงจรจะช่วยเสริมโมเดลธุรกิจเดิมให้ดียิ่งขึ้นเพิ่มความสะดวกแก่ผู้อยู่อาศัยในพื้นที่ห่างไกล และลดต้นทุนโลจิสติกส์ของธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก โดยโดรนจะถูกใช้ในการขนส่งสิ่งของเร่งด่วน เช่น เวชภัณฑ์หรือเอกสารสำคัญ เป็นต้น 

          ขณะนี้บริษัท Lalamove กำลังมีการติดต่อและสร้างความร่วมมือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายฝ่ายเพื่อสำรวจโอกาสทางการค้า รวมถึงการระบุเส้นทางที่มีมูลค่าสูงซึ่งครอบคลุมพื้นที่เกาะรอบนอก และเขตเมืองนวัตกรรมเทคโนโลยีโครงการพัฒนาเขตเมืองเหนือ Northern Metropolis ที่มีการวางแผนไว้

          Mr. Steve Lo ผู้นำด้านพันธมิตรและระบบนิเวศของบริษัท EY ใน Greater China กล่าวว่า       ความร่วมมือครั้งนี้มุ่งสร้างแพลตฟอร์มโลจิสติกส์สำหรับองค์กร โดยเน้นกลุ่มธุรกิจค้าปลีกและการผลิตในฮ่องกงและ Greater Bay Area รวมถึงบางส่วนของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก บริษัท EY จะมุ่งเน้นเฉพาะองค์กรขนาดใหญ่หรือหน่วยงานภาครัฐที่กำลังดำเนินการเปลี่ยนแปลงด้านซัพพลายเชนและโลจิสติกส์ในวงกว้าง มากกว่าการให้บริการสำหรับลูกค้ารายย่อย ซึ่งการส่งสินค้าด้วยโดรนนี้จะเป็นอีกหนึ่งในหลายทางเลือกเชิงนวัตกรรม เมื่อไม่นานมานี้ Lalamove ได้ทำการทดลองเชิงต้นแบบ (sandbox trial) โดยการบินส่งของที่ระลึกจากอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีฮ่องกงที่เขต Pak Shek Kok ไปยัง Tai Po แต่ทว่าการให้บริการเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบจะขึ้นอยู่กับข้อกำหนดด้านกฎระเบียบ โครงสร้างพื้นฐานการชาร์จ และพัฒนาการทางเทคโนโลยีอื่นๆ อีกทั้งยังระบุว่า สภาพอากาศที่แปรปรวนของฮ่องกงถือเป็นปัจจัยความเสี่ยงต่อการทำงานของโดรนเช่นกัน      

image.png

          Mr. Steve Lo กล่าวเพิ่มเติมว่า “ปัจจุบันยังมีข้อจำกัดอยู่มากและนั่นคือเหตุผลที่ Lalamove และ EY ต้องการความร่วมมือกันเพื่อแก้ไขปัญหาที่คาดว่าจะเป็นอุปสรรคทั้งด้านธุรกิจและเทคโนโลยีด้วยกัน”     บริษัทที่ปรึกษาจะช่วยวางแผนด้านโลจิสติกส์ข้ามพรมแดนซึ่งถือเป็นบริการที่มีคุณค่าและประโยชน์ต่อบริษัทที่มีความต้องการขนส่งสินค้าระหว่างฮ่องกงและจีนแผ่นดินใหญ่ การดำเนินงานข้ามพรมแดนนี้ถือเป็นการพัฒนาการที่มีความสำคัญต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในเศรษฐกิจการบินระดับต่ำ (low-altitude economy)      และเป็นข้อเสนอที่มีคุณค่าแก่บริษัทที่เห็นความสำคัญของบริการนี้

          Mr. Steve Lo กล่าวเรามีทีมที่ปรึกษาด้านภาษีและศุลกากรที่แข็งแกร่ง ซึ่งนี่ก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่เรากำลังทำงานร่วมกับ Lalamove อีกตัวอย่างหนึ่งคือหากมีความต้องข้ามพรมแดนไปยังจีนแผ่นดินใหญ่       การนำเสนอบริการนี้มีคุณค่าอย่างแท้จริงสำหรับบริษัทต่างๆ”

          ความร่วมมือครั้งนี้ยังได้สำรวจการสร้าง ช่องทางการชำระเงินด้วยสินทรัพย์ดิจิทัล โดยมีทางเลือกที่เป็นไปได้ เช่น การใช้ stablecoins เพื่อดำเนินการชำระเงินหลายสกุลในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้     ทั้งนี้บริษัท EY และ Lalamove จะร่วมกันพัฒนาขีดความสามารถด้านเทคโนโลยี Green Fleet Intelligence เพื่อจัดทำการวัดและรายงานการปล่อยคาร์บอนในระดับยานพาหนะหรือเส้นทางแบบอัตโนมัติที่สามารถตรวจสอบได้ โดยมีเป้าหมายเพื่อเสนอกลยุทธ์การลดการปล่อยคาร์บอนที่นำไปใช้ได้จริง และการเปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมที่สอดคล้องกับกฎระเบียบท้องถิ่นและกรอบมาตรฐานสากล 

          แม้ว่า Lalamove และ EY จะยังไม่ระบุกรอบเวลาที่แน่ชัดสำหรับการเปิดตัวบริการเชิงพาณิชย์ แต่เอกสารทางกฎหมายได้ระบุว่า การศึกษาทางเทคนิคของรัฐบาลเกี่ยวกับระบบจัดการการจราจรทางอากาศระดับความสูงต่ำอัจฉริยะจะแล้วเสร็จในปี 2570 และมีแผนเริ่มให้บริการเบื้องต้นในปี 2571 ตามเอกสารของสำนักขนส่งและโลจิสติกส์ที่ยื่นต่อสภานิติบัญญัติในเดือนกรกฎาคมนี้ได้ระบุว่าพื้นที่อ่าวกวางตุ้ง-ฮ่องกง-มาเก๊า (Greater Bay Area: GBA) มีความต้องการตลาดอย่างมากสำหรับโลจิสติกส์ข้ามพรมแดนที่เกี่ยวข้องกับเอกสารทางการค้า การค้าระดับสูง และสิ่งของฉุกเฉิน 

          นอกจากนี้ธุรกิจจะได้รับข้อได้เปรียบทางการแข่งขันเฉพาะ หากสามารถพัฒนาแอปพลิเคชัน โลจิสติกส์ข้ามพรมแดนในเศรษฐกิจการบินระดับต่ำ (low-altitude economy) ได้ รัฐบาลกำลังทำงานเชิงรุกกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของจีนแผ่นดินใหญ่เพื่อส่งเสริมการทดสอบการบินสำหรับโครงการโลจิสติกส์ข้ามพรมแดนในเศรษฐกิจการบินระดับต่ำ (low-altitude economy) โดยจะมีการหารือที่ครอบคลุมถึง    การวางแผนเครือข่ายเส้นทางการบินข้ามพรมแดน การจัดการพิธีการศุลกากร และความต้องการด้านโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งนี้ทางหน่วยงานของรัฐบาลฮ่องกงยังตั้งเป้าที่จะร่างกฎหมายเฉพาะสำหรับเครื่องบินเทคโนโลยีใหม่ (Unconventional Aircraft)” ให้แล้วเสร็จภายในปี 2570

 

ความคิดเห็นของ สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองฮ่องกง

          ความร่วมมือระหว่าง Lalamove และ EY ในการพัฒนาเศรษฐกิจการบินระดับต่ำ (low-altitude economy) จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรูปแบบด้านโลจิสติกส์ของฮ่องกง การใช้โดรนร่วมกับระบบขนส่งแบบดั้งเดิม (“รถยนต์+โดรน”) จะช่วยลดต้นทุนและเพิ่มความรวดเร็วในการส่งสินค้า โดยเฉพาะสินค้าที่ต้องการความเร่งด่วน เช่น เวชภัณฑ์ อาหารสด หรือเอกสารสำคัญ โครงการนี้มุ่งเน้นการขยายธุรกิจใน GBA ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงสำหรับการค้าระหว่างประเทศ และเป็นประตูสำคัญสู่จีนแผ่นดินใหญ่ ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลฮ่องกง: โครงการ sandbox และการร่างกฎหมายใหม่สำหรับเครื่องบินเทคโนโลยีใหม่” แสดงให้เห็นถึงความจริงจังของรัฐบาลในการผลักดันเศรษฐกิจการบินระดับต่ำ (low-altitude economy)

          ผู้ประกอบการไทยควรติดตามความคืบหน้าด้านกฎระเบียบและโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเตรียมความพร้อมในการปรับตัว การให้บริการเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบจะขึ้นอยู่กับข้อกำหนดด้านการบิน การชาร์จ      และระบบจัดการการจราจรทางอากาศ ซึ่งรัฐบาลฮ่องกงตั้งเป้าแล้วเสร็จในปี 2570–2571 โดยอาจทำสำรวจโอกาสในตลาดเฉพาะกลุ่ม เช่น สินค้าที่ต้องการการจัดส่งเร่งด่วน เช่น อาหารสด ผลไม้ไทย เวชภัณฑ์  หรือสินค้าพรีเมียม สามารถใช้บริการโลจิสติกส์รูปแบบใหม่เพื่อลดเวลาและต้นทุน ทั้งนี้จากโครงการจะมีการเพิ่มการขนส่งไปยังพื้นที่ห่างไกลหรือเกาะรอบนอกในฮ่องกงจะเป็นโอกาสใหม่สำหรับสินค้าไทยที่ต้องการเข้าถึงผู้บริโภคโดยตรง

          ผู้ประกอบการไทยที่ต้องการขยายการส่งออกหรือลงทุนในฮ่องกงและในเขตเศรษฐกิจพิเศษอ่าวกวางตุ้ง-ฮ่องกง-มาเก๊า (Greater Bay Area: GBA) สามารถสร้างความร่วมมือกับผู้ให้บริการโลจิสติกส์และที่ปรึกษา การทำงานร่วมกับ Lalamove และ EY หรือพันธมิตรในโครงการ จะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานและบริการที่ทันสมัย เช่น การจัดการภาษี ศุลกากร และการวางแผนซัพพลายเชนได้อย่างมีประสิทธิภาพระดับสากลโลก นอกจากนั้นอาจพิจารณาการใช้เทคโนโลยี การชำระเงินด้วยสินทรัพย์ดิจิทัล  เช่น stablecoins อาจเป็นทางเลือกใหม่ในการทำธุรกรรมข้ามพรมแดนผู้ประกอบการไทยที่ ส่งออกสินค้ามาฮ่องกง ควรเริ่มสำรวจเส้นทางการจัดส่งที่มีมูลค่าสูงและเหมาะสมกับการใช้โดรน ความร่วมมือระหว่าง Lalamove และ EY เป็นสัญญาณสำคัญว่า เศรษฐกิจการบินระดับต่ำจะกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของโลจิสติกส์ในฮ่องกงและ GBA ผู้ประกอบการไทยควรติดตามอย่างใกล้ชิดและเตรียมกลยุทธ์เพื่อใช้ประโยชน์จากโอกาสนี้ ทั้งในด้านการส่งออก การขยายตลาด และการสร้างความร่วมมือเชิงธุรกิจ

 

ข่าวประจำสัปดาห์ 23 กค 69.pdf
Share :
Instagram