fb
เวียดนามตั้งเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในธุรกิจโลจิสติกส์การเกษตรเป็นร้อยละ 80 ภายในปี 2573

เวียดนามตั้งเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในธุรกิจโลจิสติกส์การเกษตรเป็นร้อยละ 80 ภายในปี 2573

โดย
Nguyen
ลงเมื่อ 07 สิงหาคม 2569 16:30
สคต. ณ กรุงฮานอย (เวียดนาม) (TTC, Hanoi (Vietnam))
1

รัฐบาลเวียดนามตั้งเป้าหมายให้ผู้ประกอบการด้านโลจิสติกส์การเกษตรอย่างน้อยร้อยละ 80 นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ภายในปี 2573 ภายใต้แผนพัฒนาโลจิสติกส์การเกษตรฉบับใหม่ ซึ่งมุ่งยกระดับประสิทธิภาพห่วงโซ่อุปทาน ลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ และ    เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเกษตรในตลาดโลก

กระทรวงเกษตรและสิ่งแวดล้อมของเวียดนามได้ประกาศใช้แผนพัฒนาโลจิสติกส์การเกษตรระยะ 5 ปี ตามมติเลขที่ 2152/QĐ-BNNMT โดยระบุว่า ระบบโลจิสติกส์สมัยใหม่เป็นปัจจัยสำคัญในการลดการเสียหายของผลผลิตทางการเกษตรหลังการเก็บเกี่ยว ลดต้นทุนการกระจายสินค้า และรองรับข้อกำหนดด้านการส่งออกที่มีความเข้มงวดมากขึ้น โดยเฉพาะในด้านการตรวจสอบย้อนกลับ ความปลอดภัยของอาหาร และมาตรฐานคุณภาพสินค้า

แผนดังกล่าวกำหนดให้การพัฒนาโลจิสติกส์เชื่อมโยงกับพื้นที่การผลิตวัตถุดิบและห่วงโซ่คุณค่าสินค้าเกษตรอย่างเป็นระบบ โดยภาคเอกชนและสหกรณ์จะมีบทบาทหลักในการให้บริการด้านโลจิสติกส์ ในขณะที่ภาครัฐจะมุ่งเน้นการปรับปรุงนโยบาย กฎระเบียบ และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น เพื่อเอื้อต่อการดำเนินธุรกิจ

ภายในปี 2573 กระทรวงฯ ตั้งเป้าหมายให้พื้นที่การผลิตสินค้าเกษตรสำคัญทั่วประเทศสามารถเข้าถึงบริการ ด้านโลจิสติกส์ได้อย่างทั่วถึง โดยให้ความสำคัญกับสินค้าเกษตรส่งออกหลัก ได้แก่ ข้าว กาแฟ ผักและผลไม้ อาหารทะเล ผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ ยางพารา และเม็ดมะม่วงหิมพานต์ นอกจากนี้ ทุกจังหวัดและนครที่ขึ้นตรงต่อรัฐบาลกลางจะต้องจัดทำและดำเนินแผนพัฒนาโลจิสติกส์ที่เชื่อมโยงกับศูนย์โลจิสติกส์ระดับภูมิภาค ท่าเรือ ด่านชายแดน และโครงข่ายการขนส่งของประเทศ ในขณะเดียวกัน พื้นที่ผลิตสินค้าเกษตรหลักจะต้องสามารถเข้าถึงบริการด้านการตรวจสอบย้อนกลับ การกักกันพืชและสัตว์ การทดสอบและรับรองคุณภาพ การแปรรูป และการพัฒนาช่องทางการตลาดได้อย่างครบวงจร

การขับเคลื่อนสู่ระบบดิจิทัลถือเป็นหัวใจสำคัญของแผนพัฒนาครั้งนี้ โดยกระทรวงฯ มีนโยบายส่งเสริมการพัฒนาแพลตฟอร์มโลจิสติกส์อัจฉริยะ พร้อมผลักดันการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ อาทิ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) บล็อกเชน (Blockchain) อินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (IoT) อีคอมเมิร์ซ และระบบห่วงโซ่อุปทานดิจิทัล ในการบริหารจัดการโลจิสติกส์และระบบตรวจสอบย้อนกลับสินค้า เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ลดต้นทุน และระยะเวลาการขนส่ง

แผนงานยังให้ความสำคัญกับการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ อาทิ ศูนย์โลจิสติกส์ ห้องเย็น คลังสินค้า และระบบขนส่ง ตลอดจนส่งเสริมการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน การขยายความร่วมมือระหว่างประเทศ และการพัฒนาศักยภาพบุคลากร เพื่อสร้างความเข้มแข็งและความยั่งยืนให้กับภาคโลจิสติกส์การเกษตร

กระทรวงเกษตรและสิ่งแวดล้อมได้มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดและหน่วยงานระดับจังหวัดจัดทำแผนปฏิบัติการ ประสานการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ และเร่งดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชน เพื่อผลักดันให้การดำเนินงานบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ภายในปี 2573

(จาก https://vneconomy.vn/)

ข้อคิดเห็น สคต

ภาคเกษตรกรรมยังคงเป็นหนึ่งในเสาหลักของเศรษฐกิจเวียดนาม โดยเวียดนามเป็นผู้ส่งออกสินค้าเกษตรรายสำคัญของโลก อาทิ ข้าว กาแฟ พริกไทย เม็ดมะม่วงหิมพานต์ ยางพารา ผักและผลไม้ และผลิตภัณฑ์ประมง อย่างไรก็ตาม การแข่งขันในตลาดโลกที่รุนแรงขึ้น ประกอบกับมาตรการด้านความปลอดภัยอาหาร การตรวจสอบย้อนกลับ และมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดมากขึ้น เช่น มาตรฐาน ESG (Environmental, Social, and Governance) ทำให้รัฐบาลเวียดนามเร่งให้ความสำคัญกับการยกระดับระบบโลจิสติกส์การเกษตรควบคู่กับการพัฒนาการผลิต เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของห่วงโซ่อุปทาน ลดการสูญเสียหลังการเก็บเกี่ยว และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเกษตร แผนพัฒนาโลจิสติกส์การเกษตรระยะ 5 ปี สะท้อนให้เห็นถึงแนวทางการพัฒนาของเวียดนามที่มุ่งเปลี่ยนผ่านจากระบบโลจิสติกส์แบบดั้งเดิมไปสู่ระบบโลจิสติกส์อัจฉริยะ โดยกำหนดเป้าหมายให้ผู้ประกอบการด้านโลจิสติกส์การเกษตรอย่างน้อยร้อยละ 80 นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ภายในปี 2573 ผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี ซึ่งแนวทางดังกล่าวจะช่วยยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการ เพิ่มความโปร่งใสในห่วงโซ่อุปทาน และลดต้นทุนขนส่งอย่างมีรูปธรรม ขณะเดียวกัน การบังคับให้ทุกจังหวัดจัดทำแผนพัฒนาโลจิสติกส์ที่เชื่อมโยงพื้นที่การผลิตเข้ากับศูนย์กระจายสินค้า ท่าเรือ ด่านชายแดน และโครงข่ายคมนาคม ก็สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของรัฐบาลในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างเป็นระบบนอกจากนี้ การส่งเสริมภาคเอกชนลงทุนในคลังสินค้า ห้องเย็น และบริการโลจิสติกส์ครบวงจร จะเป็นกุญแจสำคัญในการแก้ปัญหาสินค้าเสียหาย เพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ และทลายข้อจำกัดด้านต้นทุนที่เคยเป็นอุปสรรคสำคัญ หากเวียดนามขับเคลื่อนแผนนี้ได้สำเร็จตามเป้าหมาย ไม่เพียงแต่จะยกระดับมาตรฐานการค้าระหว่างประเทศ แต่ยังเป็นการเสริมปราการความแข็งแกร่ง ให้เวียดนามก้าวสู่การเป็น ศูนย์กลางการผลิตและกระจายสินค้าเกษตรระดับภูมิภาคอาเซียนมากยิ่งขึ้น

 

 

เวียดนามตั้งเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในธุรกิจ.pdf
Share :
Instagram