
ความขัดแย้งในอิหร่านอาจทำให้ต้นทุนการขนส่งสินค้าจากเอเชียไปยุโรปเพิ่มขึ้นอย่างน้อยร้อยละ 10 ตามความเห็นของผู้แทนภาคส่วนโลจิสติกส์ในฮ่องกง เนื่องจากสายการเดินเรือรายใหญ่ได้ระงับการรับจองระวางเรือไป–กลับ ตะวันออกกลางหรือเริ่มเรียกเก็บค่าความเสี่ยงจากสงคราม (war-risk surcharge) ในอัตราที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
Mr. Tommy Chung Ki-fung สมาชิกสภานิติบัญญัติซึ่งเป็นผู้แทนกลุ่มผู้นำเข้าและผู้ส่งออก ระบุเมื่อวันพุธที่ 4 มีนาคม 2569 ว่าราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น เส้นทางเดินเรือที่ยาวขึ้น และปัจจัยอื่นๆ จะผลักดันให้ต้นทุนขนส่งโดยรวมเพิ่มขึ้นอย่างน้อยร้อยละ 10 แต่คงไม่ถึงขั้นเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว เพราะหากเป็นเช่นนั้น ลูกค้าก็คงหยุดส่งของ และสายเดินเรืออาจต้องรับภาระต้นทุนบางส่วนที่เกิดจากความขัดแย้งครั้งนี้
การโจมตีอิหร่านโดยสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก เนื่องจากเรือสินค้าที่อยู่ในภูมิภาคดังกล่าวจำเป็นต้องอ้อมเลี่ยงอ่าวเพื่อหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง
Mr. Donald Trump ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ระบุว่าสงครามอาจยืดเยื้อ 4–5 สัปดาห์ แต่กองทัพสหรัฐมีศักยภาพที่จะปฏิบัติการได้นานกว่านั้นหากจำเป็น
สายการเดินเรือคอนเทนเนอร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก MSC ระงับการรับจองระวางเรือสำหรับสินค้าทั่วโลกที่มุ่งหน้าไปยังตะวันออกกลาง ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคมเป็นต้นไปจนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง
บริษัทเดินเรือ CMA CGM ประกาศเรียกเก็บค่าธรรมเนียมฉุกเฉินจากความขัดแย้ง (emergency conflict surcharge) เริ่มต้นที่ 2,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อหนึ่งตู้คอนเทนเนอร์มาตรฐานขนาด 20 ฟุต (TEU) ขณะที่ Hapag-Lloyd จะเรียกเก็บค่าความเสี่ยงจากสงคราม (war-risk surcharge) เริ่มต้นที่ 1,500 ดอลลาร์สหรัฐต่อหนึ่ง TEU
Mr. Tommy Chung Ki-fung ระบุว่า ตอนที่ค่าระวางเรืออยู่ในระดับต่ำ ค่าใช้จ่ายขนส่งต่อหนึ่งตู้ยังไม่ถึง 2,000 ดอลลาร์สหรัฐ ดังนั้นเมื่อบวกค่าธรรมเนียมพิเศษเข้าไป ผลกระทบจึงถือว่ามีความหมายมาก รวมทั้งต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอาจเพิ่มขึ้นจากค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม ภาวะอุปทานจำกัดจากตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นผู้ผลิต LNG และ LPG คิดเป็นร้อยละ 20–30 ของการผลิตทั่วโลก เรือสินค้าจากเอเชียที่มุ่งหน้าไปยุโรปจำเป็นต้องอ้อม แหลมกู๊ดโฮป (Cape of Good Hope) เนื่องจากเส้นทางผ่าน ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) และ ทะเลแดง (Red Sea) ไม่สามารถใช้งานได้ในขณะนี้ การอ้อมเส้นทางนี้อาจทำให้ระยะทางเพิ่มขึ้น 5,000–10,000 กิโลเมตร ซึ่งหมายถึงการใช้เวลาในทะเลเพิ่มขึ้นมากกว่า 10 วัน และต้องใช้น้ำมันมากขึ้นในภาวะที่ราคาสูงขึ้น

การที่ช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญถูกปิดสำหรับการเดินเรือพาณิชย์ ส่งผลกระทบต่อทั้งเรือขนส่งน้ำมันและเรือคอนเทนเนอร์ซึ่งก่อให้เกิดคอขวดที่อาจส่งผลต่อการค้าระหว่างประเทศ
ตามข้อมูลของLinerlytica เมื่อวันจันทร์ที่ 2 มีนาคม 2569 มีเรือคอนเทนเนอร์ 132 ลำ รวมกำลังบรรทุก 458,000 TEU ติดค้างอยู่ในอ่าวเปอร์เซีย
สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของฮ่องกงในตะวันออกกลาง โดยมีมูลค่าส่งออกประมาณ 100,000 ล้านดอลลาร์ฮ่องกงต่อปี คิดเป็นร้อยละ 1.2 ของมูลค่านำเข้า–ส่งออกทั้งหมด ซึ่ง Mr. Tommy Chung มองว่าผลกระทบยังอยู่ในระดับ “จัดการได้”
Mr. Peter Hui ประธาน Hong Kong Shippers’ Council ระบุว่า แม้บริษัทประกันจะยังคงให้ความคุ้มครองสินค้าที่ส่งไปตะวันออกกลาง แต่เบี้ยประกันก็ย่อมเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะใช้เส้นทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซหรือไม่ เนื่องจากความเสี่ยงโดยรวมของภูมิภาค ทั้งนี้ธุรกิจที่ผลิตสินค้าในเอเชียที่ส่งออกไปตะวันออกกลาง และกำลังขยายตลาดใหม่จากผลของภาษีสหรัฐ อาจต้องตัดสินใจอย่างรวดเร็วว่าจะจัดการอย่างไรกับสินค้าที่ผลิตเสร็จแล้วแต่ไม่สามารถส่งออกได้
สำหรับตลาดยุโรป Mr. Peter Hui มองว่า การขนส่งสินค้าจากเอเชียไปยุโรปไม่น่าจะได้รับผลกระทบรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นการขนส่งทางเรือหรือทางอากาศ แม้ต้นทุนจะเพิ่มขึ้น แต่เป็นไปเพื่อไม่ให้การส่งมอบจะได้ไม่ล่าช้า ทั้งนี้โฆษกของ Hong Kong Export Credit Insurance Corporation (HKECIC) ระบุว่า ตะวันออกกลางไม่ใช่ตลาดส่งออกหลักของฮ่องกง และความต้องการทำประกันความเสี่ยงการส่งออกไปยังภูมิภาคดังกล่าวอยู่ในระดับต่ำ ในขณะที่ประเทศหรือดินแดนในตะวันออกกลาง เช่น อิหร่าน อิรัก เลบานอน ซีเรีย และเยเมน อยู่ภายใต้มาตรการคว่ำบาตรของสหประชาชาติ หรือได้รับผลกระทบจากความไม่มั่นคงทางการเมืองภายในประเทศ จึงไม่ได้ถูกรวมอยู่ในรายชื่อ ‘ตลาดที่รับประกันได้’ ของ HKECIC อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่ได้รับคำร้องขอความช่วยเหลือจากผู้ส่งออกหรือผู้เอาประกันภัยที่ได้รับผลกระทบจากความไม่สงบในตะวันออกกลางครั้งนี้
ความคิดเห็นของสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองฮ่องกง
สถานการณ์ความขัดแย้งในอิหร่านส่งผลให้สายการเดินเรือรายใหญ่ระงับการรับจองระวางเรือไป–กลับตะวันออกกลาง และมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมด้านความเสี่ยงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ต้นทุนโลจิสติกส์สูงขึ้นทันที อาจกระทบต่อราคาสินค้าไทยในตลาดยุโรปและตะวันออกกลาง รวมถึงความล่าช้าในการขนส่ง เนื่องจากต้องอ้อมเส้นทางไกลขึ้นกว่าเดิม ทำให้ระยะเวลาขนส่งเพิ่มขึ้นมากกว่า 10 วัน แม้บริษัทประกันยังให้ความคุ้มครอง แต่เบี้ยประกันมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นสำหรับสินค้าที่ส่งไปตะวันออกกลาง
ฮ่องกงประเมินว่าผลกระทบโดยรวมยังอยู่ในระดับ “จัดการได้” เนื่องจากสัดส่วนการค้ากับตะวันออกกลางมีเพียงร้อยละ 1.2 ของมูลค่านำเข้า–ส่งออกทั้งหมด อย่างไรก็ดี ฮ่องกงเป็นศูนย์กลางกระจายสินค้า (re-export hub) ที่สำคัญของไทย การเพิ่มขึ้นของค่าระวางเรืออาจส่งผลต่อผู้ประกอบการไทยที่ใช้ฮ่องกงเป็นจุดเชื่อมต่อไปยุโรป
ผู้ประกอบการไทยควรวางแผนการขนส่งล่วงหน้า โดยประเมินระยะเวลาขนส่งใหม่และสำรองเวลาสำหรับความล่าช้าที่อาจเกิดขึ้น เจรจากับสายเดินเรือหรือผู้ให้บริการโลจิสติกส์เพื่อเปรียบเทียบค่าธรรมเนียมพิเศษและหาทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด พิจารณาเส้นทางขนส่งทางอากาศสำหรับสินค้าที่มีมูลค่าสูงหรือมีความเร่งด่วน แม้ต้นทุนสูงกว่า แต่ช่วยลดความเสี่ยงด้านเวลา ตรวจสอบความคุ้มครองประกันภัยการขนส่ง โดยเฉพาะกรณีที่ปลายทางอยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง และคอยติดตามสถานการณ์ด้านภูมิรัฐศาสตร์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากความยืดเยื้อของความขัดแย้งอาจส่งผลต่อเสถียรภาพของเส้นทางเดินเรือในระยะยาว ผู้ประกอบการที่ส่งออกผ่านฮ่องกงควรประสานกับคู่ค้าในฮ่องกง เพื่อประเมินผลกระทบต่อกำหนดส่งมอบสินค้าและต้นทุนรวม หารือร่วมกับสมาคมโลจิสติกส์และสายเดินเรือเพื่อประเมินแนวโน้มค่าระวางเรือและผลกระทบต่อการส่งออกไทย ทั้งนี้ผู้ประกอบการไทยควรกระจายความเสี่ยงด้านตลาด โดยมองหาตลาดใหม่ในภูมิภาคที่ไม่ได้รับผลกระทบจากเส้นทางเดินเรือผ่านตะวันออกกลาง