
สถานการณ์ปริมาณโคและผลผลิตเนื้อโคของจีน
ประเทศจีนเป็นหนึ่งในตลาดบริโภคเนื้อโคที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยข้อมูลจาก Guangdong Association of Animal Science and Veterinary Medicine (广东省畜牧兽医学会) ระบุว่าในช่วงเดือนมกราคม–มิถุนายน 2569 ภาพรวมทั้งประเทศมีโคที่พร้อมเข้าโรงเชือดและนำออกสู่ตลาดจำนวน 21.19 ล้านตัว ลดลง 830,000 ตัว หรือร้อยละ 3.8 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเป็นการลดลงครั้งแรกในรอบหลายปี เป็นผลจากการลดลงของจำนวนแม่พันธุ์ในช่วงก่อนหน้า รวมถึงการปรับตัวของผู้เลี้ยงต่อภาวะตลาดและต้นทุนการผลิต
ข้อมูล ณ เดือนมิถุนายน 2569 จีนมีจำนวนโครวม 95.57 ล้านตัว ลดลง 4.35 ล้านตัว หรือ ร้อยละ 4.3 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเป็นระดับต่ำสุดของช่วงเวลาเดียวกันนับตั้งแต่ปี 2563 อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับไตรมาสแรกของปี ซึ่งมีโค 93.73 ล้านตัว จำนวนโคในไตรมาส 2 เพิ่มขึ้น 1.84 ล้านตัว หรือ ร้อยละ 2.0 สะท้อนให้เห็นจำนวนโคในประเทศจีนเริ่มเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนเล็กน้อย แต่ปริมาณดังกล่าวยังไม่มากพอที่จะตอบสนองต่อความต้องการของตลาดในระยะยาว
ด้านผลผลิตเนื้อโค ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 จีนผลิตเนื้อโคได้ประมาณ 3.39 ล้านตัน ลดลง 40,000 ตัน หรือ ร้อยละ 1.0 เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยแม้ผลผลิตจะลดลงแต่ยังอยู่ในระดับสูงและเป็นปีที่ 5 ติดต่อกันที่จีนมีผลผลิตเนื้อโคในช่วงครึ่งปีแรกมากกว่า 3 ล้านตัน สะท้อนว่าระบบการเลี้ยง การแปรรูปและการชำแหละของจีนยังมีความสามารถในการรักษาเสถียรภาพของอุปทานได้ค่อนข้างดี
การนำเข้าเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเพื่อชดเชยอุปทานภายในประเทศ
ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 จีนนำเข้าเนื้อโคประมาณ 1.42 ล้านตัน เพิ่มขึ้น ร้อยละ 17.9 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นมูลค่า 8.32 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 34.2 ขณะที่ราคาเฉลี่ยนำเข้าอยู่ที่ 5,860 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 12.3 โดยเดือนพฤษภาคม 2569 มีราคาเฉลี่ยนำเข้าสูงถึง 6,465 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน เมื่อเทียบกับเดือนอื่น ๆ ในปี 2569 การขยายตัวของการนำเข้าสะท้อนว่าแม้การบริโภคภายในประเทศจะไม่ได้ขยายตัวในอัตราสูงมาก แต่การลดลงของกำลังการผลิตโคภายในประเทศทำให้การนำเข้ากลายเป็นกลไกสำคัญในการชดเชยช่องว่างระหว่างอุปสงค์และอุปทาน โดยเฉพาะในตลาดร้านอาหารและอุตสาหกรรมอาหารแปรรูป ซึ่งมีความต้องการเนื้อโคแช่แข็งอย่างต่อเนื่อง
ในด้านประเทศผู้ส่งออก บราซิลยังเป็นแหล่งนำเข้าเนื้อโคที่สำคัญที่สุดของจีน โดยช่วงครึ่งแรกของปี 2569 บราซิลส่งออกเนื้อโคมายังจีน 794,700 ตัน คิดเป็นร้อยละ 56 ของปริมาณนำเข้าทั้งหมด และเพิ่มขึ้นถึง ร้อยละ 46.3 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่อาร์เจนตินาส่งออกมายังจีน 242,000 ตัน คิดเป็น ร้อยละ 17 ของการนำเข้าทั้งหมด ส่งผลให้บราซิลและอาร์เจนตินายังคงเป็นผู้ส่งออกเนื้อโครายสำคัญของตลาดจีน ทั้งนี้ สำหรับมาตรการโควตาการนำเข้าเนื้อโค จีนได้กำหนดโควตาสำหรับประเทศผู้ส่งออกแต่ละประเทศแตกต่างกัน โดยในปี 2569 บราซิลได้รับโควตาประมาณ 1.106 ล้านตัน อาร์เจนตินา 510,700 ตัน อุรุกวัย 324,000 ตัน ออสเตรเลีย 205,000 ตัน และนิวซีแลนด์ประมาณ 206,000 ตัน ทั้งนี้ การนำเข้าเนื้อโคที่เกินปริมาณโควตาที่กำหนดจะอยู่ภายใต้มาตรการภาษีเพิ่มเติมตามที่จีนกำหนด
ในปี 2569 การนำเข้าจากออสเตรเลียได้รับผลกระทบจากมาตรการโควตา โดยโควตานำเข้าเนื้อโคทั้งปีมีจำนวน 205,000 ตัน ซึ่งถูกใช้หมดในช่วงกลางเดือนมิถุนายน 2569 และตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2569 เป็นต้นมา การนำเข้าเนื้อโคจากออสเตรเลียที่เกินโควตาต้องเสียภาษีเพิ่มเติมร้อยละ 55 ส่งผลให้ปริมาณการนำเข้าจากออสเตรเลียในช่วงปลายเดือนมิถุนายนลดลงอย่างมาก ขณะที่การนำเข้าจากอุรุกวัยลดลงร้อยละ 17.7 และนิวซีแลนด์ ร้อยละ 21.7 ตามลำดับ สะท้อนการปรับเปลี่ยนโครงสร้างแหล่งนำเข้าเนื้อโคของจีนในช่วงครึ่งแรกของปี 2569
หากพิจารณาในด้านประเภทสินค้านำเข้า เนื้อโคแช่แข็งแบบไม่มีกระดูกมีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 94.3 ของการนำเข้าทั้งหมด สะท้อนว่าเนื้อโคนำเข้าของจีนมีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับความต้องการของธุรกิจร้านอาหาร อุตสาหกรรมอาหารแปรรูป และอาหารสำเร็จรูป ซึ่งเป็นตลาดที่ให้ความสำคัญกับราคา ปริมาณ และความสม่ำเสมอของวัตถุดิบ
แนวโน้มครึ่งปี 2569 อุปทานยังตึงตัวและราคามีโอกาสปรับเพิ่มแบบค่อยเป็นค่อยไป
Guangdong Association of Animal Science and Veterinary Medicine ประเมินว่า ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2569 อุตสาหกรรมโคเนื้อจีนจะมีแนวโน้มจำนวนโคเนื้อเข้าสู่ตลาดลดลง แต่ความต้องการบริโภคยังสูงขึ้น ราคาเคลื่อนไหวจึงมีแนวโนมเพิ่มขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป และโครงสร้างตลาดมีการแบ่งระดับชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 4 ซึ่งความต้องการบริโภคเนื้อโคมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากการบริโภคในฤดูหนาว งานเลี้ยงและงานแต่งงาน รวมถึงการสำรองวัตถุดิบของผู้ประกอบการอาหารในช่วงเทศกาลปลายปี
อย่างไรก็ตาม อุปทานโคเนื้อภายในประเทศยังฟื้นตัวได้ช้า เนื่องจากวงจรการผลิตมีระยะเวลานาน โดยการเพิ่มจำนวนแม่พันธุ์ การขยายพันธุ์ และการเลี้ยงลูกโคจนถึงระยะออกสู่ตลาดต้องใช้เวลา 2–3 ปี ส่งผลให้จำนวนโคเนื้อและกำลังการผลิตยังคงเป็นข้อจำกัดสำคัญของตลาดโคจีนในระยะยาว
โอกาสส่งออกโคเนื้อมีชีวิตจากประเทศไทยสู่ตลาดจีน
สถานการณ์ปัจจุบัน ประเทศไทยยังไม่มีการส่งออกโคเนื้อมีชีวิตไปยังจีน เนื่องจากจีนยังคงระงับการนำเข้าสัตว์เคี้ยวเอื้องมีชีวิตจากไทยภายหลังการพบโรคปากและเท้าเปื่อย (FMD) ในปี 2567 อย่างไรก็ดี ความคืบหน้าในการเจรจาเปิดตลาดมีความชัดเจนมากขึ้น โดยไทยอยู่ระหว่างการหารือกับสำนักงานศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (GACC) เพื่อกำหนดแนวทางด้านสุขอนามัยสัตว์ ระบบตรวจสอบย้อนกลับ และขั้นตอนการรับรองก่อนการส่งออกให้เป็นไปตามข้อกำหนดของจีน
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา รัฐบาลไทยเปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์อยู่ระหว่างผลักดันความร่วมมือกับภาคเอกชนไทยและบริษัทชั้นนำของจีนในเครือ China Merchants Group เพื่อจัดตั้งระบบรวบรวมโคจากเกษตรกรไทยสำหรับการส่งออกทางเรือ โดยตั้งเป้าปริมาณส่งออก เดือนละ 100,000 ตัว หรือประมาณ 1.2 ล้านตัวต่อปี ซึ่งจะเป็นระดับการส่งออกที่มีนัยสำคัญต่อห่วงโซ่อุปทานโคเนื้อของจีนในช่วงที่จีนต้องการกระจายแหล่งนำเข้าเพื่อรองรับภาวะอุปทานตึงตัว
ประเทศไทยยังมีแผนพัฒนาโรงฆ่าสัตว์มาตรฐานสูงเพิ่มเติมเพื่อรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรม รวมถึงการพัฒนาท่าเรือบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ให้เป็นศูนย์กักกันโรคสัตว์ขนาดใหญ่สำหรับการตรวจคัดกรองโรคตามมาตรฐานสากลก่อนการส่งออก ซึ่งจะช่วยเสริมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ของไทยให้สามารถรองรับการส่งออกโคมีชีวิตในปริมาณมาก และสร้างความเชื่อมั่นต่อหน่วยงานกำกับดูแลของจีนในระยะยาว
ความคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ สคต. ณ นครเฉิงตู
ตลาดเนื้อโคของจีนยังคงมีความต้องการนำเข้าในระดับสูง แม้ผลผลิตภายในประเทศจะอยู่ที่ประมาณ 7.8–8.0 ล้านตันต่อปี แต่จำนวนโคในระบบและโคที่ออกสู่ตลาดมีแนวโน้มลดลง ทำให้การนำเข้ามีบทบาทสำคัญในการรักษาสมดุลอุปทานของจีน
สำหรับประเทศไทย ความต้องการโคเนื้อของจีนถือเป็นโอกาสสำคัญในการขยายการส่งออกโคมีชีวิตและผลิตภัณฑ์เนื้อโค โดยเฉพาะในช่วงที่จีนกำลังเร่งยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมปศุสัตว์ ทั้งด้านความปลอดภัยอาหาร การควบคุมโรค และความโปร่งใสของข้อมูลการผลิต ซึ่งเป็นทิศทางนโยบายที่จีนผลักดันต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ดังนั้น ไทยจำเป็นต้องเร่งพัฒนามาตรฐานตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การปรับปรุงสายพันธุ์ การจัดการฟาร์ม การควบคุมโรค และระบบตรวจสอบย้อนกลับ ไปจนถึงการขนส่งและโลจิสติกส์ทางเรือ เพื่อให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของจีน การพัฒนาศูนย์กักกันโรคสัตว์ที่ท่าเรือบางสะพาน รวมถึงการยกระดับโรงฆ่าสัตว์มาตรฐานสูง เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อศักยภาพการส่งออกของไทย และรองรับการส่งออกในปริมาณมากได้อย่างมีประสิทธิภาพ
แม้ตลาดจีนยังมีศักยภาพสูงสำหรับสินค้าโคเนื้อของไทย แต่การแข่งขันในระยะต่อไปจะเน้นที่ คุณภาพ มาตรฐาน ความสม่ำเสมอของอุปทาน และต้นทุน มากกว่าการแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว การที่อุปทานโคภายในจีนอยู่ในระดับต่ำและต้องพึ่งพาการนำเข้าเพิ่มขึ้น เป็นปัจจัยสนับสนุนให้ไทยสามารถขยายบทบาทในห่วงโซ่อุปทานโคเนื้อของจีนได้ในระยะกลางถึงระยะยาว หากไทยสามารถสร้างระบบอุปทานที่มีเสถียรภาพและรักษามาตรฐานตามข้อกำหนดของจีนอย่างต่อเนื่อง ก็จะสามารถเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและเสริมบทบาทในตลาดจีนได้อย่างยั่งยืน
----------------------------------------------------
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครเฉิงตู
สิงหาคม 2569
แหล่งข้อมูล :
https://www.gdaav.org/web/article/15698.html
https://www.thaigov.go.th/th/news/165399