fb
โครงการ East Coast Rail Link ของมาเลเซีย คืบหน้ากว่าร้อยละ 92

โครงการ East Coast Rail Link ของมาเลเซีย คืบหน้ากว่าร้อยละ 92

โดย
Muhammadfari
ลงเมื่อ 30 มีนาคม 2569 15:15
สคต. ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ (มาเลเซีย) (TTC, Kuala Lumpur (Malaysia))
32
1

ในโอกาสการลงนามข้อตกลงแต่งตั้งผู้ประสานงานร่วม (Joint Lead Coordinator: JLC) เพื่อบริหารจัดการความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศของโครงการพัฒนารถไฟทางคู่เลียบชายฝั่งตะวันออก (East Coast Rail Link : ECRL) และพิธีเฉลิมฉลองความสำเร็จในการก่อสร้างรางช่วง Kota Bharu – Gombak เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2569 ดาตุก เซอรี อามีร์ ฮัมซะห์ อาซีซัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนที่ ของมาเลเซีย ได้เปิดเผยถึงความคืบหน้าของโครงการ ECRL โดย ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2569 มีความคืบหน้าไปแล้วถึง 92.62% ซึ่งเป็นไปตามแผนงานที่วางไว้ ซึ่งมาเลเซียเตรียมเปิดเดินรถช่วงแรกในเส้นทางระหว่างสถานีโกตาบารู (Kota Bharu) รัฐกลันตัน และสถานีกมบัค (Gombak) รัฐสลังงอร์ ภายในต้นปี 2570 โดยมีรายละเอียดความคืบหน้าโครงการฯ ทั้งสองระยะ ดังนี้

  1. ระยะที่ 1 (Kota BharuGombak) คาดว่า จะก่อสร้างแล้วเสร็จภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2569 และจะเริ่มเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์ได้ ในวันที่มกราคม 2570

  2. ระยะที่ 2 (Gombak – Port Klang) ส่วนขยายในพื้นที่รัฐสลังงอร์ คาดว่า จะก่อสร้างแล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2570 และจะเริ่มเปิดให้บริการเต็มรูปแบบได้ ในวันที่มกราคม 2571

          ทั้งนี้ โครงการ ECRL จะมีบทบาทสำคัญในการยกระดับการคมนาคมของมาเลเซีย โดยการใช้
ขบวนรถไฟฟ้า (Electric Multiple Unit - EMU) และรถจักรไฟฟ้า (ECRL Electric Locomotive - E-Loco) มีความสอดคล้องกับนโยบาย "ระบบขนส่งสีเขียว" ที่มุ่งเน้นการดำเนินงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สำหรับการเดินทางของผู้โดยสารและการขนส่งสินค้า ครอบคลุมระยะทางรวม 665 กิโลเมตร เชื่อมต่อรัฐแถบชายฝั่งตะวันออกเข้ากับรัฐสลังงอร์อย่างมีประสิทธิภาพ

 

          ในโอกาสนี้ ดาตุก เซอรีฯ ได้กล่าวชื่นชมความสำเร็จในการวางรางรถไฟสายหลักระยะทาง 519 กิโลเมตร ระหว่าง Kota Bharu Gombak ซึ่งเสร็จสิ้นเร็วกว่ากำหนดตามแผนเดิมว่า สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่น
และความร่วมมืออันแน่นแฟ้นระหว่างบริษัท Malaysia Rail Link Sdn. Bhd. และ China Communications Construction (CCC)-ECRL รวมถึงการสนับสนุนที่ดีจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง

บทวิเคราะห์

  1. ด้านโลจิสติกส์ การค้า และห่วงโซ่อุปทาน

          ความคืบหน้าของโครงการ ECRL ซึ่งปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการเตรียมทดสอบการเดินรถโดยสารไฟฟ้า EMU และหัวรถจักรไฟฟ้าขนส่งสินค้า E-Loco สะท้อนให้เห็นถึงความพร้อมของโครงการฯ ที่มีพัฒนาการ
เร็วกว่าแผนที่ตั้งเป้าไว้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ เมื่อเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ โครงการดังกล่าวจะกลายเป็นโครงข่ายคมนาคมขนส่งทางรางสำคัญที่เชื่อมโยงพื้นที่ชายฝั่งตะวันออกและตะวันตกของคาบสมุทรเข้าด้วยกัน ซึ่งจะเพิ่มประสิทธิภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการขนส่ง ตลอดจนลดการพึ่งพาการขนส่งทางถนนในบางเส้นทาง นำไปสู่การลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ในภาพรวมอย่างยั่งยืน 

  1. ด้านการลงทุนและการพัฒนาเมืองและอุตสาหกรรมตามแนวเส้นทาง

          ความคืบหน้าของโครงการ ECRL มีส่วนสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ภาคเอกชน 
ในการพิจารณาขยายฐานการลงทุนในพื้นที่ตามแนวเส้นทางสถานีและศูนย์ซ่อมบำรุง (Depot) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มธุรกิจโลจิสติกส์ เช่น คลังสินค้าและศูนย์กระจายสินค้า รวมถึงธุรกิจภาคบริการ และการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่ที่มีศักยภาพการเข้าถึงสูง ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการใช้ประโยชน์จากที่ดินได้อย่าง
เต็มประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งนี้ ผลลัพธ์เชิงยุทธศาสตร์ที่คาดว่าจะได้รับ คือ การปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ ให้เกิดการกระจายตัว (Decentralization) ไปสู่พื้นที่เศรษฐกิจทางฝั่งตะวันออกมากยิ่งขึ้น และช่วยลดการกระจุกตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่ฝั่งตะวันตก ส่งเสริมการเติบโตของเศรษฐกิจในระดับภูมิภาคให้เป็นไปอย่างสมดุล

  1. ด้านการท่องเที่ยวและการเดินทางของประชาชน

          โครงการ ECRL จะช่วยเพิ่มทางเลือกการเดินทางภายในประเทศ ลดเวลาในการเดินทางระหว่างภูมิภาค และเอื้อต่อการท่องเที่ยวเมืองรองตามแนวเส้นทาง โดยหากการให้บริการมีความถี่เพียงพอ 
มีราคาที่เหมาะสม และสามารถเชื่อมต่อกับการขนส่งสาธารณะในเมืองปลายทางได้ดี จะช่วยให้เกิดการกระจายรายได้ด้านท่องเที่ยวและบริการไปยังพื้นที่และธุรกิจท้องถิ่น รวมถึงกระจายการพัฒนาไปสู่เมืองรอง
ของมาเลเซีย

  1. ด้านโอกาสและผลกระทบต่อไทย

          โครงการ ECRL จะช่วยให้ไทยได้รับประโยชน์จากการเชื่อมโยงเศรษฐกิจของไทยบริเวณ 
3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส) กับพื้นที่หลักทางเศรษฐกิจมาเลเซียได้มากยิ่งขึ้น 
ต่อยอดการส่งออกสินค้าที่มีศักยภาพในพื้นที่ เช่น อาหารและเครื่องดื่ม วัตถุดิบอาหารฮาลาล ให้กระจายตัวได้มากยิ่งขึ้น เพิ่มโอกาสทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการไทยในด้านโลจิสติกส์และการขนส่ง โดยจะช่วยประหยัดต้นทุนและระยะการขนส่งสินค้าได้ รวมทั้งเพิ่มทางเลือกในการคมนาคมขนส่งในพื้นที่ นอกจากนี้ รัฐบาลไทยและมาเลเซียได้มีการหารือร่วมกันเพื่อฟื้นฟูเส้นทางรถไฟสาย สุไหงโก-ลก – รันเตาปันยัง เพื่อให้รถไฟไทยสามารถเชื่อมต่อกับ ECRL ได้โดยตรง ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ทั้งในด้านการค้า การลงทุน 
และการท่องเที่ยวในอนาคตได้

 

 

ความเห็น สคต.

          สคต. เห็นว่า โครงการ ECRL นี้ เป็นการยกระดับประสิทธิภาพระบบโลจิสติกส์ และเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับห่วงโซ่อุปทานภายในคาบสมุทรมาเลเซีย โดยเฉพาะการเชื่อมต่อกับโครงข่ายรถไฟเดิมผ่านสถานีเปลี่ยนถ่ายลำเลียง (Interchange Stations) ซึ่งจะช่วยให้การกระจายสินค้าและการเดินทางมีความต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ การขยายตัวของระบบขนส่งทางรางจะส่งผลให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจตลอดแนวเส้นทางและบริเวณโดยรอบสถานี เช่น คลังสินค้า ศูนย์กระจายสินค้า และธุรกิจบริการที่เกี่ยวข้อง จึงถือเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้ประกอบการไทย ทั้งกลุ่มผู้ส่งออกและผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์ ในการพิจารณาขยายความร่วมมือทางการค้ากับพันธมิตรท้องถิ่นในมาเลเซีย รวมถึงการพิจารณาปรับกลยุทธ์การกระจายสินค้าให้สอดคล้องกับศูนย์กลางโลจิสติกส์แห่งใหม่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

นอกจากนี้ สคต. เห็นว่า ระยะการทดสอบระบบของโครงการ ECRL ก่อนเปิดดำเนินการจริง จะเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดที่สำคัญถึงความพร้อมและความน่าเชื่อถือของโครงการฯ โดยหากการบริหารจัดการความเสี่ยง ทั้งการป้องกันการลักลอบโจรกรรมอุปกรณ์ตามแนวเส้นทางและการทดสอบระบบเดินรถเป็นไปอย่างราบรื่น ก็จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ภาคธุรกิจและกระตุ้นให้เกิดการตัดสินใจลงทุนได้รวดเร็วยิ่งขึ้น อย่างไรก็ดี หากในกระบวนการเริ่มเดินรถเกิดความล่าช้าหรือมีอุปสรรค ก็อาจส่งผลให้การพัฒนาเศรษฐกิจตามแนวเส้นทางเดินรถไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ดังนั้น ผู้ประกอบการจึงควรจัดทำแผนสำรองเพื่อรองรับความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นในช่วงระยะเริ่มแรกของโครงการฯ ด้วย


                                                                                                                                                                                                                                   สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์

Share :
Instagram