
โครงการรถไฟชายฝั่งตะวันออก (East Coast Rail Link: ECRL) มีความคืบหน้าแล้วร้อยละ ๙๑ โดยล่าสุดได้มีการเปิดตัวขบวนรถไฟโดยสารและรถไฟขนส่งสินค้าเป็นครั้งแรก ณ สถานี Kota Sultan Ahmad Shah ทั้งนี้ โครงการจะประกอบด้วยขบวนรถไฟโดยสารประเภท EMU รุ่น Golden Train แบบ ๖ ตู้ จำนวน ๒ ชุด และหัวรถจักรไฟฟ้าสำหรับขนส่งสินค้า (E-Loco) ซึ่งมีกำหนดจะเข้าสู่การทดสอบการเดินรถในระยะต่อไป
การทดสอบดังกล่าวจะดำเนินการอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ ครอบคลุมระยะทางรวมประมาณ ๘,๐๐๐ กิโลเมตร เพื่อประเมินความพร้อมของระบบและความปลอดภัยในการให้บริการ โดยตั้งเป้าหมายให้การทดสอบเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพก่อนเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมมาเลเซีย (นาย Anthony Loke) เปิดเผยว่า ขบวนรถไฟดังกล่าวได้ถูกส่งมอบจากเมืองต้าเหลียน สาธารณรัฐประชาชนจีน ตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา ภายหลังผ่านกระบวนการทดสอบและรับรองมาตรฐานจากโรงงานผู้ผลิต โดยบริษัท Malaysia Rail Link Sdn. Bhd. (MRL) เป็นหน่วยงานรับผิดชอบโครงการ และอยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมในช่วงก่อนเริ่มเปิดให้บริการ
ทั้งนี้ คาดว่าจะใช้ระยะเวลาอีกประมาณ ๑๑ เดือนก่อนเปิดให้บริการในช่วงแรกของเส้นทาง จากสถานีกอมบัก รัฐสลังงอร์ ไปยังสถานีโกตาบารู รัฐกลันตัน โดยโครงการดังกล่าวจะเชื่อมต่อกับเครือข่ายรถไฟของ Keretapi Tanah Melayu (KTM) ที่มีอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของระบบรางให้มีความเชื่อมโยงอย่างบูรณาการ อำนวยความสะดวกต่อการเดินทางของประชาชน และสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจในภาพรวม
นอกจากนี้ โครงการ ECRL ยังเป็นโครงการสำคัญภายใต้กรอบความร่วมมือ Belt and Road Initiative (BRI) และถือเป็นปัจจัยสนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของมาเลเซีย ทั้งในด้านการขนส่งผู้โดยสารและการขนส่งสินค้า โดยขบวนรถไฟโดยสาร EMU ที่เหลืออีก ๙ ชุด และหัวรถจักรไฟฟ้าสำหรับขนส่งสินค้า (E-Loco) อีก ๑๐ คัน มีกำหนดทยอยส่งมอบภายในปี ๒๕๖๙
สำหรับกรณีเหตุลักขโมยสายเคเบิลและอุปกรณ์ตามแนวเส้นทาง รัฐมนตรีฯ ระบุว่า ไม่ส่งผลกระทบต่อภาพรวมของโครงการ เนื่องจากสามารถดำเนินการซ่อมแซมและเปลี่ยนทดแทนได้อย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกัน บริษัท Maxis Bhd ซึ่งเป็นผู้ให้บริการเครือข่ายโทรคมนาคมรายใหญ่ของมาเลเซีย ได้รับการแต่งตั้งให้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเครือข่ายสื่อสารโทรคมนาคมตลอดแนวเส้นทาง ECRL เพื่อรองรับการให้บริการในอนาคต
๑. ด้านโลจิสติกส์ การค้า และห่วงโซ่อุปทาน
ความคืบหน้าของโครงการ ECRL ซึ่งกำลังเข้าสู่ระยะทดสอบระบบ สะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านจากช่วงก่อสร้างไปสู่ความพร้อมในการเปิดให้บริการ เมื่อโครงการแล้วเสร็จ จะช่วยเพิ่มทางเลือกในการขนส่งระบบราง เชื่อมโยงพื้นที่ฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกของคาบสมุทรมาเลเซีย ส่งผลให้การขนส่งสินค้ามีความคล่องตัวมากขึ้น และช่วยลดการพึ่งพาการขนส่งทางถนนในบางเส้นทางและบางประเภทสินค้า อันอาจนำไปสู่การลดต้นทุนโลจิสติกส์ในระยะยาว
๒. ด้านการลงทุนและการพัฒนาเมืองตามแนวเส้นทาง
ความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรมของโครงการ โดยเฉพาะการเปิดตัวขบวนรถไฟ จะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนภาคเอกชนในการตัดสินใจลงทุนในพื้นที่ตามแนวเส้นทางและบริเวณสถานี อาทิ คลังสินค้า ศูนย์กระจายสินค้า ธุรกิจบริการ และโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งคาดว่าจะส่งผลให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจในลักษณะกระจายตัวไปยังรัฐฝั่งตะวันออกมากยิ่งขึ้น
๓. ด้านการท่องเที่ยวและการเดินทางของประชาชน
โครงการ ECRL จะช่วยเพิ่มทางเลือกในการเดินทางภายในประเทศ ลดระยะเวลาในการเดินทางระหว่างภูมิภาค และสนับสนุนการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวในเมืองรองตามแนวเส้นทาง หากมีการบริหารจัดการด้านความถี่ในการให้บริการ อัตราค่าโดยสาร และการเชื่อมต่อกับระบบขนส่งสาธารณะอื่นอย่างเหมาะสม จะช่วยกระจายรายได้จากการท่องเที่ยวและบริการไปยังพื้นที่ท้องถิ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ
๔. ด้านโอกาสและผลกระทบต่อไทยและผู้ประกอบการไทย
ในเชิงโอกาส แม้การจัดซื้อจัดจ้างในส่วนของระบบรางหลักและขบวนรถไฟของโครงการ ECRL จะมีแนวโน้มผูกกับห่วงโซ่อุปทานของผู้รับเหมาหลักจากต่างประเทศ อาทิ จีน และผู้ประกอบการภายในมาเลเซีย ทำให้ผู้ประกอบการไทยมีข้อจำกัดในการเข้าร่วมโดยตรง อย่างไรก็ตาม ยังมีโอกาสในภาคเศรษฐกิจต่อเนื่องตามแนวเส้นทางที่จะขยายตัวภายหลังโครงการเปิดให้บริการ โดยเฉพาะการส่งออกสินค้าอุปโภคบริโภค อาหารและเครื่องดื่ม วัตถุดิบสำหรับธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร และการจัดเลี้ยง (HoReCa) ตลอดจนบริการด้านโลจิสติกส์ เช่น คลังสินค้า การบรรจุภัณฑ์ และการขนส่งในช่วงปลายทาง
ทั้งนี้ ผู้ประกอบการไทยที่มีตลาดในมาเลเซียอยู่แล้วสามารถใช้โอกาสจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าว ปรับแผนการกระจายสินค้าและเลือกพันธมิตรทางธุรกิจให้สอดคล้องกับโครงข่ายโลจิสติกส์ใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดส่งสินค้า ลดระยะเวลา และรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดมาเลเซีย
สำนักงานฯ เห็นว่า ความคืบหน้าของโครงการรถไฟชายฝั่งตะวันออก (ECRL) จะมีบทบาทสำคัญในการยกระดับประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์และการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานภายในคาบสมุทรมาเลเซีย โดยเฉพาะเมื่อมีการเชื่อมต่อกับเครือข่ายรถไฟเดิมผ่านสถานีเชื่อมต่อ (interchange) ซึ่งจะทำให้ระบบการขนส่งมีความต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ในเชิงโอกาส โครงการดังกล่าวมีแนวโน้มส่งเสริมให้เกิดการขยายตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจตามแนวเส้นทางและบริเวณสถานี ซึ่งอาจเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย ทั้งในภาคการส่งออกและบริการด้านโลจิสติกส์ เข้าไปแสวงหาโอกาสทางธุรกิจและสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรในท้องถิ่นได้มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ระยะการทดสอบระบบก่อนเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์จะเป็นปัจจัยสำคัญในการประเมินความพร้อมและความน่าเชื่อถือของโครงการ หากการดำเนินงานเป็นไปอย่างราบรื่น จะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ภาคธุรกิจและเร่งการลงทุนในพื้นที่ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ในทางกลับกัน หากเกิดความล่าช้าหรืออุปสรรคในช่วงเริ่มต้น อาจส่งผลให้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจและโลจิสติกส์เกิดขึ้นช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้