
ภัยพิบัติทั่วโลกมีแนวโน้มเกิดถี่ขึ้น และทวีความรุนแรงมากขึ้น เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งที่ผ่านมาเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งแผ่นดินไหว น้ำท่วม และพายุไต้ฝุ่น ซึ่งสร้างความเสียหายอย่างหนัก ผนวกกับกระแสข่าวคาดการณ์การเกิดภัยพิบัติครั้งใหญ่ ทำให้ผู้คนเร่งกักตุนสินค้าของใช้/อุปกรณ์ฉุกเฉิน โดยเฉพาะอาหารสำรอง ชุดยังชีพ และอุปกรณ์ป้องกันภัย
สินค้าที่มีอุปสงค์สูงสุดในหมวดสินค้าภัยพิบัติ คือ อาหารสำรอง (สัดส่วนร้อยละ 28) รองลงมา คือ ห้องน้ำแบบพกพา/ห้องน้ำฉุกเฉิน (ร้อยละ 11.6) และอุปกรณ์ตรวจจับควัน/ก๊าซ (ร้อยละ 10) ทั้งนี้ สินค้าเกี่ยวกับความปลอดภัยมีแนวโน้มการเติบโตสูงสุด โดยเฉพาะเครื่องดับเพลิง ซึ่งเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 45.7 และเครื่องตรวจจับควัน/ก๊าซ เพิ่มขึ้นร้อยละ 13 จากความตระหนัก และให้ความสำคัญกับความปลอดภัยในบ้าน
อย่างไรก็ดี เมื่อสถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติ ตลาดสินค้าภัยพิบัติออนไลน์ในญี่ปุ่นหดตัวทั้งในแง่มูลค่า และปริมาณ โดยในช่วงแรกของปี 2569 (เดือนกุมภาพันธ์ - เมษายน) มูลค่ารวมอยู่ที่ 2,760 ล้านเยน ลดลงร้อยละ 10.7 และจำนวนอยู่ที่ 690,000 ชิ้น ลดลงร้อยละ 16.3 เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยเฉพาะสินค้าที่ใช้เฉพาะในสถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น อุปกรณ์/ของใช้ฉุกเฉินแบบครบชุด และห้องน้ำฉุกเฉินขณะเดียวกัน ราคาสินค้าโดยเฉลี่ยกลับเพิ่มสูงขึ้นร้อยละ 6.8 สะท้อนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภค จากเดิมที่เน้นการซื้อเพื่อเก็บสำรองในปริมาณมาก เป็นการเลือกซื้อสินค้าคุณภาพสูง มีฟังก์ชันหลากหลาย รวมถึงใช้งานในสถานการณ์ทั่วไปได้ด้วย (ข้อมูล : Nint บริษัทวิเคราะห์ตลาดอีคอมเมิร์ซของญี่ปุ่น)
พฤติกรรมดังกล่าวเป็นไปตามกระแสการเปลี่ยนแปลงด้านแนวคิด จากเดิม “ซื้อเมื่อเกิดภัย” เป็น “การเตรียมพร้อมเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน” โดยสินค้า “Phase Free” หรือผลิตภัณฑ์ที่นำมาใช้ได้ ทั้งในสถานการณ์ปกติ และในช่วงภัยพิบัติ ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อนื่อง รวมถึง แบตเตอรี่สำรอง อุปกรณ์กักเก็บพลังงาน ไฟฉุกเฉิน หรือผลิตภัณฑ์ที่สามารถใช้ประโยชน์ได้หลายรูปแบบ
ที่มา : https://www.nint.jp/blog/ec-disaster-prevention-market-review/