fb
การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางการบินในบังกลาเทศ

การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางการบินในบังกลาเทศ

โดย
Khemathat A.
ลงเมื่อ 01 กรกฎาคม 2568 10:30
สคต. ณ กรุงธากา (บังกลาเทศ) (TTC, Dhaka (Bangladesh))
58

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา บังกลาเทศได้กลายเป็นหนึ่งในเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างรวดเร็วในภูมิภาคเอเชียใต้ โดยมีโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันการเติบโตนี้ หนึ่งในโครงการที่ได้รับความสนใจอย่างมากคือการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารที่ 3 ของท่าอากาศยานนานาชาติฮาซรัต ชาห์จาลาล (Hazrat Shahjalal International Airport: HSIA) ในกรุงธากา โครงการนี้ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลบังกลาเทศในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญสำหรับนักลงทุนและนักวิเคราะห์เศรษฐกิจที่มองหาการเติบโตในภาคการบินและการคมนาคมในภูมิภาค รายงานนี้จะนำเสนอภาพรวมของโครงการอาคารผู้โดยสารที่ 3 การมีส่วนร่วมของกลุ่มบริษัทญี่ปุ่น ความท้าทายในการดำเนินงาน และโอกาสทางธุรกิจที่อาจเกิดขึ้น พร้อมทั้งวิเคราะห์ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการลงทุนในระยะยาว

1. ภาพรวมของโครงการอาคารผู้โดยสารที่ 3

ท่าอากาศยานธากาท่าอากาศยานนานาชาติฮาซรัต ชาห์จาลาลเป็นประตูหลักสู่บังกลาเทศ โดยปัจจุบันรองรับผู้โดยสารประมาณ 8 ล้านคนต่อปีและสินค้าประมาณ 200,000 ตันต่อปี อย่างไรก็ตาม ด้วยการเติบโตของเศรษฐกิจและความต้องการด้านการเดินทางที่เพิ่มขึ้น ความสามารถในการรองรับของท่าอากาศยานนี้เริ่มถึงขีดจำกัด โครงการอาคารผู้โดยสารที่ 3 ซึ่งเริ่มก่อสร้างเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2562 จึงถูกออกแบบมาเพื่อยกระดับขีดความสามารถของท่าอากาศยานให้ทัดเทียมกับสนามบินชั้นนำของโลก อาคารผู้โดยสารที่ 3 จะเพิ่มความสามารถในการรองรับผู้โดยสารเป็น 12 ล้านคนต่อปี (รวมทั้งสองอาคารเดิมจะสูงถึง 24 ล้านคนต่อปี) และเพิ่มความสามารถในการจัดการสินค้าจาก 200,000 ตันเป็น 500,000 ตันต่อปี โดยเฉพาะการจัดการสินค้านำเข้าสูงถึง 273,470 ตัน และสินค้าส่งออก 546,941 ตัน โครงการนี้ยังรวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกที่ทันสมัย เช่น เคาน์เตอร์เช็คอิน 115 จุด โต๊ะตรวจคนเข้าเมือง 64 จุดสำหรับผู้โดยสารขาออก และ 64 จุดสำหรับขาเข้า รวมถึงสะพานเทียบเครื่องบิน 26 จุด และที่จอดรถสามชั้นสำหรับยานพาหนะ 1,350 คัน

การออกแบบอาคารผู้โดยสารโดยสถาปนิกชื่อดัง โรฮานี บาฮาริน เน้นความทันสมัยและความยั่งยืน โดยอาคารจะมีแสงธรรมชาติเพียงพอ ฝ้าเพดานสูง และระบบอัตโนมัติที่ช่วยยกระดับประสบการณ์ผู้โดยสารให้เทียบเท่าสนามบินชั้นนำอย่างสนามบินฮีทโธรว์ในลอนดอนหรือสนามบินในประเทศไทย

2. การมีส่วนร่วมของกลุ่มบริษัทญี่ปุ่น

การลงทุนและความร่วมมือระหว่างประเทศโครงการนี้มีมูลค่ารวม 21,300 ล้านตากา (ประมาณ 2.21 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยได้รับเงินกู้จากหน่วยงานความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (JICA) จำนวน 16,141 ล้านตากา และส่วนที่เหลือจากรัฐบาลบังกลาเทศ การก่อสร้างดำเนินการโดยกลุ่มบริษัทชั้นนำจากญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ได้แก่ มิตซูบิชิ ฟูจิตะ และซัมซุง ซึ่งรับประกันคุณภาพและมาตรฐานระดับสากล

นอกจากนี้ กลุ่มบริษัทญี่ปุ่น ซึ่งประกอบด้วย Japan Airport Terminal Company, Sumitomo Corporation, Sojitz และ Narita International Airport Corporation ได้รับมอบหมายให้บริหารจัดการและบำรุงรักษาอาคารผู้โดยสารภายใต้ความร่วมมือแบบรัฐ-เอกชน (Public-Private Partnership: PPP) กลุ่มบริษัทนี้จะรับผิดชอบด้านการปฏิบัติการ เช่น การจัดการสัมภาระ ระบบสแกน และระบบตรวจจับวัตถุระเบิด โดยการบินแห่งชาติของบังกลาเทศ (Biman Bangladesh Airlines) จะยังคงดูแลการให้บริการภาคพื้นดินเป็นเวลา 2 ปี ภายใต้การกำกับของกลุ่มบริษัทญี่ปุ่น

 

3. ความท้าทายในการดำเนินงาน

ถึงแม้ว่าโครงการนี้จะมีความก้าวหน้าอย่างมาก โดยล่าสุดเมื่อเดือนพฤษภาคม 2567 มีความคืบหน้าไปถึง 97% แต่ก็เผชิญกับความท้าทายหลายประการ:

3.1 ความล่าช้าในการก่อสร้างและการดำเนินงาน: เดิมทีโครงการนี้มีกำหนดเปิดให้บริการเต็มรูปแบบในเดือนเมษายน 2567 แต่การรวมระบบและการทดสอบอุปกรณ์ที่ซับซ้อนทำให้ต้องเลื่อนไปเป็นเดือนธันวาคม 2568 หรือต้นปี 2569 กลุ่มบริษัทญี่ปุ่นได้ขอเวลาเพิ่มอีก 2 เดือนเพื่อเตรียมความพร้อม ซึ่งอาจส่งผลต่อกำหนดการเดิมของรัฐบาล

3.2 ปัญหาด้านโครงสร้างพื้นฐาน: หน่วยงานศุลกากรของบังกลาเทศระบุถึงปัญหาการออกแบบ เช่น ห้องตรวจสอบสินค้าของศุลกากรที่มีขนาดเล็กเกินไปและเพดานต่ำ ซึ่งอาจรองรับผู้โดยสารได้เพียง 300 คนในขณะที่อาจมีผู้โดยสารถึง 7,000-8,000 คนในช่วงเวลาเร่งด่วน นอกจากนี้ ยังขาดคลังสินค้าสำหรับสินค้ามูลค่าสูงหรือสินค้าผ่านแดน ซึ่งอาจนำไปสู่ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยและการสูญเสียรายได้

3.3 การจัดการภาคพื้นดิน: แม้ว่า Biman Bangladesh Airlines จะได้รับมอบหมายให้ดูแลการให้บริการภาคพื้นดินในช่วง 2 ปีแรก แต่เคยมีข้อร้องเรียนจากผู้โดยสารและสายการบินต่างชาติเกี่ยวกับความล่าช้าและประสิทธิภาพที่ต่ำ รัฐบาลจึงกำลังพิจารณาความร่วมมือกับบริษัทญี่ปุ่นเพื่อยกระดับมาตรฐานการให้บริการ

 

4. โอกาสทางธุรกิจที่อาจเกิดขึ้น พร้อมทั้งวิเคราะห์ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการลงทุน

คาดว่าจะมีผลเชิงบวกต่อเศรษฐกิจบังกลาเทศในหลายด้าน ได้แก่

4.1 การสร้างงาน โครงการนี้จ้างงานทั้งแรงงานในประเทศและต่างชาติประมาณ 4,000 คนในช่วงก่อสร้าง และจะสร้างงานเพิ่มเติมในด้านการจัดการและบำรุงรักษาเมื่อเปิดให้บริการเต็มรูปแบบ

 

4.2 การเติบโตของ GDP การยกระดับโครงสร้างพื้นฐานการบินจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของบังกลาเทศ ดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ และกระตุ้นการท่องเที่ยว ซึ่งจะมีส่วนช่วยในการเติบโตของ GDP

4.3 การเชื่อมโยงภูมิภาค ด้วยตำแหน่งที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ บังกลาเทศมีศักยภาพที่จะกลายเป็นศูนย์กลางการบินในภูมิภาค ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการค้าและการลงทุนในระดับภูมิภาค

4.4 การเพิ่มความสามารถในการรองรับผู้โดยสารและสินค้า จะช่วยให้บังกลาเทศกลายเป็นศูนย์กลางการบินในภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ที่เป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และอนุทวีปอินเดีย นักลงทุนในภาคการบิน เช่น สายการบิน บริษัทโลจิสติกส์ หรือผู้ให้บริการเทคโนโลยีการบิน สามารถใช้ประโยชน์จากความต้องการที่เพิ่มขึ้น 

4.5 การขยายตัวของท่าอากาศยานจะกระตุ้นความต้องการในภาคบริการ เช่น ร้านค้าปลีกในสนามบิน โรงแรม ศูนย์การค้า และบริการด้านการท่องเที่ยว นักลงทุนสามารถมองหาโอกาสในธุรกิจเหล่านี้ โดยเฉพาะในรูปแบบความร่วมมือแบบ PPP

4.6 การที่ JICA และกลุ่มบริษัทญี่ปุ่นมีส่วนร่วมในโครงการ แสดงให้เห็นถึงความน่าเชื่อถือและโอกาสในการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ ในบังกลาเทศ เช่น รถไฟฟ้าเมโทรที่เชื่อมต่อกับท่าอากาศยาน หรือการพัฒนารันเวย์ที่สอง รวมทั้งการเพิ่มขีดความสามารถในการจัดการสินค้าที่เพิ่มขึ้นจะช่วยสนับสนุนอุตสาหกรรมส่งออกของบังกลาเทศ โดยเฉพาะในภาคสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม ซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมหลักของประเทศ นักลงทุนในภาคโลจิสติกส์และซัพพลายเชนสามารถใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานนี้

อย่างไรก็ตาม ความท้าทาย เช่น การจัดการความล่าช้าและปัญหาด้านโครงสร้างพื้นฐาน อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนหากไม่ได้รับการแก้ไขอย่างทันท่วงที

สรุป  โครงการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารที่ 3 ของท่าอากาศยานนานาชาติฮาซรัต ชาห์จาลาลเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานการบินของบังกลาเทศ ด้วยการสนับสนุนจาก JICA และกลุ่มบริษัทญี่ปุ่น โครงการนี้ไม่เพียงแต่จะเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารและสินค้า แต่ยังเป็นโอกาสสำหรับนักลงทุนและนักธุรกิจที่ต้องการเข้ามามีส่วนร่วมในเศรษฐกิจที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วของบังกลาเทศถึงแม้ว่าจะมีความท้าทายในด้านการบริหารจัดการและโครงสร้างพื้นฐาน แต่ความมุ่งมั่นของรัฐบาลและการมีส่วนร่วมของพันธมิตรระหว่างประเทศช่วยให้มั่นใจได้ว่าโครงการนี้จะประสบความสำเร็จในระยะยาว นักลงทุนและนักวิเคราะห์เศรษฐกิจควรจับตาดูความคืบหน้าของโครงการนี้อย่างใกล้ชิด เนื่องจากเป็นการพัฒนาสำคัญสำหรับภาคการบินและเศรษฐกิจของบังกลาเทศในอนาคต รวมทั้ง โอกาสของนักธุรกิจไทยที่อาจมาแสวงหาโอกาสทางการลงทุนในสาขาที่มีความเชี่ยวชาญ เช่น การให้บริการห้องพักคอยผู้โดยสาร เลาจน์ระดับพรีเมี่ยม เป็นต้น

ที่มาข่าว/ภาพ  สื่อออนไลน์ The Business Standard https://www.tbsnews.net/ และแหล่งข่าวอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

Share :
Instagram