
ปี 2569 ถือเป็นปีแรกของการเริ่มต้นแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 15 หรือ “แผนห้าปีฉบับที่ 15” โดยเศรษฐกิจจีนกำลังเข้าสู่ช่วงสำคัญของการปรับโครงสร้าง โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านจากการเติบโตที่พึ่งพาอุตสาหกรรมและการลงทุนแบบดั้งเดิมไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วย เทคโนโลยี นวัตกรรม การบริโภคคุณภาพสูง อุตสาหกรรมแห่งอนาคต และการเชื่อมโยงกับตลาดโลก
สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน เปิดเผยว่าในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 เศรษฐกิจจีนมี GDP สูงถึง 69.57 ล้านล้านหยวน ขยายตัวร้อยละ 4.7 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจจีนยังสามารถรักษาการเติบโตได้ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก โดยมุ่งเน้นการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไปสู่การเติบโตที่มีคุณภาพมากขึ้น
แรงขับเคลื่อนใหม่เริ่มมีบทบาทชัดเจนขึ้น โดยอุตสาหกรรมการผลิตเทคโนโลยีขั้นสูงขยายตัวร้อยละ 13.3 ขณะที่ผลผลิตอุปกรณ์การพิมพ์ 3 มิติ แบตเตอรี่ลิเธียมไอออน และหุ่นยนต์อุตสาหกรรม เพิ่มขึ้นร้อยละ 48.5/ 39.3 และ 28.0 ตามลำดับ ขณะเดียวกัน การค้าระหว่างประเทศของจีนยังขยายตัวแข็งแกร่ง มูลค่าการนำเข้าและส่งออกสินค้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 16.9 โดยที่การส่งออกเครื่องจักรกลและผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 20.1 YoY สะท้อนให้เห็นทิศทางใหม่ของเศรษฐกิจจีนที่กำลังยกระดับจากฐานเดิมไปสู่ “เครื่องยนต์การเติบโตใหม่” อย่างเต็มตัว โดยมีเทคโนโลยีขั้นสูง เศรษฐกิจดิจิทัล พลังงานใหม่ ปัญญาประดิษฐ์ และการผลิตอัจฉริยะ เป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจระยะยาว
จากการแข่งขัน GDP สู่การแข่งขันสร้าง “เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่”
การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวกำลังเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของจีน และทำให้การแข่งขันระหว่างมณฑลและเมืองต่าง ๆ มีมิติใหม่ จากเดิมที่ให้ความสำคัญกับขนาด GDP เป็นหลัก สู่การแข่งขันด้านคุณภาพของอุตสาหกรรม นวัตกรรม ผลิตภาพ การค้าระหว่างประเทศ การบริโภค และความสามารถในการสร้างธุรกิจและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

ที่มาภาพ: https://mp.weixin.qq.com/s/RNRCDAWrtvupPTkTDSiKLQ
ในกลุ่มเศรษฐกิจขนาดใหญ่ มณฑลกวางตุ้งและมณฑลเจียงซูยังคงเป็นสองมหาอำนาจทางเศรษฐกิจที่แข่งขันกันอย่างสูสี โดย GDP ครึ่งปีแรกของทั้งสองมณฑลต่างทะลุระดับ 7 ล้านล้านหยวน มีส่วนต่างกันไม่ถึง 200,000 ล้านหยวน ทำให้การชิงตำแหน่งมณฑลเศรษฐกิจอันดับ 1 ของจีนตลอดทั้งปีและยังคงเป็นการแข่งขันที่ต้องจับตา ในขณะที่มณฑลซานตงและมณฑลเจ้อเจียงยังคงอยู่ในกลุ่มผู้นำของประเทศ รักษาอันดับ 3 และ 4 ตามลำดับ
ขณะเดียวกัน ภาคกลางกำลังเกิดการจัดอันดับใหม่ โดยมณฑลอันฮุยกำลังกลายเป็นดาวเด่นจากการเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมพลังงานใหม่และเซมิคอนดักเตอร์ ส่งผลให้การผลิตภาคอุตสาหกรรมขยายตัวมากกว่าร้อยละ 12 เป็นผลให้มณฑลอันฮุยทะยานขึ้นมาอยู่ในกลุ่ม 10 มณฑลที่มี GDP สูงสุดของประเทศ ช่วยยกระดับฐานอุตสาหกรรมและผลักดันเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างรวดเร็ว
ภาพดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า พื้นที่ที่สามารถสร้างอุตสาหกรรมใหม่และยกระดับอุตสาหกรรมเดิมได้อย่างรวดเร็วกำลังได้รับแรงส่งทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น

ที่มาภาพ: https://mp.weixin.qq.com/s/RNRCDAWrtvupPTkTDSiKLQ
หนึ่งในภูมิภาคที่น่าจับตามองมากที่สุด คือ จีนตะวันตก
จากพื้นที่ยุทธศาสตร์สู่ “เครื่องยนต์การเติบโตใหม่” จีนตะวันตกกำลังเปลี่ยนบทบาทจากพื้นที่เชื่อมโยงทางภูมิศาสตร์ให้กลายเป็นฐานเศรษฐกิจ การผลิต เทคโนโลยี การบริโภค และโลจิสติกส์แห่งใหม่ของประเทศ โดยเศรษฐกิจของมณฑลเสฉวนและนครฉงชิ่งรวมกันมี GDP ทะลุ 5 ล้านล้านหยวน แสดงให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของพื้นที่ดังกล่าวในฐานะหนึ่งในเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจภาคตะวันตกของจีน

ที่มาภาพ: https://mp.weixin.qq.com/s/aT2Y5jzQ3cnrMSN9qnImGw
1. ฉงชิ่ง – เปลี่ยนฐานการผลิตสู่ “อุตสาหกรรมแห่งอนาคต”
ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 GDP ของนครฉงชิ่งมีมูลค่า 1.67022 ล้านล้านหยวนเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.2 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยยังคงสามารถรักษาขนาดเศรษฐกิจที่สูงและยังครองตำแหน่ง “เมืองเศรษฐกิจอันดับ 4” ของประเทศเอาไว้ได้ การเติบโตของเศรษฐกิจนครฉงชิ่งมีการชะลอตัว อันเป็นผลจากช่วงเปลี่ยนผ่านจากเครื่องยนต์เศรษฐกิจแบบเก่าไปสู่เครื่องยนต์ใหม่ โดยภาคอุตสาหกรรมมีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 33.8 ของเศรษฐกิจฉงชิ่ง จึงเป็นตัวกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโดยรวมอย่างมีนัยสำคัญ
ในช่วงครึ่งปีแรก มูลค่าเพิ่มของภาคทุติยภูมิเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 2.2 สะท้อนถึงอุตสาหกรรมดั้งเดิมอย่างอุตสาหกรรมรถยนต์เครื่องยนต์สันดาป อุตสาหกรรมไฟฟ้าและความร้อนเริ่มชะลอตัวลง ในขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมใหม่ที่กำลังเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ทั้งรถยนต์พลังงานใหม่อัจฉริยะและเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต อุปกรณ์อัจฉริยะ และการผลิตอัจฉริยะ โดยเฉพาะการผลิตแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนที่เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 63.2

ที่มาภาพ: https://mp.weixin.qq.com/s/aT2Y5jzQ3cnrMSN9qnImGw
อย่างไรก็ตาม นครฉงชิ่งยังคงมีจุดแข็งโดดเด่นด้านการบริโภคและการค้าต่างประเทศ โดยมียอดค้าปลีกสินค้าอุปโภคบริโภคสูงถึง 849,138 ล้านหยวน ครองอันดับ 1 ของเมืองต่าง ๆ ทั่วประเทศ ขณะที่มูลค่าการค้าต่างประเทศแตะระดับ 481,230 ล้านหยวน ขยายตัวถึงร้อยละ 31.9 โดยเฉพาะการส่งออกรถยนต์และชิ้นส่วนที่เติบโตสูงถึงร้อยละ 66.9 สะท้อนแนวโน้มการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีและอุปกรณ์ระดับสูงแบบกลุ่มอุตสาหกรรม (Clustered Export) ที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว
ด้วยฐานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่และห่วงโซ่อุปทานที่ครบถ้วน นครฉงชิ่งกำลังเร่งยกระดับจากอุตสาหกรรมดั้งเดิมสู่อุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานใหม่ อิเล็กทรอนิกส์ อุปกรณ์อัจฉริยะ การผลิตขั้นสูง และเทคโนโลยีแห่งอนาคต ข้อได้เปรียบสำคัญจึงอยู่ที่การนำฐานอุตสาหกรรมเดิมมาต่อยอดด้วยเทคโนโลยีใหม่ ส่งผลให้นครฉงชิ่งมีศักยภาพสูงในการรองรับการลงทุน การจัดตั้งฐานธุรกิจ การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน และการขยายตลาดสู่จีนตะวันตก ดังนั้น สำหรับนักลงทุนต่างชาติ นครฉงชิ่งจึงเป็นทั้งฐานการผลิตและศูนย์กลางอุตสาหกรรมยุคใหม่ที่เชื่อมระหว่างตลาดจีนตอนในกับตลาดโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
2. เฉิงตู – “เศรษฐกิจเมืองใหม่” ที่ผสานบริการ การบริโภค และนวัตกรรม
ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 นครเฉิงตูมี GDP มูลค่า 1.28843 ล้านล้านหยวน ขยายตัวร้อยละ 5.0 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้อัตราการเติบโตจะชะลอลงเล็กน้อย แต่ยังคงอยู่ในระดับที่เหมาะสมเมื่อเทียบกับเมืองเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของจีน สะท้อนถึงความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจสูง โดยมี “ภาคบริการ” เป็นเสาหลักในการรักษาเสถียรภาพ โดยภาคบริการมีสัดส่วนเกือบร้อยละ 70 ของเศรษฐกิจเมือง ขับเคลื่อนโดยอุตสาหกรรมการเงิน ซอฟต์แวร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ วัฒนธรรม การบริโภค และบริการสมัยใหม่ ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจที่เน้นการไหลเวียนของผู้คนและผู้บริโภค จึงช่วยพยุงเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพในช่วงที่ภาคอุตสาหกรรมเผชิญแรงกดดัน
ขณะเดียวกัน ภาคการผลิตเทคโนโลยีขั้นสูงก็ยังขยายตัวได้ดีถึงร้อยละ 12.4 และการผลิตอุปกรณ์เฉพาะทางพุ่งสูงร้อยละ 26.0 ชี้ให้เห็นว่าเฉิงตูกำลังเติบโตทั้งด้าน “นวัตกรรมซอฟต์แวร์” และ “การผลิตภาคอุตสาหกรรม” นอกจากนี้ เฉิงตูยังมีข้อได้เปรียบด้านประชากรจากการเป็นเมืองพื้นที่ราบ การเป็น “เมืองแห่งสวน” (Park City) และอานิสงส์จากยุทธศาสตร์ “เมืองหลวงมณฑลที่แข็งแกร่ง” (Strong Provincial Capital) ซึ่งดึงดูดคนรุ่นใหม่และบุคลากรศักยภาพสูงเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เมืองขับเคลื่อนด้วยโมเดล “การบริโภค + นวัตกรรม” ที่ต้านทานความผันผวนของวัฏจักรเศรษฐกิจได้ดี ด้วยฐานประชากรและกำลังซื้อที่แข็งแกร่ง นครเฉิงตูจึงเป็นทั้งตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่ ศูนย์กลางธุรกิจบริการ และประตูเชื่อมสู่ตลาดจีนตะวันตกเฉียงใต้
3. ซีอาน – เทคโนโลยีขั้นสูงเชื่อมตลาดจีนกับตลาดโลก
ในบรรดา 3 เมืองใหญ่ของภาคตะวันตก นครซีอานถือเป็นเมืองที่มีความเคลื่อนไหวน่าจับตามองที่สุด โดยช่วงครึ่งแรกของปี 2569 มียอดการนำเข้าและส่งออกสูงถึง 450,200 ล้านหยวน พุ่งสูงขึ้นถึงร้อยละ 96.2 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า นับเป็นอัตราการเติบโตที่สูงที่สุดในกลุ่ม 20 เมืองการค้าอันดับต้นๆ ของจีน และส่งผลให้อันดับการค้าของนครซีอานขยับขึ้นถึง 7 อันดับ
แรงขับเคลื่อนสำคัญของการเติบโตแบบก้าวกระโดดนี้มาจาก ภาคการผลิตชิปหน่วยความจำ (Memory Chips) และอุตสาหกรรมผลิตวงจรรวม (Integrated Circuits) ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 76.3 ของการขยายตัวทางการค้าต่างประเทศของนครซีอาน ตัวเลขนี้ตอกย้ำถึงขีดความสามารถในการแข่งขันระดับโลกของนครซีอานในด้านเทคโนโลยีขั้นสูง
นอกจากนี้ ซีอานยังครองตำแหน่งศูนย์กลางของภาคตะวันตกเฉียงเหนือที่หาเมืองอื่นทดแทนได้ยาก ด้วยศักยภาพอันแข็งแกร่งด้านอุตสาหกรรมการป้องกันประเทศ วิทยาศาสตร์ การบินและอวกาศ อิเล็กทรอนิกส์ การผลิตขั้นสูง ตลอดจนเป็นศูนย์กลางการศึกษาและการค้าระหว่างประเทศที่สำคัญ ยิ่งไปกว่านั้น นครซีอานยังทำหน้าที่เป็นฟันเฟืองหลักในการเชื่อมโยงจีนเข้ากับตลาดเอเชียกลาง ยุโรป และเส้นทางการค้าใหม่ ซีอานจึงเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่โดดเด่นสำหรับธุรกิจไฮเทค การผลิตอัจฉริยะ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ อุปกรณ์อุตสาหกรรม โลจิสติกส์ และการค้าระหว่างประเทศ
3 เมือง 3 เส้นทาง สู่การเติบโตของจีนตะวันตก
เมื่อพิจารณาในภาพรวม ฉงชิ่ง–เฉิงตู–ซีอาน ไม่ได้แข่งขันกันในรูปแบบเดิม แต่กำลังสร้างจุดแข็งที่แตกต่างและส่งเสริมซึ่งกันและกัน
ฉงชิ่ง มุ่งเน้นการยกระดับฐานอุตสาหกรรมและสร้างห่วงโซ่การผลิตแห่งอนาคต
เฉิงตู ใช้บริการ การบริโภค และนวัตกรรมเป็นแรงขับเคลื่อน ควบคู่กับการเสริมฐานการผลิตขั้นสูง
ซีอาน ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและการค้าระหว่างประเทศเป็นสะพานเชื่อมจีนกับตลาดโลก
ทั้งสามเมืองจึงเปรียบเสมือน “3 เครื่องยนต์ 3 โมเดล” ของเศรษฐกิจจีนตะวันตก หัวใจสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่ขนาดเศรษฐกิจของเมืองใดเมืองหนึ่ง แต่อยู่ที่ศักยภาพในการผนึกกำลังเชื่อมโยงภาคการผลิต เทคโนโลยี ตลาด การบริโภค โลจิสติกส์ และการค้าต่างประเทศเข้าด้วยกัน ซึ่งจะกลายเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว
ความคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ สคต. ณ นครเฉิงตู
ภาวะเศรษฐกิจจีนในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 สะท้อนให้เห็นว่า เศรษฐกิจจีนตะวันตกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของการปรับโครงสร้าง โดยย้ายจากการพึ่งพาอุตสาหกรรมแบบดั้งเดิมและการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ไปสู่โมเดลการเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี นวัตกรรม การผลิตขั้นสูง เศรษฐกิจดิจิทัล การบริโภคคุณภาพสูง และการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศ
จุดเปลี่ยนสำคัญคือการที่นครฉงชิ่ง นครเฉิงตู และนครซีอาน ได้สร้างบทบาททางเศรษฐกิจที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวแต่เกื้อหนุนกันอย่างลงตัว โดยพัฒนาเป็นเครือข่ายเศรษฐกิจที่เชื่อมโยง “การผลิต–เทคโนโลยี–ตลาด–โลจิสติกส์–การค้าต่างประเทศ” เข้าด้วยกัน ทั้งนี้ นครเฉิงตูและนครฉงชิ่งเพียงสองเมือง ก็มีขนาดเศรษฐกิจรวมกันช่วงครึ่งปีแรกสูงถึง 2.95865 ล้านล้านหยวน เมื่อรวมกับนครซีอานซึ่งเป็นศูนย์กลางการค้าและไฮเทคของภาคตะวันตกเฉียงเหนือก็ยิ่งตอกย้ำถึงกำลังซื้อ มวลเศรษฐกิจขนาดใหญ่ และศักยภาพในการเป็น “ประตูและฐานยุทธศาสตร์แห่งใหม่” ของจีนตอนใน
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนับเป็นโอกาสของผู้ประกอบการไทยในการกระจายความเสี่ยงและลดการพึ่งพาตลาดชายฝั่งตะวันออกที่มีการแข่งขันสูง ผู้ประกอบการไทยจึงควรปรับกลยุทธ์จากการมองจีนตะวันตกเป็นเพียง “ตลาดปลายทาง” มาสู่การใช้เป็น “ฐานเชื่อมโยงธุรกิจ” เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของจีนตอนใน ตลอดจนใช้ประโยชน์จากโครงข่ายโลจิสติกส์ทางรางรถไฟขนส่งสินค้าจีน–ยุโรป (China-Europe Railway Express) ในการขยายตลาดต่อเนื่องไปยังเอเชียกลางและยุโรป ขณะเดียวกัน การเข้าสู่ตลาดจำเป็นต้องใช้วางกลยุทธ์เฉพาะเมือง (City-Specific Strategy) ให้สอดคล้องกับจุดแข็งที่แตกต่างกัน อาทิ การใช้นครเฉิงตูเป็นประตูสู่ตลาดผู้บริโภคยุคใหม่ สินค้าไลฟ์สไตล์ อาหาร สุขภาพ และบริการสมัยใหม่ ในขณะที่ นครฉงชิ่งสามารถเป็นฐานการเชื่อมโยงอุตสาหกรรม B2B ยานยนต์ พลังงานใหม่ วัตถุดิบ และช่องทางค้าปลีกขนาดใหญ่ และนครซีอาน สามารถเป็นศูนย์กลางนวัตกรรม ชิ้นส่วนไฮเทค และการค้าผ่านอีคอมเมิร์ซข้ามแดน
นอกจากนี้ เพื่อสอดรับกับทิศทางของจีนที่มุ่งเน้น “การบริโภคคุณภาพสูง” ผู้ประกอบการไทยต้องเร่งสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Addition) ให้แก่สินค้าเพื่อก้าวข้ามการแข่งขันด้านราคา โดยยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย ความยั่งยืน บรรจุภัณฑ์ที่ทันสมัยเรียบหรู และการเล่าเรื่องราวของสินค้า (Storytelling) โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าอาหารสุขภาพและอาหารฟังก์ชัน (Functional Food) ซึ่งกำลังได้รับความนิยมอย่างสูง ทั้งนี้ ผู้ประกอบการควรทำการศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคในเชิงลึก พร้อมทั้งเร่งแสวงหาพันธมิตรท้องถิ่นที่มีเครือข่ายกระจายสินค้าที่เข้มแข็ง เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการค้าในระยะยาวอย่างยั่งยืน
----------------------------------------------------
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครเฉิงตู
สิงหาคม 2569
แหล่งข้อมูล :
http://www.xinhuanet.com/20260715/73cbd87e95974137ba30384f76b61436
https://mp.weixin.qq.com/s/RNRCDAWrtvupPTkTDSiKLQ
https://mp.weixin.qq.com/s/aT2Y5jzQ3cnrMSN9qnImGw