fb
เวียดนามออกกฎหมายเพื่อจัดการนำเข้าสินค้าให้มีความปลอดภัยด้านอาหารเพิ่มมากขึ้น

เวียดนามออกกฎหมายเพื่อจัดการนำเข้าสินค้าให้มีความปลอดภัยด้านอาหารเพิ่มมากขึ้น

โดย
Nguyen
ลงเมื่อ 05 กุมภาพันธ์ 2569 10:34
สคต. ณ กรุงฮานอย (เวียดนาม) (TTC, Hanoi (Vietnam))
11

เวียดนามออกกฎหมายเพื่อจัดการนำเข้าสินค้าให้มีความปลอดภัยด้านอาหารเพิ่มมากขึ้น

image.png

กระทรวงเกษตรและสิ่งแวดล้อมระบุว่า เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2569 รัฐบาลได้ประกาศใช้กฤษฎีกาฉบับที่ 46/2026/ND-CP ซึ่งกำหนดรายละเอียดการดำเนินงานตามบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยความปลอดภัยด้านอาหาร รวมถึงมาตรการต่างๆ เพื่อเป็นแนวทางในการบังคับใช้กฎหมาย โดยกฤษฎีกาดังกล่าวมีผลบังคับใช้ทันทีนับแต่วันที่ประกาศใช้ และถือเป็นเอกสารทางกฎหมายสำคัญที่ช่วยยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการความปลอดภัยด้านอาหารของรัฐ มุ่งเน้นการบริหารความเสี่ยง การคุ้มครองสุขภาพผู้บริโภค และการปรับให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากกฤษฎีกาฉบับดังกล่าวมีการปรับเปลี่ยนแนวทางการตรวจสอบความปลอดภัยด้านอาหาร  อย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับระเบียบเดิม การดำเนินการตรวจสอบอาหารนำเข้าในช่วงเริ่มต้นที่ด่านชายแดนก่อให้เกิดข้อจำกัดและความยากลำบากในทางปฏิบัติ ส่งผลให้เกิดความแออัดของสินค้าและกระทบต่อกิจกรรมการค้าชายแดนในระยะสั้น 

จากข้อมูลสรุปของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ระหว่างวันที่ 26–30 มกราคม 2569 มีสินค้านำเข้ามากกว่า 700 เที่ยวขนส่ง รวมปริมาณประมาณ 300,000 ตัน ติดค้างอยู่ที่ด่านชายแดนทางบก ทางทะเล และทางอากาศทั่วประเทศ สินค้าที่ได้รับผลกระทบส่วนใหญ่เป็นสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์กึ่งแปรรูปจากพืช อาทิ ผัก ผลไม้ ข้าวเปลือก มันสำปะหลัง รวมถึงอาหารแปรรูปและสินค้าบรรจุภัณฑ์บางประเภท ซึ่งหลายรายการเป็นสินค้าที่มีความเสี่ยงต่อการเน่าเสียสูง

สาเหตุหลักของปัญหาดังกล่าวมาจากการที่กฤษฎีกาฉบับที่ 46/2026/ND-CP มีผลบังคับใช้ทันทีโดยยังขาดแนวทางปฏิบัติในรายละเอียดที่เพียงพอ โดยเฉพาะในประเด็นเกี่ยวกับวิธีการตรวจสอบความปลอดภัยอาหาร ขั้นตอนการสุ่มตัวอย่าง ระยะเวลาการทดสอบ และการประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ กฤษฎีกายังไม่มีบทบัญญัติชั่วคราว (transitional provisions) สำหรับสินค้าที่ได้นำเข้าแล้วหรืออยู่ระหว่างกระบวนการศุลกากรก่อนวันที่กฎหมาย  มีผลบังคับใช้ ทำให้เกิดความสับสนและความล่าช้าในการปฏิบัติจริง นอกจากนี้ การนำวิธีการทดสอบรูปแบบใหม่มาใช้พร้อมกันในวงกว้าง ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาประมาณ 5–7 วัน จึงจะได้ผลการตรวจสอบ ได้สร้างแรงกดดันอย่างมากต่อหน่วยงานตรวจสอบ ระบบห้องปฏิบัติการ และผู้ประกอบการนำเข้า โดยเฉพาะในกรณีของสินค้าเกษตรและอาหารที่     เน่าเสียง่าย ส่งผลให้ต้นทุนโลจิสติกส์เพิ่มขึ้น ความเสี่ยงด้านคุณภาพสินค้า และความเสียหายทางเศรษฐกิจต่อทั้งธุรกิจและ             ห่วงโซ่อุปทานโดยรวม

จากสถานการณ์สินค้าติดขัดบริเวณด่านชายแดน กรมการผลิตพืชและการคุ้มครองพืช และ กรมคุณภาพการแปรรูป และการพัฒนาตลาดภายใต้กระทรวงเกษตรและสิ่งแวดล้อม ได้เร่งประสานงานอย่างใกล้ชิดกับกรมความปลอดภัยด้านอาหารภายใต้กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักของคณะกรรมการกลางกำกับดูแลความปลอดภัยด้านอาหาร และเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบในการให้คำแนะนำเกี่ยวกับการจัดทำและการบังคับใช้กฤษฎีกาฉบับที่ 46/2026/ND-CP เพื่อทบทวน ประเมิน และทำความเข้าใจสถานการณ์อย่างรอบด้าน

ภายหลังจากนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้จัดการประชุมร่วมกับหน่วยงานกักกันพืชระดับภูมิภาค ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงในการตรวจสอบความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์อาหารนำเข้าจากพืช ณ ด่านชายแดนต่าง ๆ เพื่อระบุปัญหาและอุปสรรคเชิงปฏิบัติที่เกิดขึ้นในแต่ละพื้นที่อย่างเฉพาะเจาะจง จากนั้นได้ดำเนินการรวบรวมข้อมูล จัดทำรายงาน และเสนอแนวทางแก้ไขต่อผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสิ่งแวดล้อมโดยทันที

จากการกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด เร่งด่วน และการประสานงานอย่างมีประสิทธิภาพของคณะผู้บริหาร                     ตามรายงานจากหน่วยงานกักกันพืชระดับภูมิภาค สังกัดกรมการผลิตพืชและการคุ้มครองพืช ภายในช่วงบ่ายของวันที่ 31 มกราคม 2569 สถานการณ์สินค้าติดขัดบริเวณด่านชายแดนหลายแห่งได้รับการแก้ไขไปแล้วเป็นส่วนใหญ่

กระทรวงเกษตรและสิ่งแวดล้อมระบุว่า จะยังคงประสานงานอย่างใกล้ชิดกับกระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป เพื่อให้การบังคับใช้ข้อกำหนดด้านการจัดการของรัฐเกี่ยวกับความปลอดภัยอาหารเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการสร้างเงื่อนไขที่เอื้ออำนวยต่อกิจกรรมการนำเข้าและส่งออก ลดความสูญเสียของภาคธุรกิจ และเร่งฟื้นฟูความคล่องตัวของกระบวนการผ่านพิธีการศุลกากร ณ ด่านชายแดนทั่วประเทศให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็ว

เพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์ดังกล่าว ในค่ำวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 นาย Pham Minh Chinh รัฐมนตรี ได้สั่งการให้กระทรวงฯ หน่วยงาน และภาคท้องถิ่นเร่งแก้ไขปัญหาและออกแนวทางเกี่ยวกับการตรวจสอบอาหารและสินค้านำเข้า และส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากการบังคับใช้กฤษฎีกา 46 พร้อมทั้งเร่งเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน บุคลากร และอุปกรณ์ เพื่อให้การผ่านพิธีการศุลกากรเป็นไปอย่างรวดเร็ว

คำสั่งระบุว่า หากเอกสารครบถ้วน การผ่านพิธีการศุลกากรต้องดำเนินการทันที โดยสามารถตรวจพร้อมกันหรือดำเนินการตรวจสอบภายหลัง ณ คลังสินค้าของสถานประกอบการได้ หลังจากคำสั่งของรัฐมนตรี ในเช้าวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 รัฐบาลยังได้สั่งการให้ด่านศุลกากรจัดเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อเร่งการจัดการสินค้านำเข้าและส่งออกในช่วงเทศกาลปีใหม่ (Tet) โดยให้ความสำคัญกับการผ่านพิธีการศุลกากรอาหารนำเข้าที่มีเอกสารการตรวจสอบครบถ้วนโดยทันที นอกจากนี้ กระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เร่งแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง กระทรวงเกษตรและสิ่งแวดล้อมได้ออกแนวทางการกักกันสินค้าเกษตรนำเข้า และเสนอให้กระจายอำนาจการตรวจสอบความปลอดภัยด้านอาหารไปยังหน่วยงานภาคท้องถิ่น โดยเน้นการตรวจสอบหลังการนำเข้า เพื่อลดความแออัดของสินค้าอาหารและสินค้าเกษตร

รัฐบาลเวียดนามมีมติให้ระงับการบังคับใช้ชั่วคราวกฤษฎีกาฉบับที่ 46/2026/ND-CP ลงวันที่ 26 มกราคม 2569      ว่าด้วยการกำกับดูแลการดำเนินงานตามกฎหมายความปลอดภัยด้านอาหาร และ มติรัฐบาลฉบับที่ 66.13/2026/NQ-CP ลงวันที่ 27 มกราคม 2569 ว่าด้วยการประกาศและการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์อาหาร จนถึงวันที่ 15 เมษายน 2569 โดยทั้งสองฉบับจะกลับมามีผลบังคับใช้อีกครั้งตั้งแต่วันที่ 16 เมษายน 2569 เป็นต้นไป

ในช่วงระยะเวลาการระงับดังกล่าว ให้ยังคงบังคับใช้กฤษฎีกาฉบับที่ 15/2018/ND-CP ลงวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2561 รวมถึงระเบียบและแนวทางที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายความปลอดภัยด้านอาหารต่อไป

มติดังกล่าวมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นไป ทั้งนี้ ก่อนวันที่ 16 เมษายน 2569 กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงเกษตรและสิ่งแวดล้อม กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า กระทรวงการคลัง กระทรวง หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และคณะกรรมการประชาชนทุกระดับ มีหน้าที่เตรียมความพร้อมด้านกฎระเบียบ นโยบายการดำเนินงาน และการบังคับใช้ เพื่อให้การดำเนินการตามกฤษฎีกาและมติดังกล่าวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพเมื่อมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ.

(จาก https://vneconomy.vn/)

ข้อคิดเห็น สคต

การบังคับใช้กฤษฎีกาฉบับที่ 46/2026/ND-CP ของเวียดนาม แม้มีเป้าหมายที่ถูกต้องในการยกระดับการกำกับดูแลความปลอดภัยด้านอาหารให้ใกล้เคียงมาตรฐานสากล แต่การดำเนินการอย่างเร่งด่วนโดยขาดแนวทางปฏิบัติและช่วงเปลี่ยนผ่านที่ชัดเจน ได้ก่อให้เกิดผลกระทบในทางปฏิบัติต่อผู้ส่งออกต่างประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะประเทศคู่ค้าหลัก เช่น ไทย ซึ่งมีสัดส่วนการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารแปรรูปไปยังเวียดนามในระดับสูง เหตุการณ์สินค้าติดขัดบริเวณด่านชายแดนสะท้อนถึงความเสี่ยงด้านนโยบายที่อาจเกิดขึ้นได้แม้ในตลาดที่มีศักยภาพและเติบโตอย่างรวดเร็วอย่างเวียดนาม ความล่าช้าในการตรวจสอบและพิธีการศุลกากรไม่เพียงเพิ่มต้นทุนโลจิสติกส์และความเสี่ยงต่อการเน่าเสียของสินค้าเท่านั้น แต่ยังบั่นทอนความเชื่อมั่นในการวางแผนการค้าและความต่อเนื่องของห่วงโซ่อุปทานในระยะสั้น อย่างไรก็ดี ในระยะยาว การยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยด้านอาหารของเวียดนามอาจกลายเป็นทั้งความท้าทายและโอกาส สำหรับผู้ส่งออกต่างประเทศ ผู้ประกอบการที่สามารถปรับตัวได้รวดเร็ว มีระบบเอกสาร การตรวจสอบย้อนกลับ และมาตรฐานการผลิตที่ชัดเจน จะสามารถรักษาความสามารถในการแข่งขัน และอาจได้รับความเชื่อมั่นจากผู้นำเข้าเวียดนามมากขึ้น สำหรับผู้ประกอบการไทย การบังคับใช้กฤษฎีกาฉบับที่ 46/2026/ND-CP ของเวียดนามได้สร้างแรงกดดันต่อการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ที่พึ่งพาการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารแปรรูปไปยังเวียดนามเป็นตลาดหลัก การเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องแบกรับต้นทุนเพิ่มเติม ทั้งในด้านการจัดเตรียมเอกสาร การปรับกระบวนการผลิตให้สอดคล้องกับข้อกำหนดใหม่ รวมถึงต้นทุนจากความล่าช้าในกระบวนการผ่านแดน ภาพลักษณ์สินค้าไทยในตลาดเวียดนามและหลายประเทศ           

update การแก้ไขปัญหาความแออัดของสินค้าเกษตร ณ ด่านชายแดน.pdf
Share :
Instagram