
ภาคเศรษฐกิจนอกน้ำมันฟื้นแรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2567 ส่งสัญญาณบวกต่อครึ่งหลังปี 2569
55.3 | 13.1% | 23.9% | 79.4% |
ภาคเอกชนนอกน้ำมันของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) กลับมาขยายตัวอย่างชัดเจนในเดือนสิงหาคม 2569 หลังผ่านช่วงชะลอตัวจากความขัดแย้งในภูมิภาค โดยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ซึ่งปรับฤดูกาลแล้ว เพิ่มจาก 52.7 ในเดือนกรกฎาคมเป็น 55.3 สูงสุดนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2567 และอยู่เหนือระดับ 50 ซึ่งสะท้อนการขยายตัวเป็นเดือนที่ 2 ติดต่อกัน
แรงส่งมาจากธุรกิจใหม่ที่เพิ่มขึ้นในอัตราสูงสุดร่วมในรอบกว่า 2 ปี ขณะที่ผลผลิตขยายตัวเร็วที่สุดในรอบ 6 เดือน ลูกค้าเริ่มกลับมาใช้จ่ายมากขึ้นเมื่อความระมัดระวังจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางผ่อนคลายลง นอกจากนี้ คำสั่งซื้อส่งออกใหม่เพิ่มขึ้นเป็นเดือนที่ 2 หลังลดลงตลอดไตรมาส 2 สะท้อนว่าทั้งอุปสงค์ในประเทศและกระแสการค้าระหว่างประเทศกำลังฟื้นตัวพร้อมกัน
การค้าและห่วงโซ่อุปทานหนุนการฟื้นตัว
การฟื้นตัวของคำสั่งซื้อส่งออกสอดคล้องกับพื้นฐานการค้าของประเทศ โดยการค้าต่างประเทศที่ไม่ใช่น้ำมันในครึ่งแรกปี 2569 ทำสถิติ 527.43 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 13.1% จากปีก่อน ขณะที่การส่งออกนอกน้ำมันเพิ่มขึ้น 23.9% แตะ 123.55 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ อีกทั้งยูเออีได้ลงนามความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุม (CEPA) แล้ว 38 ฉบับนับตั้งแต่ปี 2564 ช่วยขยายการเข้าถึงตลาดต่างประเทศและลดการพึ่งพารายได้จากน้ำมัน
ภาคธุรกิจยังเพิ่มการจัดซื้อและสะสมวัตถุดิบในอัตราเร็วที่สุดในรอบเกือบ 3 ปี เพื่อรองรับยอดขายและลดความเสี่ยงจากการหยุดชะงักในอนาคต การใช้ซัพพลายเออร์ในประเทศมากขึ้นช่วยให้ระยะเวลาส่งมอบสั้นลง และสะท้อนการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานให้ยืดหยุ่นต่อความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์มากขึ้น
ต้นทุนผ่อนคลาย แต่การจ้างงานยังตามไม่ทัน
เงินเฟ้อต้นทุนปัจจัยการผลิตโดยรวมชะลอลงต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ แม้ราคาพลังงาน เชื้อเพลิง ปูนซีเมนต์ เหล็ก และสารเคมียังสูงขึ้น ราคาขายเพิ่มเพียงเล็กน้อยเพราะการแข่งขันยังรุนแรง ภาวะอุปสงค์ที่แข็งแรงควบคู่กับต้นทุนที่ผ่อนคลายจึงเอื้อต่ออัตรากำไรของธุรกิจ อย่างไรก็ดี การจ้างงานลดลงเป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 3 เดือน ทำให้งานค้างเพิ่มขึ้น สะท้อนว่าธุรกิจยังใช้กำลังการผลิตเดิม สินค้าคงคลัง และผลิตภาพก่อนตัดสินใจเพิ่มพนักงานถาวร
ความเชื่อมั่นและพื้นฐานเศรษฐกิจยังแข็งแรง
มุมมองของภาคธุรกิจต่อผลผลิตในช่วง 12 เดือนข้างหน้าปรับดีขึ้นสูงสุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน จากยอดขายที่ฟื้นตัว ความคาดหวังต่อกิจกรรมก่อสร้าง และความหวังว่าความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์จะคลี่คลาย ภาพดังกล่าวแตกต่างจากเดือนกรกฎาคม ซึ่งมีผู้ตอบแบบสำรวจเพียงประมาณ 7% ที่คาดว่ากิจกรรมจะเพิ่มขึ้น จึงสะท้อนว่าความเชื่อมั่นเริ่มกลับมา แม้ยังไม่มากพอให้ธุรกิจเร่งจ้างงานทันที
พื้นฐาน GDP สนับสนุนทิศทางเดียวกัน เศรษฐกิจที่แท้จริงของ ยูเออี ในไตรมาส 1 ปี 2569 ขยายตัว 3% สู่ 132.33 พันล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่ GDP นอกน้ำมันโต 4.8% และมีสัดส่วน 79.4% ของเศรษฐกิจทั้งหมด ภาคการเงินและประกันภัยขยายตัว 17.3% การก่อสร้าง 8.1% สาธารณสุข 7.7% และสารสนเทศและการสื่อสาร 5.9% แสดงให้เห็นว่าการกระจายฐานเศรษฐกิจมีความคืบหน้าและช่วยลดความเปราะบางจากความผันผวนของรายได้พลังงาน
ผลต่อเศรษฐกิจยูเออีในครึ่งหลังปี 2569
ตัวเลขล่าสุดชี้ว่าเศรษฐกิจนอกน้ำมันกำลังกลับมาเป็นกันชนสำคัญ แต่การฟื้นตัวยังขึ้นอยู่กับเสถียรภาพของภูมิภาค
PMI ที่ 55.3 เป็นดัชนีชี้นำว่ากิจกรรมการผลิต ก่อสร้าง ค้าปลีก ค้าส่ง และบริการมีแนวโน้มแข็งแรงขึ้นในช่วงปลายไตรมาส 3 ต่อเนื่องถึงไตรมาส 4 หากคำสั่งซื้อใหม่แปรเปลี่ยนเป็นผลผลิตและรายได้จริง การเติบโตของ GDP นอกน้ำมันในครึ่งหลังย่อมมีโอกาสเร่งจาก 4.8% ที่บันทึกไว้ในไตรมาส 1 และช่วยพยุง GDP รวม แม้ภาคน้ำมันหรือราคาพลังงานจะผันผวน

การส่งออกนอกน้ำมันที่ขยายตัว 23.9% ประกอบกับคำสั่งซื้อส่งออกใน PMI ที่ฟื้นเป็นเดือนที่ 2 บ่งชี้ว่าการค้า ท่าเรือ การขนส่ง คลังสินค้า และบริการธุรกิจมีแนวโน้มรับประโยชน์ โดยดูไบมี PMI เพิ่มจาก 51.7 เป็น 54.1 และธุรกิจสะสมปัจจัยการผลิตเร็วที่สุดนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2560 จึงมีโอกาสเห็นกิจกรรมทางการค้าและการลงทุนหมุนเวียนสูงขึ้นในครึ่งปีหลัง
การลดลงของแรงกดดันต้นทุนและเวลาส่งมอบที่สั้นลงช่วยจำกัดการส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาผู้บริโภค และสนับสนุนกำไรภาคธุรกิจ อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันดิบ เบรนท์บริเวณ 95 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลและความเสี่ยงต่อการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซอาจทำให้ค่าขนส่ง ประกันภัย และวัตถุดิบกลับมาสูงขึ้น โดยเฉพาะในดูไบซึ่งต้นทุนปัจจัยการผลิตเพิ่มเร็วที่สุดในรอบ 4 เดือน
การจ้างงานที่ยังลดลง แม้ยอดขายและผลผลิตเร่งตัว แปลว่าการฟื้นตัวระยะแรกอาจสร้างรายได้และกำไรเร็วกว่าการสร้างงาน หากอุปสงค์ยืนระยะและงานค้างสูงต่อเนื่อง ธุรกิจมีแนวโน้มต้องเพิ่มกำลังคนในไตรมาส 4 แต่หากความไม่แน่นอนกลับมารุนแรง การจ้างงานอาจยังถูกเลื่อนออกไป ส่งผลให้การบริโภคภาคครัวเรือนฟื้นไม่เต็มศักยภาพ
ฉากทัศน์ครึ่งหลังปี 2569
กรณีฐาน(Base Case): ความตึงเครียดไม่ลุกลาม การค้าและการท่องเที่ยวทยอยเป็นปกติ เศรษฐกิจนอกน้ำมันขยายตัวต่อเนื่อง โดยการก่อสร้าง การเงิน การค้า และบริการเป็นแรงนำ
กรณีบวก: การส่งออกและโครงการ CEPA ส่งผลเร็ว ความเชื่อมั่นดีขึ้นจนธุรกิจเริ่มจ้างงานและลงทุน ส่งให้การเติบโตในไตรมาส 4 กว้างขวางขึ้น
กรณีเสี่ยง: การหยุดชะงักในช่องแคบฮอร์มุซยืดเยื้อ ดันค่าพลังงานและโลจิสติกส์สูงขึ้น กระทบการค้า การท่องเที่ยว อสังหาริมทรัพย์ และลดแรงส่งของ PMI
ตัวเลขเศรษฐกิจเดือนสิงหาคม 2569 สะท้อนว่าเศรษฐกิจยูเออีในช่วงครึ่งหลังของปีมีแนวโน้มฟื้นตัวชัดเจนขึ้น โดยได้รับแรงสนับสนุนจากคำสั่งซื้อใหม่ การส่งออก และต้นทุนที่ผ่อนคลาย ขณะที่ยังต้องติดตามภาวะการจ้างงานและความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ หากสถานการณ์ในภูมิภาคและเส้นทางขนส่งทางทะเลไม่เผชิญภาวะชะงักงัน คาดว่าเศรษฐกิจนอกน้ำมันจะยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของยูเออีในช่วงที่เหลือของปี
ยูเออีเป็นตลาดส่งออกสำคัญของไทยในตะวันออกกลาง มีสัดส่วนประมาณ 46% โดยในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 ไทยส่งออกไปยูเออีมูลค่าประมาณ 3 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัว 26.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนถึงกำลังซื้อและโอกาสในการขยายตลาดสินค้าไทย โดยเฉพาะสินค้าที่สอดคล้องกับการเติบโตของเศรษฐกิจ นอกน้ำมันของยูเออี
-----------------------------------------------------------
แหล่งข้อมูล : https://economymiddleeast.com/news/uae-pmi-jumps-to-55-3-as-non-oil-growth-hits-fastest-pace-since-december-2024/