
สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้การเดินเรือผ่านช่องแคบ Hormuz หยุดชะงัก กำลังส่งผลกระทบต่อการขนส่งพลังงานและต้นทุนการค้าของหลายประเทศ รวมถึงเม็กซิโก ซึ่งเริ่มเผชิญต้นทุนด้านพลังงานและค่าขนส่งที่ปรับสูงขึ้น
ช่องแคบ Hormuz ถือเป็นเส้นทางเดินเรือสำคัญของโลกที่เชื่อมอ่าวเปอร์เซียกับทะเลอาหรับ และเป็นเส้นทางหลักในการขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากประเทศผู้ผลิตพลังงานในตะวันออกกลางสู่ตลาดโลก โดยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีปริมาณน้ำมันดิบและปิโตรเลียมเฉลี่ยประมาณ 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็นประมาณ ร้อยละ 20 ของการบริโภคน้ำมันของโลก ที่ต้องขนส่งผ่านช่องแคบแห่งนี้
อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งทางทหารระหว่างอิหร่านกับสหรัฐอเมริกาและพันธมิตรในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ได้ทำให้สถานการณ์ความปลอดภัยในพื้นที่ดังกล่าวทวีความรุนแรงขึ้น จนอิหร่านประกาศห้ามเรือบางส่วนเดินทางผ่านช่องแคบ ส่งผลให้การเดินเรือในพื้นที่ลดลงอย่างรวดเร็ว จากปกติที่มีเรือเดินผ่านเฉลี่ยประมาณ 135 ลำต่อวันในเดือนกุมภาพันธ์ เหลือเพียง 26 ลำในวันที่ 1 มีนาคม และลดลงเหลือเพียง 7 ลำในวันที่ 3 มีนาคม สะท้อนถึงการหยุดชะงักของเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญของโลกอย่างชัดเจน
การหยุดชะงักของเส้นทางดังกล่าวส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น โดยราคาน้ำมันดิบของเม็กซิโกปรับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนสูงกว่า 70 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 10.9 ภายในหนึ่งสัปดาห์ ซึ่งการปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันดังกล่าวเริ่มส่งผลต่อต้นทุนพลังงานของเม็กซิโก โดยเฉพาะราคานำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ ซึ่งปรับเพิ่มขึ้นตามราคาตลาดโลก เช่น ราคาน้ำมันเบนซินที่ส่งมอบเข้าสู่ชายฝั่งเม็กซิโกเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 10 อยู่ที่ประมาณ 2.02 เหรียญสหรัฐต่อแกลลอน ขณะที่ราคาน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 4 อยู่ที่ประมาณ 2.32 เหรียญสหรัฐต่อแกลลอน สะท้อนให้เห็นว่าความผันผวนของตลาดพลังงานโลกเริ่มส่งผลต่อภาระต้นทุนพลังงานของเม็กซิโก
นอกจากราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นแล้ว สถานการณ์ความไม่แน่นอนในช่องแคบ Hormuz ยังส่งผลให้ต้นทุนการขนส่งทางทะเลเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากบริษัทเดินเรือและบริษัทประกันภัยได้ปรับเพิ่มค่าประกันความเสี่ยงจากสงคราม (War-risk insurance) สำหรับเรือที่ต้องเดินทางผ่านพื้นที่ดังกล่าว โดยเบี้ยประกันสำหรับเรือบรรทุกสินค้าบางประเภทเพิ่มขึ้นได้ถึงร้อยละ 50 ต่อเที่ยวการเดินเรือ ส่งผลให้ต้นทุนการขนส่งสินค้าและพลังงานในตลาดโลกปรับสูงขึ้น
สำหรับเม็กซิโก แม้ว่าราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นจะกลายเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยเพิ่มรายได้จากการส่งออกน้ำมันดิบของ Petróleos Mexicanos (PEMEX) รัฐวิสาหกิจพลังงานของเม็กซิโกได้ในระยะสั้น แต่เนื่องจากเม็กซิโกยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงสำเร็จรูปและก๊าซธรรมชาติจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากสหรัฐฯ ในสัดส่วนที่สูง ส่งผลให้เศรษฐกิจเม็กซิโกมีความอ่อนไหวต่อความผันผวนของราคาพลังงานโลก ดังนั้น เม็กซิโกอาจต้องเผชิญกับต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ต้นทุนการขนส่งสินค้าซึ่งเป็นปัจจัยหลักของการผลิตและการส่งออก และแรงกดดันต่อเงินเฟ้อภายในประเทศ โดยความยืดเยื้อของสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางจะเป็นความท้าทายและบททดสอบสำคัญของรัฐบาลเม็กซิโกในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจท่ามกลางวิกฤตพลังงานโลกเป็นสำคัญ
สคต. ณ กรุงเม็กซิโก
แหล่งที่มา
- https://elpais.com/mexico/economia/2026-03-05/el-precio-del-petroleo-mexicano-sigue-al-alza-rebasa-los-70-dolares-por-barril-tras-el-ataque-de-estados-unidos-e-israel-contra-iran.html
- https://mexicobusiness.news/trade-and-investment/news/hormuz-closure-hits-mexicos-oil-shipping-and-trade-costs
- https://www.reuters.com/business/energy/oil-prices-rise-iran-conflict-widens-2026-03-05
- https://apnews.com/article/middle-east-wars-energy-asia-gas-oil-8041a26142b8b7ce122c8b548f375924