
ภาครัฐอินโดนีเซียกำลังถูกกระตุ้นให้เตรียมมาตรการรองรับผลกระทบจากความตึงเครียดที่ทวีความรุนแรงขึ้นในตะวันออกกลาง อันเป็นผลจากสงครามระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ–อิสราเอล โดยผู้นำภาคธุรกิจของอินโดนีเซียได้แสดงความกังวลว่า ความขัดแย้งดังกล่าวอาจส่งแรงสะเทือนต่อเศรษฐกิจภายในประเทศอย่างมีนัยสำคัญ โดยสมาคมผู้ประกอบการอินโดนีเซีย (Apindo) เห็นพ้องตรงกันว่า การยกระดับความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจกระทบเส้นทางการค้า และก่อให้เกิดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ โดยเฉพาะสินค้าที่นำเข้าจากภูมิภาคดังกล่าว
ประธานสมาคม Apindo ชินตา วิดจาจา คัมดานี ระบุว่า ผลกระทบที่อินโดนีเซียจะเผชิญอย่างชัดเจนที่สุดในระยะแรก คือการหยุดชะงักของเส้นทางการค้าที่มุ่งสู่ตะวันออกกลางและพื้นที่ใกล้เคียง เนื่องจากอิหร่านได้ปิดช่องแคบฮอร์มุซ และไม่อนุญาตให้เรือพาณิชย์เข้าใกล้พื้นที่ นอกจากการไหลเวียนสินค้าที่สะดุดแล้ว ยังต้องเฝ้าระวังต้นทุนการค้าที่อาจพุ่งสูงขึ้น ไม่ว่าจะมาจากค่าเบี้ยประกันการขนส่งที่เพิ่มขึ้น หรือจำนวนเรือที่สามารถเดินทางผ่านไปยังตะวันออกกลาง ยุโรป และแอฟริกาที่ลดลง
เธอประเมินว่า ผลกระทบโดยตรงอาจเริ่มเห็นชัดภายในไม่กี่วันไปจนถึง 2–3 สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับความเป็นไปของสถานการณ์ รวมถึงในด้านผลกระทบทางอ้อม มีความเป็นไปได้ที่เงินเฟ้อภายในประเทศจะเร่งตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะสินค้านำเข้าจากตะวันออกกลาง เช่น น้ำมันและอินทผลัม ซึ่งอาจซ้ำเติมแรงกดดันด้านราคาที่เพิ่มขึ้นอยู่แล้วจากอุปสงค์ภายในประเทศในช่วงรอมฎอนและอีดิลฟิตรี
ชินตาเน้นว่า อินโดนีเซียจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมเพื่อรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค ทั้งในด้านดุลการชำระเงิน เงินสำรองระหว่างประเทศ ภาระนำเข้าและเงินอุดหนุน รวมถึงค่าเงินรูเปียห์ เนื่องจากความขัดแย้งอาจทำให้ราคาน้ำมันโลกผันผวนอย่างรุนแรง เธอจึงเรียกร้องให้รัฐบาลติดตามความแข็งแกร่งของปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด และเร่งออกมาตรการกระตุ้นผลิตภาพทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในด้านการส่งออกและการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI)
ภาคพลังงานและโลจิสติกส์เสี่ยงได้รับผลกระทบก่อน
เสียงเตือนดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากยูซุฟ คัลลา อดีตรองประธานาธิบดีอินโดนีเซีย (ดำรงตำแหน่งสมัยที่ 10 และ 12) ซึ่งชี้ว่า ภาคพลังงานจะเป็นภาคส่วนแรกที่ได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน เขาระบุว่า ราคาน้ำมันโลกจะปรับตัวสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และเนื่องจากอินโดนีเซียยังต้องนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลาง การหยุดชะงักของเส้นทางขนส่งจากซาอุดีอาระเบีย อิหร่าน และคูเวต อาจกระทบต่อความมั่นคงด้านพลังงานโดยตรง
ปัจจุบัน อินโดนีเซียมีปริมาณสำรองพลังงานเพียงพอเฉลี่ยประมาณ 3 สัปดาห์เท่านั้น หากความขัดแย้งยืดเยื้อ ประเทศจะต้องพึ่งพาแหล่งนำเข้าอื่น เช่น สิงคโปร์ และอาจเผชิญความเสี่ยงขาดแคลนเชื้อเพลิง นอกจากพลังงานแล้ว ระบบโลจิสติกส์และการค้าระหว่างประเทศก็มีแนวโน้มได้รับผลกระทบ เส้นทางกระจายสินค้าจากตะวันออกกลางไปยังเอเชียและยุโรปอาจถูกตัดขาด ซึ่งส่งผลต่อการส่งออกของอินโดนีเซียไปยังยุโรป
ขณะเดียวกัน ภาคการบินได้รับผลกระทบเช่นกัน มีรายงานว่าเที่ยวบินทั่วโลกกว่า 1,900 เที่ยวล่าช้า และกว่า 2,600 เที่ยวถูกยกเลิก หลังสนามบินในโดฮา ดูไบ อาบูดาบี และเทลอาวีฟปิดให้บริการชั่วคราว อย่างไรก็ตาม สายการบินอินโดนีเซียบางราย เช่น Garuda Indonesia และ Lion Air ยังสามารถให้บริการเที่ยวบินบางเส้นทางได้ โดยเที่ยวบินไปเจดดาห์ยังไม่ได้รับผลกระทบ ขณะที่เที่ยวบินไปอัมสเตอร์ดัมของ Garuda ได้เปลี่ยนเส้นทางบินผ่านกรุงไคโร ประเทศอียิปต์ นอกจากนี้กระทรวงคมนาคมได้ยืนยันว่าจะประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เพื่อรับประกันความปลอดภัยในการบิน
มาตรการรับมือของรัฐบาล
ด้านกระทรวงประสานงานเศรษฐกิจระบุว่า รัฐบาลกำลังเตรียมยุทธศาสตร์เพื่อบรรเทาผลกระทบ โดยเฉพาะในภาคพลังงานและอาหาร กระทรวงการคลังถูกประสานให้ใช้งบประมาณแผ่นดิน (APBN) เป็นกลไกดูดซับแรงกระแทกจากความผันผวนของราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลก
รัฐบาลได้เร่งกระจายความช่วยเหลือด้านอาหารแก่ครัวเรือนผู้มีสิทธิ์กว่า 35.04 ล้านครัวเรือน รวมถึงประสานงานกับธนาคารกลางอินโดนีเซีย (BI) เพื่อดูแลเสถียรภาพค่าเงินรูเปียห์ อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันอินโดนีเซียมีเงินสำรองระหว่างประเทศ 154.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับปลอดภัย
ในส่วนของพลังงาน Pertamina ยืนยันว่าปริมาณสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงและก๊าซหุงต้ม (LPG) ยังเพียงพอสำหรับช่วงรอมฎอนและอีดิลฟิตรี และได้เตรียมเส้นทางขนส่งทางเลือกไว้แล้วเพื่อรักษาเสถียรภาพอุปทาน โดยรัฐบาลย้ำว่าจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมดำเนินมาตรการที่จำเป็นเพื่อประโยชน์ของประชาชน และขอให้สาธารณชนไม่ตื่นตระหนก
ความเห็นสำนักงาน (Office Comment)
สถานการณ์ความตึงเครียดที่ทวีความรุนแรงขึ้นในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ–อิสราเอล ก่อให้เกิดความเสี่ยงโดยตรงต่อเศรษฐกิจอินโดนีเซีย ความไม่แน่นอนด้านพลังงานและราคาน้ำมันโลกที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น การปิดช่องแคบฮอร์มุซส่งผลกระทบต่อเส้นทางเดินเรือหลักของโลก อาจทำให้ต้นทุนค่าระวางเรือและค่าเบี้ยประกันขนส่งเพิ่มขึ้น และกระทบต่อกระแสการค้าไปยังตะวันออกกลางและยุโรป
ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดคือความผันผวนของราคาน้ำมัน ซึ่งสามารถส่งผ่านไปยังต้นทุนนำเข้าและเงินเฟ้อภายในประเทศได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในช่วงเดือนรอมฎอนและเทศกาลอีดที่อุปสงค์ภายในประเทศอยู่ในระดับสูงอยู่แล้ว
สำหรับอินโดนีเซีย ผลกระทบหลักจะอยู่ที่ความมั่นคงด้านพลังงาน เสถียรภาพการคลัง และความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจมหภาค โดยในฐานะประเทศที่ยังพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและมีปริมาณสำรองจำกัด อินโดนีเซียจึงมีความเปราะบางต่อการหยุดชะงักของอุปทานในระยะยาว ซึ่งอาจเพิ่มภาระเงินอุดหนุนพลังงาน กดดันงบประมาณแผ่นดิน อ่อนค่าค่าเงินรูเปียห์ และกระทบดุลการชำระเงิน
ขณะเดียวกัน เงินเฟ้อนำเข้าและต้นทุนโลจิสติกส์ที่สูงขึ้นอาจส่งผลให้กิจกรรมทางธุรกิจชะลอตัว และลดกำลังซื้อของประชาชน แม้ว่ารัฐบาลจะได้เตรียมมาตรการรองรับ เช่น การใช้กลไกงบประมาณเป็นกันชน การแทรกแซงค่าเงินผ่านเงินสำรองระหว่างประเทศ และการจัดหาเส้นทางนำเข้าทางเลือก แต่ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญหากความขัดแย้งยืดเยื้อ
ในส่วนของการค้าไทย–อินโดนีเซีย ผลกระทบมีแนวโน้มเป็นทางอ้อม แต่ยังถือว่ามีนัยสำคัญ หากราคาพลังงานอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง ต้นทุนการผลิตและการขนส่งของทั้งสองประเทศจะเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันและอัตรากำไรทางการค้า ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน โดยเฉพาะกรณีค่าเงินรูเปียห์อ่อนค่า อาจลดอุปสงค์นำเข้าสินค้าจากไทย
ในระยะสั้น ผลกระทบยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ยืดเยื้อ อาจทำให้การค้าทวิภาคีชะลอตัวในระดับปานกลาง จากแรงกดดันด้านต้นทุนที่สูงขึ้นและอุปสงค์ภายในอินโดนีเซียที่อ่อนแรงลง