
ประเทศเยอรมนีกำลังประสบปัญวิกฤติด้านการขาดแคลนที่อยู่อาศัย เช่นเดียวกับการขาดแคลนแรงงานฝีมือสำหรับก่อสร้าง เพื่อช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้รัฐบาลและภาคธุรกิจก่อสร้างต่างมองหาทางเลือกผ่านกระบวนการสร้างแบบใหม่ หนึ่งทางในการแก้ปัญหาวิกฤตที่อยู่อาศัย ได้แก่ การสร้างบ้านจากเครื่องพิมพ์สามมิติ (3D Printer) โดยการผลิตผนังคอนกรีตผ่านเครื่องพิมพ์สามมิติ เพื่อสร้างผนังของอาคารบ้าน ซึ่งถือเป็นการสร้างบ้านที่ประหยัดเวลาการสร้างแบบเดิมถึง 2 เท่า โดยการสร้างตัวบ้านใช้เวลาเพียง 20 วันเท่านั้น และหากรวมขั้นตอนการได้รับใบอนุญาตก่อสร้างจนถึงการย้ายเข้าอยู่จะใช้เวลาทั้งหมดเพียงแค่ 12 เดือน
โดยขณะนี้การสร้างอาคารจากคอนกรีตสามมิติยังเป็นคงเป็นเพียงอาคารต้นแบบ โครงการต้นแบบนี้อยู่ในรูปแบบของอาคารพักอาศัยสามชั้น โดยในปี 2569 มีแผนการต่อยอดโครงการเป็นการผลิตแบบเชิงพาณิชย์ ด้วยเป้าหมายเพื่อช่วยลดวิกฤตการก่อสร้าง ทั้งด้านการขาดแคลนแรงงาน ผ่านการใช้แรงงานและวัสดุที่น้อยลง รวมถึงต้นทุนที่ต่ำลงถึง 10% นอกจากนี้กระบวนการก่อสร้างจะเร็วขึ้น 30% เมื่อเทียบกับการก่อสร้างแบบปัจจุบัน นอกจากนี้ การก่อสร้างจากเครื่องพิมพ์สามมิติยังส่งผลดีในด้านสิ่งแวดล้อม เนื่องจากการผลิตสามารถนำวัสดุรีไซเคิลมาใช้ได้เป็นจำนวนมาก และยังลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งในปัจจุบันอุตสาหกรรมก่อสร้างทั่วโลกเป็นต้นเหตุของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกถึง 40%
แม้เทคโนโลยีการผลิตคอนกรีตสามมิติจะเป็นตัวเร่งความเร็วในการก่อสร้าง และเป็นนวัตกรรมที่สำคัญสำหรับการเปลี่ยนแปลงและลดปัญหาต่างๆ ศาสตราจารย์ Frank Dehn จากสถานบันเทคโนโลยี Karlsruhe (KIT) ประเมินว่า การจะนำเทคโนโลยีการพิมพ์คอนกรีต 3 มิติ มาใช้อย่างแพร่หลายอาจใช้เวลาถึง 5-10 ปี เนื่องจากอุตสาหกรรมก่อสร้างยังคงยึดติดกับระบบช่่างฝีมือแบบดั้งเดิม โดยปัจจุบันหลายโครงการยังอยู่ในขั้นตอนพัฒนา และยังคงขาดมาตรฐานทางกฎหมายสำหรับการอนุมัติด้านการก่อสร้าง
นอกจากการพิมพ์แบบสามมิติแล้ว ในเยอรมนียังมีการริเริ่มโครงการในรูปแบบใหม่ ๆ เพื่อลดต้นทุนและระยะเวลาการก่อสร้าง เช่น การก่อสร้างโดยไม่ใช้ปูนซีเมนต์ การใช้คอนกรีตรีไซเคิล และการใช้วิธีก่อสร้างแบบไฮบริด (Hybrid) โดยมีโครงการอยู่ที่เมือง Kernen im Remstal ประเทศเยอรมนี ในรูปแบบอาคารสำหรับพักอาศัยจำนวน 34 ห้อง ลักษณะเด่นของอาคารคือผนังภายนอกผลิตจากไม้ และในส่วนของพื้นและเพดานทำจากคอนกรีต โดยวัสดุก่อสร้างส่วนใหญ่เป็นวัสดุสำเร็จรูปที่นำไปประกอบที่หน้างาน ซึ่งจะช่วยลดต้นทุน รวมถึงลดระยะเวลาการก่อสร้างได้ถึง 40% นอกจากนี้การใช้ไม้เป็นส่วนประกอบทำให้เกิดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ระหว่างกระบวนการก่อสร้างน้อยลงอีกด้วย อย่างไรก็ตาม แม้เทคโนโลยีการก่อสร้างจะมีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง แต่ปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่งที่ยังคงเป็นความท้าทายคือ กระบวนการอนุมัติและระบบราชการที่ซับซ้อน ซึ่งทำให้การดำเนินโครงการก่อสร้างที่อยู่อาศัยจำนวนมากในเยอรมนีเป็นไปอย่างล่าช้าและไม่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้ทันเวลา
ข้อเสนอแนะของสคต.
1) ภาคอุตสาหกรรมก่อสร้างทั่วโลก รวมถึงประเทศเยอรมนี กำลังมุ่งสู่การพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่ช่วยลดเวลา ต้นทุน และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การใช้วัสดุที่ช่วยให้การก่อสร้างเร็วขึ้น อาทิ การผลิตส่วนประกอบสำเร็จรูปในโรงงานแล้วนำมาประกอบบนไซต์งาน สามารถเร่งความเร็วการก่อสร้าง ลดของเสีย และไม่จำเป็นต้องใช้แรงงานเป็นจำนวนมาก ซึ่งตอบรับกับความต้องการเรื่องการก่อสร้างและความต้องการที่อยู่อาศัยจำนวนมาก
2) ประเทศเยอรมนีให้ความสำคัญเรื่องความยั่งยืนและการประหยัดพลังงาน ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับการออกแบบและก่อสร้างในอนาคต แนวโน้ม GreenBuilding กำลังได้รับความสนใจอย่างมาก การใช้วัสดุรีไซเคิลหรืออุปกรณ์จากธรรมชาติไม่เพียงแต่ช่วยลดต้นทุนและการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ แต่ยังสอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคที่เริ่มให้ความสำคัญกับบ้านที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตาม การนำเทคโนโลยีเหล่านี้ไปใช้ต้องคำนึงถึงมาตรฐานความปลอดภัย กฎหมายก่อสร้าง และสภาพอากาศของพื้นที่เป้าหมาย การสร้างบ้านในเยอรมนีมีข้อกำหนดทางวิศวกรรมและกฎหมายที่เข้มงวด ผู้ประกอบการไทยที่สนใจตลาดนี้ควรศึกษาและปรับกระบวนการก่อสร้างให้เหมาะสม ทั้งในด้านวัสดุ การออกแบบ และมาตรฐานความปลอดภัย เพื่อให้สอดคล้องกับกฎระเบียบและความคาดหวังของผู้บริโภค
*****************************************************************
ที่มา: ZDFheute