fb
ทางเลือกใหม่ทดแทนคลองปานามา เม็กซิโกเปิดใช้ “Interoceanic Corridor” เชื่อมสองมหาสมุทร ขนรถยนต์ 900 คัน ข้ามทวีป ใน 3 วัน

ทางเลือกใหม่ทดแทนคลองปานามา เม็กซิโกเปิดใช้ “Interoceanic Corridor” เชื่อมสองมหาสมุทร ขนรถยนต์ 900 คัน ข้ามทวีป ใน 3 วัน

โดย
Natsaran
ลงเมื่อ 10 เมษายน 2569 06:30
สคต. ณ กรุงเม็กซิโก (เม็กซิโก) (TTC, Mexico City (Mexico))
9
1

เม็กซิโกเดินหน้าพัฒนาเส้นทางโลจิสติกส์เชื่อมสองมหาสมุทร (Interoceanic Corridor of the Isthmus of Tehuantepec: CIIT) โดยสามารถทดสอบการขนส่งสินค้าระหว่างเอเชียไปยังชายฝั่งตะวันออกของสหรัฐอเมริกาได้สำเร็จเป็นครั้งแรก ด้วยการขนส่งรถยนต์จำนวน 900 คัน ภายในระยะเวลาประมาณ 72 ชั่วโมง สะท้อนศักยภาพของเม็กซิโกในการพัฒนาเป็นเส้นทางการค้าทางเลือก ท่ามกลางข้อจำกัดของคลองปานามาที่เผชิญปัญหาภัยแล้งอย่างต่อเนื่อง


การทดสอบดังกล่าวดำเนินการโดย Hyundai และ Hyundai Glovis ซึ่งได้ขนส่งรถยนต์จากเกาหลีใต้มายังท่าเรือ Salina Cruz ฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก ก่อนลำเลียงผ่านเส้นทางรถไฟระยะทาง 303 กิโลเมตร ไปยังท่าเรือ Coatzacoalcos ฝั่งอ่าวเม็กซิโก และส่งต่อไปยังสหรัฐอเมริกา โดยแต่ละช่วงของการขนส่งทางรางใช้เวลาประมาณ 9 ชั่วโมง


ผลการทดสอบแสดงให้เห็นว่าเส้นทางดังกล่าวสามารถรองรับการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศแบบหลายรูปแบบ (Multimodal transport) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะสินค้าที่ต้องการความรวดเร็ว เช่น รถยนต์ ซึ่งในช่วงปี 2023–2024 การจำกัดการเดินเรือผ่านคลองปานามาเนื่องจากระดับน้ำลดลง ส่งผลให้ระยะเวลาขนส่งบางเส้นทางยืดออกไปถึง 15–20 วัน


ปัญหาดังกล่าวมีสาเหตุมาจากระดับน้ำในทะเลสาบ Gatún ซึ่งเป็นแหล่งน้ำสำคัญของคลองปานามาที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้จำนวนเรือที่สามารถผ่านคลองได้ต่อวันลดลงจากปกติประมาณ 38 ลำ เหลือเพียง 22 ลำในบางช่วง พร้อมทั้งมีการจำกัดน้ำหนักบรรทุกของเรือ ทำให้เกิดความล่าช้าและต้นทุนที่เพิ่มขึ้นในระบบการค้าระหว่างประเทศ


ในบริบทนี้ เส้นทาง Interoceanic Corridor ของเม็กซิโกจึงถูกมองว่าเป็นทางเลือกใหม่ที่ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับห่วงโซ่อุปทานโลก แม้จะยังไม่สามารถทดแทนคลองปานามาได้ทั้งหมด เนื่องจากต้องมีการขนถ่ายสินค้าระหว่างสองฝั่งมหาสมุทร แต่สำหรับสินค้าที่ให้ความสำคัญกับความรวดเร็วและความแน่นอนของระยะเวลา เส้นทางดังกล่าวถือเป็นทางเลือกที่มีศักยภาพ


ทั้งนี้ โครงการ CIIT ซึ่งได้รับการอนุมัติในปี 2019 และเริ่มเปิดให้บริการขนส่งทางรางในปี 2023 อยู่ระหว่างการพัฒนาเพิ่มเติม โดยมีแผนขยายท่าเรือและพัฒนานิคมอุตสาหกรรมจำนวน 10 แห่งตลอดแนวเส้นทาง คาดว่าจะมีความพร้อมเต็มรูปแบบภายในปี 2026 ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มการย้ายฐานการผลิต (Nearshoring) ที่ทำให้เม็กซิโกมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในห่วงโซ่อุปทานโลก


อย่างไรก็ตาม โครงการดังกล่าวยังเผชิญความท้าทายจากประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมและข้อกังวลของชุมชนท้องถิ่นเกี่ยวกับการใช้ที่ดินและผลกระทบต่อระบบนิเวศ ซึ่งอาจส่งผลต่อความคืบหน้าในระยะยาว


การพัฒนา Interoceanic Corridor ของเม็กซิโกสะท้อนให้เห็นถึงการปรับตัวของระบบการค้าระหว่างประเทศต่อความไม่แน่นอนด้านสิ่งแวดล้อมและภูมิรัฐศาสตร์ พร้อมทั้งตอกย้ำบทบาทของเม็กซิโกในฐานะศูนย์กลางโลจิสติกส์และการผลิตที่สำคัญในภูมิภาคอเมริกา


โอกาส/ผลกระทบต่อไทย การพัฒนาเส้นทางโลจิสติกส์ใหม่ของเม็กซิโกเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยสามารถวางแผนการขยายตลาดในภูมิภาคอเมริกาได้ในระยะยาว โดยเฉพาะการใช้เม็กซิโกเป็นจุดเชื่อมต่อ สำหรับกระจายสินค้ามายังเม็กซิโกและประเทศในลาตินอเมริกา ซึ่งจะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการเลือกเส้นทางขนส่ง และลดความเสี่ยงจากความล่าช้าของเส้นทางเดิม ในระยะยาว เส้นทางดังกล่าวจะช่วยเพิ่มทางเลือกให้กับผู้ส่งออกไทยในการบริหารจัดการโลจิสติกส์ระหว่างเอเชียและอเมริกา ทำให้สามารถปรับตัวต่อความไม่แน่นอนของระบบการค้าระหว่างประเทศได้ดีขึ้น และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดโลกได้

 


 

สคต. ณ กรุงเม็กซิโก

แหล่งที่มา

https://dailygalaxy.com/2026/04/panama-canal-drought-new-trade-route-interoceanic-corridor/ 
 

Share :
Instagram