เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา สำนักข่าว Globes ของอิสราเอล ได้เปิดเผยข่าวใหญ่ในวงการ logistic ของอิสราเอลว่า นาย Israel Katz รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอิสราเอล ได้ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวว่า รัฐบาลอิสราเอลโดยการพิจารณาของกระทรวงกลาโหมอิสราเอล ประกาศคัดค้านดีลประวัติศาสตร์มูลค่า 4.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในการขายหุ้น ZIM Integrated Shipping Services ให้แก่ Hapag-Lloyd ยักษ์ใหญ่สายการเดินเรือจากเยอรมนี ถือเป็นข่าวใหญ่ที่สั่นสะเทือนวงการพาณิชย์นาวีระดับโลก โดย สคต. ได้จัดทำบทวิเคราะห์กระทบต่อประเทศไทย ดังนี้
ทำไมรัฐบาลอิสราเอลจึง "เบรก" ดีลนี้?
กระทรวงกลาโหม ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนแทนยาฮู และรัฐมนตรีกลาโหม อิสราเอล คัตซ์ ระบุชัดเจนว่า ดีลนี้ไม่สามารถรักษาผลประโยชน์และความมั่นคงสูงสุดของประเทศได้ เนื่องจากโครงสร้างดีลเดิมจะตัดสลับแบ่งส่วนให้ Hapag-Lloyd คุมเส้นทางระหว่างประเทศ ขณะที่หน่วยงานความมั่นคงกังวลว่า เรือของ ZIM ในอนาคตอาจถูกจำกัดสิทธิ์ให้วิ่งเฉพาะในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และเสี่ยงที่จะสูญเสียการควบคุมเส้นทางขนส่งตรงไปยังสหรัฐฯ และเอเชีย (Far East) ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ในการนำเข้ายุทโธปกรณ์และเสบียงกรังยามสงครามได้
โครงสร้างผู้ถือหุ้นของกลุ่มทุนเยอรมัน: หน่วยงานความมั่นคงอิสราเอลแสดงความกังวลอย่างยิ่ง เนื่องจาก Hapag-Lloyd มีกลุ่มทุนและนักลงทุนจากประเทศกาตาร์ (Qatar) และซาอุดีอาระเบีย (Saudi Arabia) ร่วมถือหุ้นอยู่ด้วย รวมถึงรัฐบาลชิลีที่มีจุดยืนวิพากษ์วิจารณ์อิสราเอลอย่างรุนแรง อิสราเอลจึงเกรงว่าในอนาคต หากเกิดความขัดแย้งทางทหาร ประเทศเหล่านี้อาจใช้มาตรการกดดันทางการเมืองผ่านสายการเดินเรือเพื่อปิดกั้นเส้นทางการค้าของอิสราเอลได้
การใช้สิทธิ์หุ้นทองคำ (Golden Share): รัฐบาลอิสราเอลระบุว่า ตนเองยังคงถือสิทธิ์ "หุ้นทองคำ" ในบริษัท ZIM ซึ่งเป็นสิทธิ์พิเศษทางกฎหมายในการยับยั้งการเปลี่ยนมือผู้ควบคุมกิจการหรือการขายสินทรัพย์ของบริษัท เพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของชาติในยามวิกฤต ดีลนี้จึงถูกระงับและส่งผลให้หุ้น ZIM ร่วงลงทันที 6.8%
วิเคราะห์ผลกระทบต่อ "การส่งออกของไทยมาอิสราเอล"
การระงับดีลนี้ถือเป็นข่าวดี ต่อผู้นำเข้าและผู้ส่งออกไทย ดังนี้
รักษาเส้นทางเดินเรือตรง (Direct Route) จากไทย-อิสราเอล: สายการเดินเรือ ZIM เป็นหนึ่งในสายเรือหลักที่ให้บริการเส้นทางตรงจากท่าเรือแหลมฉบังไปยังท่าเรือแอชดอด (Ashdod) และไฮฟา (Haifa) ของอิสราเอลโดยตรง การที่รัฐบาลอิสราเอลสั่งให้ ZIM คงสถานะการคุมเส้นทางเอเชียไว้ ทำให้มั่นใจได้ว่า ตารางเดินเรือ (Sailing Schedule) จากไทยไปอิสราเอลจะไม่ถูกยกเลิกหรือลดความถี่ลง ซึ่งหากดีลนี้ผ่านและ Hapag-Lloyd เข้ามาคุม สินค้าไทยอาจต้องไปเปลี่ยนถ่ายลำเรือ (Transshipment) ที่พอร์ตอื่นในยุโรป ซึ่งจะเพิ่มระยะเวลาจัดส่งและต้นทุนสะสม
เสถียรภาพด้านค่าระวางเรือ (Freight Rate): หาก Hapag-Lloyd (อันดับ 5 ของโลก) ควบรวม ZIM (อันดับ 9 ของโลก) ได้สำเร็จ จะเกิดการกระจุกตัวของอำนาจตลาด (Market Consolidation) ซึ่งอาจส่งผลให้สายเรือใหญ่มีอำนาจในการปรับขึ้นค่าระวางเรือในเส้นทางตะวันออกกลางได้ง่ายขึ้น การเบรกดีลนี้จึงช่วยรักษาการแข่งขันในตลาดไว้ และทำให้ค่าระวางเรือในเส้นทางไทย-อิสราเอลไม่พุ่งสูงขึ้นอย่างผิดปกติจากปัจจัยการผูกขาด
ผลกระทบต่อ "กลุ่มโลจิสติกส์และผู้รับจัดการขนส่งสินค้าของไทย" (Freight Forwarders)
ผู้ประกอบการไทยไม่ได้รับผลกระทบทางลบ - กลุ่มบริษัทโลจิสติกส์ไทย (เช่น WICE, III, LEO, Sonic) ที่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนผู้ส่งสินค้า (Freight Forwarders) จะสามารถดำเนินธุรกิจได้ตามปกติ (Business as Usual) และไม่ต้องเผชิญความวุ่นวายในการย้ายระบบซัพพลายเชน
คงทางเลือกในการเจรจาและการบริการ - Forwarders ไทยยังคงสามารถใช้ข้อเสนอและอัตราค่าระวางเรือของ ZIM ในการเสนอราคาให้แก่ลูกค้าผู้ส่งออกไทยได้เช่นเดิม โดยระบบจัดซื้อ ซอฟต์แวร์ และตู้คอนเทนเนอร์ของ ZIM จะยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปรวมกับระบบของ Hapag-Lloyd ทำให้ระบบโลจิสติกส์ต้นทางของไทยไม่มีสะดุด
ความเห็นของ สคต.
จากข่าวดังกล่าว สคต. ณ กรุงเทลอาวีฟ มองว่า การที่รัฐบาลอิสราเอลประกาศระงับการขายหุ้นของ ZIM Integrated Shipping Services ให้กับ Hapag-Lloyd ซึ่งเป็นดีลประวัติศาสตร์มูลค่า 4.2 พันล้านดอลลาร์ โดยให้เหตุผลด้านความมั่นคงและสิทธิ์ควบคุมเส้นทางเดินเรือยุทธศาสตร์นั้น มีจุดประสงค์สำคัญคือ เพื่อป้องกันความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทานในภาวะสงคราม นอกจากนั้น การระงับดีลครั้งนี้ยังช่วยรักษาเสถียรภาพการขนส่งทางเรือตรงจากไทยสู่อิสราเอล และป้องกันความผันผวนของค่าระวางเรือสำหรับผู้ส่งออกไทย
สคต. ณ กรุงเทลอาวีฟ ประเมินว่าเสถียรภาพการขนส่งทางเรือระหว่างไทยและอิสราเอลยังคงมั่นคง โดยแนะนำให้ผู้ส่งออกไทยใช้ประโยชน์จากเส้นทางตรงของ ZIM เพื่อรักษาความได้เปรียบทางการค้าและลดความเสี่ยงด้านการขนส่งต่อไป โดยอาจต้องติดตามข่าวในประเด็นนี้ต่อไปในอนาคตว่า ภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องหรือรัฐบาลเยอรมนีที่อาจเสียประโยชน์จะมีท่าทีอย่างไรต่อไป
ผู้ส่งออกหรือนักธุรกิจที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติมด้านการค้าและการลงทุนต่าง ๆ เกี่ยวประเทศอิสราเอล ท่านสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ E-mail: ของสำนักงานฯ ที่ thaicomt@zahav.net.il
ที่มา : https://en.globes.co.il/en