
ในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปี 2568 GDP ของหังโจวเพิ่มสูงถึง 1.68522 แสนล้านหยวน อยู่ในอันดับ 3 ของประเทศ เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วเกือบ 8 หมื่นล้านหยวน โดยการเพิ่มขึ้นของ GDP ตลอดปีนี้ของหังโจวอาจสูงกว่าปีก่อนถึง 2.5 เท่า
สำหรับเฉิงตูมีการเพิ่มขึ้นของ GDP ใน 3 ไตรมาสแรกอยู่ที่ 1.49268 แสนล้านหยวน มากกว่าปีที่แล้วราว 2.5 แสนล้านหยวน อยู่อันดับที่ 4 ของประเทศ สูงกว่าเมืองซูโจวเล็กน้อย และสูงกว่าเมืองฉงชิ่งเกือบ 3 แสนล้านหยวน
นอกจากนี้ เฉิงตูยังมีอัตราการเติบโตของ GDP ใน 3 ไตรมาสแรกอยู่ที่ร้อยละ 5.8 สูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศที่ร้อยละ 0.6 และเป็นอันดับ 1 ในกลุ่มเมืองเศรษฐกิจ 10 อันดับแรก ทะยานผ่านระดับ 1.8 ล้านล้านหยวนการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของทั้งสองเมืองในรอบนี้ มีสาเหตุจากภาคอุตสาหกรรมที่เริ่มขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง
สำหรับหังโจว จุดแข็งเดิมของเมืองอยู่ที่ภาคการเงินและเศรษฐกิจดิจิทัล โดยในช่วงสิ้นปี 2567 ปริมาณเงินทุนรวมของหังโจว (ยอดเงินฝากสถาบันการเงินทั้งสกุลเงินในและต่างประเทศ) อยู่ที่ 7.9522 ล้านล้านหยวน เป็นรองจากปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ เซินเจิ้น และกว่างโจวเท่านั้น
นอกจากนี้ มูลค่าเพิ่มของอุตสาหกรรมแกนกลางของเศรษฐกิจดิจิทัลของหังโจวอยู่ที่ 6.305 ล้านล้านหยวน เป็นรองเพียงปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ และเซินเจิ้น

( แหล่งที่มา : การคลังเมือง สถาบันสถิติเมืองปรับโดย สคต.ณ นครเฉิงตู )
ภายในปี 2568 เป้าหมายของหังโจวคือ ระบบนิเวศอุตสาหกรรม IoT (Internet of Things) อัจฉริยะและอุปกรณ์ขั้นสูงต้องมีมูลค่าเกิน 1 ล้านล้านหยวน ระบบนิเวศอุตสาหกรรมชีวเวชภัณฑ์ต้องมีมูลค่าเกิน 5แสนล้านหยวน และอุตสาหกรรมวัสดุใหม่และคาร์บอนต่ำต้องมีมูลค่าเกิน 3 แสนล้านหยวน พร้อมผลักดันให้เกิดโครงสร้างอุตสาหกรรมสมัยใหม่ที่นำโดยอุตสาหกรรมระดับล้านล้านหยวน
บทความของหนังสือพิมพ์หังโจวเดลี่เมื่อเดือนมกราคม เรื่อง “เส้นทางสู่การยกระดับ—พัฒนาอย่างก้าวกระโดด ยกระดับคุณภาพอุตสาหกรรมหังโจว” มุ่งหารือว่า “ควรพัฒนาอย่างไร” สิ่งที่สำคัญคือ หังโจวได้คว้าโอกาสจากกระแส “ปัญญาประดิษฐ์+ (AI+)” ด้วยการขยายการใช้งานเชิงพาณิชย์ในหลายด้าน ดึงดูดทรัพยากรนวัตกรรมคุณภาพสูง และเดินหน้าเข้าสู่อุตสาหกรรมใหม่ที่มีศักยภาพสูงและสามารถเติบโตได้มาก ความตั้งใจของหังโจวชัดเจนว่า อุตสาหกรรมที่ต้องการพัฒนาไม่ใช่อุตสาหกรรมใช้แรงงาน แต่เป็นอุตสาหกรรมใหม่ที่มีเทคโนโลยีและนวัตกรรม
ผลลัพธ์ที่ปรากฏ คือ อุตสาหกรรมของหังโจวในปัจจุบันมีศักยภาพแซงหน้าอู่ฮั่น ที่ขึ้นชื่อด้านอุตสาหกรรมการผลิต จากข้อมูลในสถิติประจำปี 2567 ของทั้งสองเมือง พบว่า รายได้รวมของอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ในอู่ฮั่นปี 2566 อยู่ที่ 1.56589 ล้านล้านหยวน ขณะที่หังโจวอยู่ที่ 2.198668 ล้านล้านหยวน นอกจากนี้อุตสาหกรรมที่ทำรายได้เกิน 1 แสนล้านหยวนในหังโจวมีมากกว่าอู่ฮั่น โดยในปี 2566 อู่ฮั่นมีอุตสาหกรรมที่มีรายได้เกินระดับนี้อยู่ 4 สาขา หังโจวมีอุตสาหกรรมที่มีรายได้เกินหนึ่งแสนล้านหยวนจำนวน 6 สาขา


( แหล่งที่มา : การคลังเมือง สถาบันสถิติเมืองปรับโดย สคต.ณ นครเฉิงตู )
นอกจากนี้ ในช่วงสามไตรมาสแรกของปีนี้ มูลค่าเพิ่มของอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ของหังโจวเติบโต ร้อยละ 6.2 อยู่อันดับ 3 ร่วมกับเมืองหนานจิงในกลุ่มเมืองเศรษฐกิจ 10 อันดับแรก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมใหม่มีอัตราการเติบโตที่โดดเด่นแยกตามประเภทธุรกิจ อุตสาหกรรมการผลิตคอมพิวเตอร์ การสื่อสาร และอุปกรณ์อื่นๆ เติบโตร้อยละ 14.5 ขณะที่อุตสาหกรรมการผลิตยานยนต์เติบโตร้อยละ 33.0
แยกตามประเภทอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมไฮเทค อุตสาหกรรมเกิดใหม่เชิงกลยุทธ์ และอุตสาหกรรมการผลิตเครื่องจักรและอุปกรณ์เติบโตร้อยละ 7.7 ร้อยละ9.5 และที่ร้อยละ 9.4 ตามลำดับ ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ร้อยละ 1.4 / 3.2 และ 3.1
แยกตามผลิตภัณฑ์ ผลผลิตของคอมพิวเตอร์ควบคุมอุตสาหกรรมและระบบเพิ่มขึ้นร้อยละ 82.9 หุ่นยนต์อุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นร้อยละ 97.9 และรถยนต์พลังงานใหม่เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 229.1
สำหรับเฉิงตู อัตราการเติบโตในช่วงสามไตรมาสแรกได้รับแรงหนุนจากภาคอุตสาหกรรมเช่นเดียวกัน สำนักงานสถิติเมืองเฉิงตูเปิดเผยว่า อุตสาหกรรมขนาดใหญ่เติบโตร้อยละ 7.5 ซึ่งยังคงเป็นกลุ่มเมืองเศรษฐกิจ 10 อันดับเช่นเดิม

( แหล่งที่มา : การคลังเมือง สถาบันสถิติเมืองปรับโดย สคต.ณ นครเฉิงตู )
เฉิงตูเร่งยกระดับภาคอุตสาหกรรม หลังข้อมูลล่าสุดชี้สัดส่วนอุตสาหกรรมยังตามหลังเมืองเศรษฐกิจชั้นนำ ข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดของเฉิงตูเผยให้เห็นว่า เมืองพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็ว โดยหลายสาขามีการเติบโตโดดเด่น อาทิ อุตสาหกรรมถลุงและรีดโลหะมีสีเติบโตร้อยละ 61.8 อุตสาหกรรมผลิตรถยนต์เติบโต ร้อยละ 20.2 อุตสาหกรรมผลิตคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์สื่อสารเติบโตร้อยละ 14.1อุตสาหกรรมผลิตเครื่องจักรไฟฟ้าเติบโตร้อยละ 10.8
นอกจากนี้ อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงยังเติบโตร้อยละ 11.2 โดยสินค้าสำคัญมีการขยายตัวแรง เช่น อุตสาหกรรมรถยนต์พลังงานใหม่เพิ่มขึ้นร้อยละ 238 อุตสาหกรรมสมาร์ตวอทช์เพิ่มขึ้นร้อยละ 54.4 และแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนเพิ่มขึ้นร้อยละ 38.9
อย่างไรก็ตาม แม้เศรษฐกิจของเฉิงตูโดยรวมจะถือว่าแข็งแกร่งและมีประชากรจำนวนมากเป็นฐานบริโภคสำคัญ แต่ภาคอุตสาหกรรมยังไม่โดดเด่นเท่าที่ควร หนังสือพิมพ์ เสฉวนเดลี่ ระบุว่า เฉิงตูยังคงเผชิญปัญหา “สัดส่วนอุตสาหกรรมลดลง ทั้งที่ยังไม่เติบโตเต็มที่”
ในปี 2566 เฉิงตูทำรายได้จากอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ 1.8 ล้านล้านหยวน อยู่ในอันดับที่ 12 ของประเทศ เมื่อเทียบกับเมืองเศรษฐกิจรองลงมาอย่างฝอซาน ตงก่วน หนิงโป อู๋ซี และเทียนจิน ซึ่งมียอดรายได้ทะลุ 2 ล้านล้านหยวนแล้ว ยิ่งเห็นช่องว่างที่เฉิงตูต้องเร่งตามให้ทัน
ด้านผู้นำอุตสาหกรรมของจีนอย่างเซินเจิ้น ยังคงครองอันดับหนึ่งอย่างแข็งแกร่ง ด้วยรายได้อุตสาหกรรมสูงถึง 5.4 ล้านล้านหยวน

( แหล่งที่มา : การคลังเมือง สถาบันสถิติเมืองปรับโดย สคต.ณ นครเฉิงตู )
เฉิงตูจำเป็นต้องเดินหน้าขยายฐานอุตสาหกรรมอย่างเข้มข้น เพื่อให้สอดรับกับศักยภาพด้านเศรษฐกิจและประชากรของเมือง ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญต่อการขับเคลื่อนเฉิงตูสู่การเป็นมหานครเศรษฐกิจระดับประเทศในอนาคต ความอ่อนแอของภาคการผลิตในเฉิงตูยังสะท้อนให้เห็นจากจำนวนอุตสาหกรรมที่มีรายได้เกิน 1 แสนล้านหยวน มีอุตสาหกรรมอยู่ 37 ประเภท ตามการแบ่งประเภทอุตสาหกรรมของกระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศจีน (MIIT)
แต่จากข้อมูลในสถิติประจำปี 2567 ของเฉิงตูพบว่า ในปี 2566 จาก 37 สาขาอุตสาหกรรม มีเพียง 4 สาขาที่มีรายได้รวมเกิน 1 แสนล้านหยวน ได้แก่
• อุตสาหกรรมการผลิตคอมพิวเตอร์ การสื่อสาร และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ
• อุตสาหกรรมการผลิตและการจ่ายพลังงานไฟฟ้าและความร้อน
• อุตสาหกรรมการผลิตยานยนต์
• อุตสาหกรรมการผลิตเครื่องจักรไฟฟ้าและอุปกรณ์ไฟฟ้า

( แหล่งที่มา : การคลังเมือง สถาบันสถิติเมืองปรับโดย สคต.ณ นครเฉิงตู )
หลังจากมณฑลเสฉวนประกาศเดินหน้าผลักดันยุทธศาสตร์ “สร้างเมืองเอกให้แข็งแกร่ง” เพื่อยกระดับบทบาทของเฉิงตูในฐานะหัวหอกเศรษฐกิจ มณฑลกานซูได้เดินรอยตามทันที โดยหนังสือพิมพ์ กานซูเดลี่ ถึงขั้นเผยแพร่คำขวัญว่า “เมืองเอกแข็งแกร่ง มณฑลแข็งแกร่ง เมืองเอกเจริญ มณฑลเจริญ” สะท้อนแนวคิดว่าหากเมืองศูนย์กลางเติบโตอย่างมั่นคง จะสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งมณฑลให้เติบโตตามไปด้วย
ในปัจจุบัน มณฑลเสฉวน เฮยหลงเจียง ยูนนาน ชิงไห่ ส่านซี และหูนาน ต่างดำเนินยุทธศาสตร์ลักษณะเดียวกัน โดยมุ่งเน้นเพิ่มศักยภาพเมืองเอกให้เป็นแรงขับเคลื่อนหลักของภูมิภาค เพื่อแก้ปัญหาการพัฒนาที่กระจัดกระจายและสร้างศูนย์กลางเศรษฐกิจที่แข็งแรงขึ้น
อย่างไรก็ตาม กวางตุ้ง ซึ่งดูภายนอกเหมือนจะไม่ได้ใช้ยุทธศาสตร์ “เสริมเมืองเอก” กลับมีความเหลื่อมล้ำภายในรุนแรงยิ่งกว่า ตัวเลข GDP ปีล่าสุดชี้ว่า เซินเจิ้น เมืองเศรษฐกิจอันดับหนึ่งของมณฑล มี GDP สูงกว่าเมืองที่อยู่ท้ายสุดอย่างหยุนฝูถึง 28.1 เท่า
ผู้เชี่ยวชาญอธิบายว่า ปัจจัยสำคัญมาจากโครงสร้างพื้นที่ของกวางตุ้ง หากมอง “เขตสามเหลี่ยมปากแม่น้ำจูเจียง” หรือ Greater Bay Area เป็นหน่วยเดียว จะเห็นว่ากวางตุ้งเองก็คือ มณฑลที่มีศูนย์กลางใหญ่เพียงแห่งเดียว (Single-core) โดยมีเซินเจิ้น–กว่างโจวเป็นหัวใจหลักของการเติบโต ขณะที่พื้นที่ทางตะวันออก ตะวันตก และตอนเหนือของมณฑลยังพัฒนาล้าหลังอย่างเห็นได้ชัด
ความเหลื่อมล้ำที่เด่นชัดในกวางตุ้ง ยิ่งสะท้อนให้เห็นเหตุผลว่าทำไมหลายมณฑลจึงเร่งผลักดันยุทธศาสตร์ “สร้างเมืองเอกให้แข็งแกร่ง” เพื่อดึงศักยภาพทางเศรษฐกิจให้รวมศูนย์และเกิดพลังขับเคลื่อนระดับมณฑลได้อย่างแท้จริง
ดังนั้น แม้กวางตุ้งดูเหมือนจะพัฒนาอย่างสมดุล แต่เมื่อพิจารณาปัจจัยด้านภูมิประเทศ ก็ยังคงเป็นรูปแบบ “ศูนย์กลางเดี่ยวในความหมายกว้าง” อยู่ดี เช่นเดียวกับมณฑลเสฉวน
เศรษฐกิจอันดับหนึ่งของเสฉวนคือเมืองเฉิงตู ซึ่งมี GDP ในปี 2024 สูงถึง 23,511.34 พันล้านหยวน ขณะที่พื้นที่เศรษฐกิจท้ายสุดอย่างเขตปกครองตนเองอาปา มี GDP เพียง 570.11 พันล้านหยวน เท่านั้น เฉิงตูมีขนาดเศรษฐกิจมากกว่าอาปาถึง 41.2 เท่า
ความเหลื่อมล้ำอย่างมากของเสฉวน เป็นผลโดยตรงจากยุทธศาสตร์ “สร้างเมืองเอกให้แข็งแกร่ง” และยุทธศาสตร์นี้เองก็ถูกกำหนดโดย “ภูมิประเทศ”

( แหล่งที่มา : การคลังเมือง สถาบันสถิติเมืองปรับโดย สคต.ณ นครเฉิงตู )
พื้นที่ที่เหมาะแก่การพัฒนาเศรษฐกิจของเสฉวนจริง ๆ มีเพียง “แอ่งเสฉวน” หรือ “ที่ราบเฉิงตู” เท่านั้น ดังนั้นเฉิงตูจึงกลายเป็นศูนย์กลางที่แข็งแกร่งเพียงแห่งเดียวของมณฑล สภาพภูมิประเทศ ประกอบกับแรงต้านทานต่อการดูดซับทรัพยากรจากเมืองชายฝั่ง ผลักดันให้มณฑลเสฉวนต้องเร่งเดินหน้าในเส้นทาง “เสริมความแข็งแกร่งให้เมืองเอก” อย่างเต็มกำลัง และปัจจัยเหล่านี้เองได้หล่อหลอมให้เมืองเฉิงตู กลายเป็นศูนย์กลางที่โดดเด่นราวกับ “เสาหลักเดียวที่ค้ำทั้งมณฑล” ในเสฉวน
แม้จะเดินหน้าสร้างเมืองเอกให้แข็งแกร่งเพียงใด ก็ยังยากที่จะหยุดยั้งปัญหาประชากรไหลออกจากภูมิภาคตะวันตก ซึ่งมีความเสียเปรียบเชิงโครงสร้างมาแต่เดิม ยุทธศาสตร์ “เสริมเมืองเอก” ของมณฑลต่าง ๆ ในภาคกลางและตะวันตกไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อดึงประชากรจากภาคตะวันออก แต่ทำเพื่อคนที่ยังอยู่สามารถมีชีวิตที่ดีขึ้น มีศักดิ์ศรีมากขึ้น ภายใต้ยุทธศาสตร์เมืองเอกที่แข็งแรง ประชาชนจะมีโอกาสมากขึ้น ทั้งการหางานที่ดีขึ้น การใช้ชีวิตที่สะดวกสบายขึ้น รวมถึงการเข้าถึงบริการสาธารณะที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา การรักษาพยาบาล หรือระบบคมนาคม หากทำสิ่งเหล่านี้ได้ นั่นคือ “ศักดิ์ศรีสูงสุด” ของมณฑล
ข้อเสนอแนะ/ข้อคิดเห็น สคต. เฉิงตู
จีนเร่งผลักดันยุทธศาสตร์ “สร้างเมืองเอกให้แข็งแกร่ง” สะท้อนถึงโมเดลการพัฒนาเศรษฐกิจที่กำลังเปลี่ยนไปอย่างสำคัญ ซึ่งประเทศไทยสามารถนำมาประยุกต์ได้หลากหลายด้าน ดังนี้
1) โอกาสด้านการลงทุนและความร่วมมืออุตสาหกรรม
บริษัทจากหังโจวและเฉิงตู (เช่น แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้า, บริษัทเทคโนโลยี AI-IoT) เริ่มมองหาฐานผลิตนอกจีนเพื่อลดความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ไทยสามารถดึงดูดให้มาตั้งโรงงานใน EEC และนิคมอุตสาหกรรมภาคตะวันออก เพราะไทยพร้อมทั้งด้านโลจิสติกส์ และมี supply chain ยานยนต์ที่เข้มแข็ง
2) โอกาสด้าน Smart City และ Digital Economy
การพัฒนาดิจิทัลของหังโจว เป็นต้นแบบสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัลมีสัดส่วนถึงร้อยละ 28.8 ของ GDP และเมืองพัฒนา AI+ และ IoT อย่างเป็นระบบ ไทยสามารถนำโมเดลหังโจวมาพัฒนาสู่ “Bangkok Digital & Smart City” และผังเมืองอัจฉริยะในเชียงใหม่–ขอนแก่น–ภูเก็ต
3) โอกาสด้านการท่องเที่ยวและ Creative Economy
เฉิงตูเป็นเมืองท่องเที่ยวอันดับต้น ๆ ของจีน นอกจากนี้ประชากรของหังโจวและเฉิงตูมีรายได้เฉลี่ยสูงกว่าค่าเฉลี่ยจีน ทำให้ไทยสามารถทำ แคมเปญเจาะกลุ่ม High-end Chinese Travelers
4) โอกาสด้านการค้า–โลจิสติกส์และศูนย์กระจายสินค้า
เฉิงตูเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์สำคัญของจีนฝั่งตะวันตก ไทยสามารถใช้โอกาสนี้ในการผลักดัน Land-Sea Trade Corridor (ไทย–ลาว–จีน) ขยายการส่งออกสินค้าไทยไปเฉิงตู เช่น ของสด ผลไม้ อาหารพร้อมทาน และพัฒนาคลังสินค้าและโลจิสติกส์ไทยในเฉิงตู–ฉงชิ่ง
----------------------------------------------------
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครเฉิงตู
พฤศจิกายน 2568
แหล่งข้อมูล :
https://www.sohu.com/a/951302716_120127885