
รายงานของบริษัท BCG ซึ่งเป็นที่ปรึกษาด้านการจัดการ คาดการณ์ว่า ในอีก 5 ปีข้างหน้าความต้องการใช้ไฟฟ้าในทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยเหตุผลที่เป็นเช่นนี้แตกต่างกันออกไปตามแต่ละภูมิภาค โดยในสหภาพยุโรป (EU) ความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่มาจากในภาคการขนส่ง เช่น จากจำนวนรถยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น สำหรับในสหรัฐอเมริกานั้น ความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นมาจากศูนย์ข้อมูลเป็นปัจจัยสำคัญที่สุด ในขณะที่เอเชีย มาจากภาคอุตสาหกรรม เหล่านี้ได้แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ ซึ่งนับเป็นข่าวร้ายของเยอรมนี โดยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การลงทุนในอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานสูงในเยอรมนีเติบโตน้อยกว่าภูมิภาคอื่น ๆ ค่อนข้างมาก นับตั้งแต่ปี 2004 เยอรมนีเพิ่มการลงทุนในอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานสูงเพียง 20% เท่านั้น ในขณะที่ สหรัฐฯ เพิ่มการลงทุนในช่วงเวลาเดียวกันถึง 60% และจีนเพิ่มมากถึง 275% ด้านนาย Patrick Herhold ผู้ร่วมเขียนรายงานฉบับนี้ เปิดเผยว่า “สาเหตุสำคัญประการหนึ่ง คือ ราคาพลังงานที่สูงขึ้นในยุโรป จึงทำให้บริษัทเยอรมันเสียเปรียบด้านการแข่งขันอย่างมาก”โดยปัจจุบันการลงทุนจำนวนมากในเยอรมนีเป็นเพียงการลงทุนเพื่อรักษาและทดแทนโรงงานเดิม แต่ไม่ได้ขยายกำลังการผลิตแต่อย่างใด ส่งผลให้การขยายตัวในอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานสูงในปัจจุบันหยุดชะงัก ซึ่งในรายงานฉบับนี้ถูกส่งออกมาในช่วงเวลาที่ประเด็นเกี่ยวกับการเปลี่ยนรูปแบบการใช้พลังงาน (Energiewende หมายถึง นโยบายการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานในเยอรมนี ที่อธิบายถึงความพยายามที่จะเปลี่ยนระบบการใช้พลังงานฟอสซิล-นิวเคลียร์ที่มีอยู่ ให้เป็นระบบพลังงานที่ยั่งยืนผ่านพลังงานหมุนเวียน) กำลังสร้างความแตกแยกในเยอรมนีอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ในอีกไม่กี่วันที่จะถึงนี้ นาง Katherina Reiche รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจ วางแผนที่จะนำเสนอรายงานการติดตามตรวจสอบนโยบายการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานในเยอรมนีที่จะเป็นกำหนดอนาคตของ Energiewende ขณะเดียวกัน ผลการศึกษาของสภาหอการค้าพาณิชย์และอุตสาหกรรมเยอรมนี (DIHK - Der Deutsche Industrie- und Handelskammertag) ได้แสดงให้เห็นว่า การลงทุนของภาคเอกชนทั้งหมดในเยอรมนีจะต้องเพิ่มขึ้น 15 - 41% เพื่อที่จะสามารถบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานในเยอรมนีได้ ในทางกลับกันผลการศึกษาของ Greenpeace กลับให้ข้อสรุปที่ตรงกันข้าม สำหรับนาง Sophia van Vügt ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานขององค์กรกล่าวว่า เพื่อปกป้องสภาพภูมิอากาศและสร้างความคุ้มค่าของนโยบายพลังงานของเยอรมนี ควรจะเพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียน เพราะเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง
รายงาน BCG ฉบับล่าสุดเปรียบเทียบเยอรมนีกับประเทศ/ภูมิภาคอื่น ๆ ทั่วโลก โดยเน้นย้ำถึงปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานไว้ ดังนี้
Energiewende มีปัญหาเรื่องต้นทุน – ฝ่ายต่อต้านและฝ่ายสนับสนุนนโยบายการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของเยอรมนีมักจะถกเถียงกันเป็นประจำว่า พลังงานหมุนเวียนทำให้ค่าไฟฟ้าในเยอรมนีถูกลง หรือแพงขึ้นกันแน่ ยกตัวอย่างเช่น ต้นทุนของแผงโซลาร์เซลล์ลดลง 86% นับตั้งแต่ปี 2010 ในช่วงเวลาเดียวกันการผลิตไฟฟ้าจากกังหันลมนอกชายฝั่งก็มีราคาถูกลง 49% ต้นทุนการกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ลดลง 88% เมื่อเทียบกับเมื่อ 15 ปีก่อน แต่ในทางตรงกันข้ามราคาของไฮโดรเจนสีเขียวซึ่งสามารถช่วยผลิตไฟฟ้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมได้แม้ในฤดูหนาว และราคาของระบบการจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS - Carbon Capture and Storage) ซึ่งเป็นกระบวนการที่จะช่วยดักจับและกักเก็บ CO₂ ที่สร้างขึ้นไม่ให้ปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศ กลับมีราคาลดลงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ปัญหาที่คล้ายคลึงกัน คือ พลังงานหมุนเวียนต้องการเครือข่ายไฟฟ้าที่มีขนาดใหญ่และทรงพลังกว่าโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงฟอสซิล ทำให้ต้นทุนของโครงสร้างเครือข่ายไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นมาก รายงานระบุว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ราคาส่วนประกอบและชิ้นส่วนของการสร้าง/ดูแลรักษาเครือข่ายไฟฟ้ากำลังสูงเพิ่มขึ้นมากกว่า 65% สิ่งที่กล่าวมานี้เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ปัญหาราคาพลังงานไม่ลดลง แม้ว่าเยอรมนีจะเป็นประเทศที่มีกำลังการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 รองจากจีนและสหรัฐฯ แต่ราคาไฟฟ้าของภาคอุตสาหกรรมกลับเพิ่มสูงขึ้นอย่างมากในช่วงสิบปีที่ผ่านมา ในขณะที่ ราคาไฟฟ้าภาคอุตสาหกรรมในสหรัฐฯ และเอเชียกลับลดลง
เอเชียอนุมัติโครงการพลังงานเร็วกว่ายุโรป – ความเร็วในกระบวนการอนุมัติโครงการใหม่มีความแตกต่างกันอย่างมากในทั่วโลก ยกตัวอย่างเช่น ในจีน โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนบกและฟาร์มกังหันพลังงานลมจะได้รับใบอนุญาตภายใน 1-2 ปี และในอินเดีย 2 – 4 ปี ในขณะที่ใน EU และสหรัฐฯ ต้องใช้เวลานานถึง 5 ปี ความแตกต่างนี้สะท้อนอย่างชัดเจนเมื่อดูการอนุมัติระบบโครงสร้างเครือข่ายไฟฟ้าแรงสูงในจีน การอนุมัติโครงการดังกล่าวใช้เวลาเพียง 4 ปี ในอินเดียใช้เวลา 6 ปี แต่ใน EU และสหรัฐฯ กลับต้องใช้เวลานานถึง 13 ปี
การลงทุนกำลังเพิ่มขึ้นทั่วโลก – ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นหลายอย่างที่เกิดขึ้นในเยอรมนีนั้น ก็สามารถพบได้ในประเทศอื่น ๆ เช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น เยอรมนีไม่ใช่ประเทศเดียวที่วางแผนจะสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซหลายแห่ง แต่ในจีน สหรัฐอเมริกา อียิปต์ ซาอุดีอาระเบีย และญี่ปุ่น ต่างก็วางแผนที่จะสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซใหม่ให้มากขึ้นเช่นกัน แม้แต่การขยายเครือข่ายไฟฟ้าก็กำลังเพิ่มขึ้นทั่วโลก ในเยอรมนีค่าธรรมเนียมเครือข่ายไฟฟ้าคิดเป็นประมาณ 23% ของค่าไฟฟ้าของลูกค้าแบบครัวเรือนปกติ ในปี 2023 ในฝรั่งเศสตัวเลขดังกล่าวอยู่ที่ 28% และในสหรัฐฯ 49% อย่างไรก็ตาม สัดส่วนของภาษีในราคาไฟฟ้าในเยอรมนีนั้นสูงเป็นพิเศษโดยอยู่ที่ประมาณ 25% โดยรายงานของ BCG ยังแสดงให้เห็นว่า การลงทุนในภาคพลังงานมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทั่วโลก แม้ว่าบริษัทพลังงานจะลงทุนรวมประมาณเจ็ดล้านล้านดอลลาร์ทั่วโลกระหว่างปี 2017 - 2023 แต่คาดว่า ตัวเลขนี้จะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณสิบล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ระหว่างปี 2024 - 2030
จาก Handelsblatt 3 ตุลาคม 2568