
ตลาดสินค้าชีวมวลในญี่ปุ่น
---------------------------------------------------
ปัจจุบัน ประเทศต่างๆ ให้ความสำคัญกับการผลิตพลังงานชีวมวล (Biomass Energy) เพื่อลดการใช้พลังงานฟอสซิล และลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ทำให้ความต้องการสินค้าชีวมวลขยายตัว รวมถึงญี่ปุ่น ซึ่งมีแนวโน้มการใช้พลังงานชีวมวลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับรัฐบาลมีนโยบายในการส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน และลดการพึ่งพาพลังงานนิวเคลียร์ โดยคาดการณ์มูลค่าตลาดจาก 7.26 แสนล้านเยน ในปี 2563 เพิ่มสูงถึง 1.72 ล้านล้านเยน ในปี 2578 อย่างไรก็ดี ญี่ปุ่นพึ่งพาการนำเข้าเป็นหลัก โดยเฉพาะชีวมวลอัดเม็ด (Wood pellets) และไม้สับ (Wood Chips/Waste) เนื่องจากข้อจำกัดด้านปริมาณทรัพยากร ทั้งนี้ ปริมาณนำเข้ารวมอยู่ที่ 2.028 ล้านตัน ในปี 2563
ปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อการขยายตัวของอุปสงค์ชีวมวลในญี่ปุ่น
นโยบายสนับสนุนของรัฐ
อุปสงค์ของเชื้อเพลิงชีวมวลนำเข้าขยายตัวตามนโยบายพลังงานหมุนเวียนของรัฐบาล ที่มีวัตถุประสงค์หลักในการเปลี่ยนผ่านจากการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลไปสู่แหล่งพลังงานคาร์บอนต่ำ โดยตั้งเป้าหมายในการเพิ่มอัตราการใช้พลังงานหมุนเวียนที่ร้อยละ 22 - 24 ภายในปี 2573 การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงาน นโยบายหลัก อาทิ
- Feed-in Tariff (FIT) เน้นกระตุ้นการลงทุนของภาคเอกชนในอุตสาหกรรมโรงไฟฟ้าชีวมวล ผ่านมาตรการราคาจำหน่ายไฟฟ้าให้กับผู้ให้บริการสาธารณูปโภคในอัตราคงที่ (Fixed Rate) เป็นระยะเวลา 20 ปี
- Feed-in Premium (FIP) มุ่งส่งเสริมการแข่งขันในตลาดพลังงานหมุนเวียน โดยผู้ผลิตสามารถขายไฟฟ้าตามราคาตลาด และรัฐให้การสนับสนุนส่วนเพิ่ม (Premium)
- นโยบายด้านความยั่งยืน อาทิ Sustainable Biomass Program (SBP) และ Green Gold Label (GGL)
ความต้องการวัตถุดิบที่มั่นคงในอุตสาหกรรมการผลิต โดยเฉพาะเยื่อกระดาษ และแผ่นไม้แปรรูป และโรงไฟฟ้า ทั้งนี้ แม้ญี่ปุ่นจะพยายามเพิ่มการใช้ชีวมวลในประเทศ (เช่น เศษไม้เหลือทิ้งจากการก่อสร้าง และเศษเหลือใช้จากโรงเลื่อย ฯลฯ) แต่ยังไม่เพียงพอต่ออุปสงค์ โดยจำเป็นต้องนำเข้า Wood Pellets และ Palm Kernel Shell (PKS) ในปริมาณมากเพื่อป้อนโรงไฟฟ้า และอุตสาหกรรมการผลิตดังกล่าว
ทั้งนี้ ญี่ปุ่นกระจายแหล่งนำเข้าเพื่อลดความเสี่ยงในการพึ่งพาแหล่งใดแหล่งหนึ่ง ภายใต้มาตรการด้านความมั่นคงทางพลังงาน (Stable Procurement) โดยปัจจุบันนำเข้าจากเวียดนาม ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และอเมริกาเหนือเป็นหลัก
กฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง
ปัจจุบัน ยังไม่มีการกำหนดมาตรการ/กฎระเบียบการนำเข้าผลิตภัณฑ์ชีวมวลเป็นการเฉพาะ โดยจะใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับประเภทของวัสดุ อาทิ
- กฎหมายไม้สะอาด (Clean Wood Act) กำหนดให้ผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องยืนยันแหล่งที่มาของไม้ และผลิตภัณฑ์จากไม้ รวมถึงชีวมวล ว่าเก็บเกี่ยวอย่างถูกกฎหมาย โปร่งใส และตรวจสอบได้
- ข้อกำหนดด้านสุขอนามัยพืช (Phytosanitary Requirements) รวมถึงใบรับรองสุขอนามัยพืช ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมง (Ministry of Agriculture, Forestry and Fisheries) ฯลฯ
- มาตรฐาน ISPM No. 15 สำหรับบรรจุภัณฑ์ไม้/พาเลทไม้ที่ใช้ในการขนส่ง (Wood Packaging Material : WPM) โดยต้องผ่านการบำบัด เช่น รมควันด้วย Methyl Bromide ภายใต้ข้อกำหนดด้านปริมาณ และอุณหภูมิ เป็นต้น
- การรับรองความยั่งยืนโดยสมัครใจ (Voluntary Schemes) เฉพาะสำหรับชีวมวล เช่น Sustainable Biomass Program (SBP) และ Green Gold Label (GGL) ซึ่งช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถครอบคลุมข้อกำหนดด้านความยั่งยืนและการวิเคราะห์ก๊าซเรือนกระจก (GHG analysis) ซึ่งเป็นข้อบังคับภายใต้ FIT.4 SBP ได้ทำงานร่วมกับรัฐบาลญี่ปุ่นเพื่อจัดทำเอกสารข้อกำหนดเฉพาะ (Instruction Document) เพื่อให้ใบรับรอง SBP สามารถนำไปใช้โดยผู้ผลิตไฟฟ้าญี่ปุ่นได้3
แนวโน้มสินค้า
- ชีวมวลอัดเม็ด(Wood Pellets) HS 4401.31 : มีแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ญี่ปุ่นเป็นตลาดที่มีข้อกำหนดด้านคุณภาพสูง (High-Specification Market) และต้องเป็นไปตามนโยบายด้านความยั่งยืน โดยผู้ส่งออกต้องสามารถรับประกันปริมาณ และความต่อเนื่องของวัตถุดิบ ภายใต้การรับรองความยั่งยืน SBP/GGL และความสามารถในการทำสัญญาจัดหามั่นคงในระยะยาว (10-20 ปี) ซึ่งจำเป็นสำหรับการลงทุนในโรงไฟฟ้าภายใต้ FIT
- ไม้สับ (Non-coniferous Wood Chips/Waste) HS 4401.22 : นำเข้าเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตเยื่อกระดาษคุณภาพสูง และแผ่นไม้แปรรูปเป็นหลัก อาทิ แผ่นใยไม้อัด (Fiber Board) และแผ่นไม้ปาร์ติเกิล (Particle Board) โดยส่วนใหญ่ (ร้อยละ 85) เป็นวัสดุจากไม้เนื้อแข็ง ทั้งนี้ ญี่ปุ่นมีความต้องการใช้ในปริมาณมาก และพึ่งพาการนำเข้าเป็นหลัก โดยมีสัดส่วนหนึ่งในสามของการนำเข้าทั่วโลก แหล่งนำเข้าหลัก คือ เวียดนาม (สัดส่วนร้อยละ 40) ซึ่งมีจุดแข็งด้านราคา และปริมาณ ตามมาด้วยออสเตรเลีย แอฟริกาใต้ และไทยอยู่ในอันดับ 4 (สัดส่วนร้อยละ 0.6)
โอกาสของสินค้าไทย
เวียดนามเป็นคู่แข่งรายสำคัญในตลาดญี่ปุ่น ทั้งสินค้า Wood Pellets และ Wood Chips จากศักยภาพในการส่งออก Lower Yield Fiber (LYF) ในราคาที่แข่งขันได้ ผู้ประกอบการไทยจึงควรเน้นสร้างความแตกต่างด้านคุณภาพ ชูจุดขายด้านความยั่งยืนผ่านการรับรอง SBP ด้วยการสร้างระบบการจัดการห่วงโซ่อุปทาน (Management System) ที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตั้งแต่แหล่งกำเนิด (Forest/Residue) จนถึงโรงงานแปรรูป โดยสามารถยืนยันปริมาณการผลิตที่ต่อเนื่อง และสม่ำเสมอได้ตลอดอายุสัญญา เพื่อสร้างความเชื่อมั่นสูงสุดให้กับผู้นำเข้าญี่ปุ่น ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญเหนือกว่าราคาเพียงอย่างเดียว และจุดแข็งด้านความหลากหลายของวัตถุดิบชีวมวล (อาทิ อ้อย และมันสำปะหลัง) ในการพัฒนาเชื้อเพลิงชีวมวลทางเลือกใหม่ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของญี่ปุ่น รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม และขยายช่องทางตลาด อาทิ เชื้อเพลิงชีวมวลอัดเม็ดดำ (Black Pellet /Torrefied Pellet) ที่มีค่าความร้อนสูง (High Heating Value) และมีคุณสมบัติคล้ายถ่านหิน
ความท้าทาย
- อุปสรรคด้านกฎระเบียบที่ไม่ใช่ภาษี (Non-Tariff Barriers : NTBs) ซึ่งอาจกระทบต้นทุน รวมถึงการปฏิบัติตามมาตรฐานความยั่งยืนระดับโลก (SBP/GGL) และการยืนยันความชอบด้วยกฎหมาย ตาม Clean Wood Act อาจเป็นภาระสำหรับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะผู้ผลิตรายย่อย
- เงื่อนไขสัญญามักมีระยะยาว (10 - 20 ปี) เพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงของอุปทาน
- ความไม่แน่นอนของนโยบาย FIP
วิเคราะห์ SWOT สินค้าชีวมวลของไทยในตลาดญี่ปุ่น
จุดแข็ง (Strengths) | จุดอ่อน (Weaknesses) |
1. เป็นผู้ส่งออก Wood Chips (4401.22) อันดับต้น และมีประสบการณ์ในการส่งออกมายังตลาดญี่ปุ่น | 1. ขาดแคลนกำลังการผลิต Wood Pellet ที่ได้มาตรฐาน SBP/GGL |
2. ความได้เปรียบด้านโลจิสติกส์ จากทำเลที่ตั้งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เมื่อเทียบกับอเมริกาเหนือ/ยุโรป | 2.ผู้ผลิตไทยส่วนใหญ่ มักผลิต White Pellet ซึ่งมีค่าความร้อนต่ำกว่า Black Pellet |
3. ความหลากหลายของวัตถุดิบทางการเกษตรเอื้อต่อการผลิตชีวมวลทางเลือก | 3. ข้อจำกัดด้านระยะเวลารับประกันอุปทานมั่นคง (10 - 20 ปี) เป็นอุปสรรคต่อผู้ผลิตรายเล็ก |
โอกาส (Opportunities) | ความท้าทาย (Threats) |
1. อุปสงค์ Wood Pellet ในญี่ปุ่นมีแนวโน้มเติบโตสูงที่สุดในเอเชีย | 1. การแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงจากเวียดนาม ทั้งในตลาด Chips และ Pellets |
2. โอกาสในการแทนที่ PKS ที่ประสบปัญหาการรับรองความยั่งยืน | 2. ความไม่แน่นอนของราคาในโครงการ FIP และความเสี่ยงจากการไม่มีผู้ยื่นประมูลใหม่ |
3. การลงทุนใน Black Pellet เพื่อตอบสนองตลาด Co-firing/High-value | 3. กฎระเบียบ Phytosanitary และ Clean Wood Act เข้มงวด และอาจมีการปรับเปลี่ยน |
ผู้นำเข้า Wood Chips (HS 4401.22) อุตสาหกรรมเยื่อกระดาษ และแผ่นไม้แปรรูปของญี่ปุ่น มีความต้องการใช้วัตถุดิบ Wood Chips ในปริมาณมาก ผู้นำเข้าส่วนใหญ่จึงเป็นผู้ผลิต และบริษัทการค้า/Trading firm รายใหญ่ ดังนี้
- Nippon Paper Industries Co., Ltd. (ผู้ผลิตเยื่อกระดาษ/กระดาษ) https://www.nipponpapergroup.com/english/
- Oji Holdings Corporation (ผู้ผลิตเยื่อกระดาษ/กระดาษ) https://www.ojiholdings.co.jp/en/
- Japan Pulp & Paper (บริษัทการค้า/ตัวแทนจำหน่ายเยื่อกระดาษ) https://www.kamipa.co.jp/eng/
- Omni-tsuda, Inc. (บริษัทการค้า Wood Chips สำหรับเยื่อกระดาษ/ไม้อัด) https://omni-tsuda.co.jp/english
- Itochu Corporation (Trading firm) https://www.itochu.co.jp/en
- Sumitomo Forestry Co., Ltd. (ผู้ค้าผลิตภัณฑ์ไม้) https://sfc.jp/english/
- JFE Shoji Corporation (Trading firm) https://www.jfe-shoji.co.jp/en/
- Sojitz Corporation (Trading firm) https://www.sojitz.com/en/
- Marubeni Corporation (ธุรกิจพลังงาน และวัตถุดิบชีวมวล) https://www.marubeni.com/en/
-------------------------------------------------------------------------------
สคต. ณ นครโอซากา
พฤศจิกายน 2568