
การค้าในประเทศเยอรมนีเผชิญอัตราการล้มละลายเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในภาคการค้าปลีกที่กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ที่มีหลายสาขาในเมืองต่างๆ อาทิ Kaufhof, Karstadt และ Horten พบว่ามีจำนวนผู้เข้าใช้บริการลดลงอย่างต่อเนื่อง
ปัจจุบันอาคารพาณิชย์ในเมืองกว่า 15% ที่เคยเป็นร้านค้า กลายเป็นอาคารว่างเปล่าและประกาศให้เช่า อัตราการว่างดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนตั้งแต่ช่วงหลังวิกฤตการณ์โควิด โดยก่อนหน้านี้มีอัตราประมาณ 10% ในปี 2568 ร้านค้าปลีกจำนวน 2,440 แห่ง ต้องปิดกิจการลงเนื่องจากภาวะล้มละลายที่เพิ่มขึ้นมากกว่า 9% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และคาดการณ์ว่าเมื่อถึงสิ้นปี 2569 จำนวน ร้านค้าปลีกในเยอรมนีจะมีหน้าร้านเหลือเพียง 296,600 แห่ง ซึ่งจะลดลงกว่าเดิมถึง 70,000 แห่ง เมื่อเทียบกับสิบปีก่อนหน้า
ภาพของพื้นที่ร้านค้าที่ว่างเปล่าและประกาศให้เช่าสามารถพบเห็นได้ในใจกลางเมืองหลายแห่ง การปิดกิจการนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงกับร้านค้าปลีกขนาดเล็กเท่านั้น แต่ยังกระทบถึงบริษัทขนาดใหญ่ ห้างสรรพสินค้า ร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิม ธุรกิจแฟรนไชส์ ตลอดจนคลังสินค้า ร้านเสื้อผ้าที่มีเครือข่ายสาขาระหว่างประเทศ และร้านหนังสือ ซึ่งต่างได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจและการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภค
การขยายตัวของสินค้าออนไลน์
ปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่ส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ของภาคค้าปลีกมาจากการเติบโตอย่างต่อเนื่องของการสั่งซื้อสินค้าผ่านทางช่องทางออนไลน์ แม้จะผู้บริโภคในเยอรมนีมีแนวโน้มระมัดระวังในการใช้จ่ายมากขึ้น อัตราการสั่งซื้อของผ่านทางช่องทางออนไลน์กลับสวนทางกัน โดยขยายตัวเพิ่มขึ้นถึง 4.9% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สะท้อนให้เห็นว่าพฤติกรรมการซื้อสินค้าออนไลน์เข้ามามีบทบาทมากขึ้นและแย่งส่วนแบ่งตลาดจากร้านค้าปลีกอย่างต่อเนื่อง ผู้บริโภคสามารถเปรียบเทียบราคาและเลือกซื้อสินค้าได้โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางไปยังร้านค้า ซึ่งส่งผลต่อจำนวนผู้เข้าชมร้านค้าและความสามารถในการสร้างรายได้ของธุรกิจค้าปลีกในพื้นที่ใจกลางเมือง
ขณะเดียวกัน ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในเยอรมนียังคงอยู่ในระดับต่ำแนวโน้มการระมัดระวังในการใช้จ่ายยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่สำรวจโดย Gfk บริษัทวิจัยด้านการตลาดของเยอรมนี พบว่าความเชื่อจะติดลบและจะอยู่ที่ -29.6 จุด ในเดือนสิงหาคม 2569 สะท้อนแนวโน้มผู้บริโภคเยอรมันที่ให้ความสำคัญกับการออมเงินและลดการใช้จ่าย โดยเฉพาะสินค้าที่ไม่จำเป็น เช่น เสื้อผ้า หนังสือ เฟอร์นิเจอร์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เพื่อความบันเทิง เป็นต้น
นอกจากการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคแล้ว ผู้ประกอบการค้าปลีกยังต้องเผชิญกับต้นทุนการดำเนินงานที่เพิ่มสูงขึ้น ทั้งค่าไฟฟ้า ค่าเช่าพื้นที่ และผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้อ ขณะที่รายได้และกำไรของธุรกิจลดลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้ประกอบการบางส่วนไม่สามารถรักษาสภาพคล่องไว้ได้ เมื่อเงินสำรองลดลงจนไม่เพียงพอต่อการดำเนินธุรกิจ การปิดกิจการจึงกลายเป็นทางเลือกที่หลีกเลี่ยงได้ยาก
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวยังส่งผลต่อโครงสร้างของเมือง เนื่องจากกิจกรรมการซื้อสินค้าเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ดึงดูดประชาชนให้เดินทางเข้าสู่ใจกลางเมือง หากจำนวนร้านค้าลดลงอย่างต่อเนื่อง ย่อมส่งผลต่อความคึกคักทางเศรษฐกิจและกิจกรรมทางสังคมในพื้นที่ดังกล่าว
การปรับรูปแบบการใช้พื้นที่เพื่อรักษาใจกลางเมือง
ผู้เชี่ยวชาญเสนอว่า การรักษาความมีชีวิตชีวาของใจกลางเมืองจำเป็นต้องอาศัยการปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้พื้นที่ จากเดิมที่พึ่งพากิจกรรมทางการค้าเป็นหลัก ไปสู่การพัฒนาพื้นที่กลางเมืองที่อาจครอบคลุมการปรับปรุงพื้นที่สาธารณะให้ผสมผสานไปกับพื้นที่สำหรับที่อยู่อาศัย และกิจกรรมด้านนันทนาการและวัฒนธรรม รวมถึงพื้นที่เชิงพาณิชย์อย่างร้านค้าปลีก เข้ากับการใช้ประโยชน์รูปแบบอื่น เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนเดินทางเข้าสู่ใจกลางเมือง แม้ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อซื้อสินค้าโดยตรง การปรับโครงสร้างดังกล่าวจึงอาจเป็นแนวทางสำคัญในการเพิ่มความหลากหลายของกิจกรรมในเมือง ลดการพึ่งพาร้านค้าปลีกเพียงรูปแบบเดียว และช่วยให้ใจกลางเมืองสามารถปรับตัวและดำรงความมีชีวิตชีวาได้ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป
ข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะของ สคต.
การลดลงของจำนวนร้านค้าปลีกในเยอรมนีสะท้อนว่าโครงสร้างการบริโภคกำลังเปลี่ยนแปลง ภาคส่วนธุรกิจ รวมถึงผู้สนใจส่งออกสินค้ามายังประเทศเยอรมนีไม่ควรพึ่งพาการจำหน่ายผ่านหน้าร้านเพียงช่องทางเดียว แต่ควรเพิ่มสัดส่วนการจำหน่ายผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซและช่องทางดิจิทัล เพื่อให้สามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้โดยตรงมากขึ้น
********************************************
ที่มา
www.zdfheute.de