fb
ช่องทางการส่งออกสินค้าอาหารจากไทยไปฮ่องกง
โดย
Wacharaporn
ลงเมื่อ 24 มิถุนายน 2569 14:15
สคต. ณ เมืองฮ่องกง (จีน) (TCC, Hong Kong (China))
5

ฮ่องกงเป็นคู่ค้าที่มีความสำคัญยิ่งของไทยเป็นระยะเวลานาน โดยในปี 2568 ฮ่องกงเป็นคู่ค้าลำดับที่ 12 และเป็นตลาดส่งออกใหญ่ที่สุดลำดับที่ 9 ประเทศไทยมีส่งออกสินค้าไปฮ่องกงมูลค่ารวม 11,164.66 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญได้แก่ อัญมณีเครื่องประดับ อุปกรณ์ไฟฟ้า คอมพิวเตอร์ ข้าว ผลไม้ อาหารแปรรูป และผลิตภัณฑ์นม เป็นต้น ด้วยฮ่องกงเป็นตลาดผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูง เปิดกว้างต่อสินค้าจากทั่วโลก ทำให้มีผู้ประกอบการไทยรายใหม่จำนวนมากแสดงความสนใจเปิดตลาดฮ่องกง รวมทั้งใช้ฮ่องกงเป็นฐานการกระจายสินค้าไปยังประเทศอื่น

image.png

ปัจจุบันฮ่องกงเป็นศูนย์กลางการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศระดับที่สำคัญระดับภูมิภาค โดยการส่งออกและนำเข้าของฮ่องกงขยายตัวอย่างต่อเนื่องในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ในปี 2569 ฮ่องกงเป็นผู้ส่งออกอันดับ 5 ของโลก คิดเป็นร้อยละ 2.9 ของการส่งออกโลก และเป็นผู้นำเข้าอันดับ 6 ของโลก คิดเป็นร้อยละ 3.1 ของการนำเข้าโลก ปัจจัยเชิงโครงสร้างที่สนับสนุนบทบาทของฮ่องกง ประกอบด้วย 1) ระบบโลจิสติกส์และโครงสร้างพื้นฐาน ท่าเรือและสนามบินที่มีประสิทธิภาพสูง 2) ระบบการค้าที่เสรี ยืดหยุ่น และมีกฎระเบียบด้านมาตรฐานอาหาร-ความปลอดภัยสอดคล้องกับมาตรฐานสากล สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคและผู้ซื้อ และ 3) บทบาทของงานแสดงสินค้าและเวทีการค้าต่างๆ ทำให้ฮ่องกงเป็นพื้นที่สำคัญในการสร้างเครือข่ายธุรกิจ และเปิดตัวสินค้าใหม่ 

ผู้ประกอบการไทยที่สนใจเปิดตลาดฮ่องกงจึงควรศึกษาข้อมูลช่องทางการขนส่งที่เหมาะสม กฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง และการขยายโอกาสทางธุรกิจผ่านงานแสดงสินค้าต่างๆ ในฮ่องกง โดยมีรายละเอียดดังนี้

 

1. วิธีการขนส่งหลักของสินค้าอาหารจากไทยมาฮ่องกง

ฮ่องกงนำเข้าอาหารมากกว่าร้อยละ 95 ของการบริโภคทั้งหมด ทำให้การขนส่งอาหารมีความสำคัญทั้งในเชิงเศรษฐกิจและความมั่นคงทางอาหาร โดยฮ่องกงเป็นเมืองท่าเสรี (Free Port) ที่ไม่มีการจัดเก็บภาษีนำเข้า ทำให้การดำเนินธุรกิจมีความคล่องตัวสูง มีโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งที่ทันสมัยทั้งทางอากาศ ทางทะเล ทางบกและระบบ Air-Land Fresh Lane ที่เชื่อมต่อกับประเทศจีน เป็นผลให้การนำเข้าอาหารมีประสิทธิภาพ รวดเร็วและสามารถรักษามาตรฐานคุณภาพอาหารได้เป็นอย่างดี

การขนส่งสินค้าอาหารจากไทยไปฮ่องกงมี 3 ช่องทางหลัก ได้แก่ ทางอากาศ Air Freight, ทางทะเล Sea Freight (Cold Chain Shipping) และ ทางบก Land Transport โดยผ่านประเทศจีน โดยแต่ละวิธีมีข้อดี ข้อเสีย และความเหมาะสมกับประเภทสินค้าที่แตกต่างกัน ข้อมูลต่อไปนี้อ้างอิงจากหน่วยงานทางการ เช่น สำนักงานสถิติของฮ่องกง (C&SD) และกรมศุลกากรฮ่องกง (Hong Kong Customs and Excise Department) 

1.1 การขนส่งทางอากาศ (Air Freight)

การขนส่งทางอากาศเป็นวิธีที่รวดเร็วที่สุด เหมาะสำหรับสินค้าที่เน่าเสียง่าย สินค้ามูลค่าสูง หรือกรณีที่ต้องการความเร่งด่วน เช่น ผลไม้สด อาหารทะเลสด หรือสินค้าพรีเมียม การขนส่งทางอากาศจากไทยไปฮ่องกงส่วนใหญ่ใช้สนามบินสุวรรณภูมิ (BKK) เป็นจุดเริ่มต้น และปลายทางที่สนามบินนานาชาติฮ่องกง (HKG) ซึ่งเป็นหนึ่งในสนามบินขนส่งสินค้าที่ใหญ่ที่สุดในโลกโดยทั่วไปใช้เวลา 2–4 วัน (รวมขั้นตอนศุลกากรและการขนส่งภายในประเทศปลายทาง) มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 2.50–6.00 ดออลาร์สหรัฐต่อกิโลกรัม ข้อดีคือรวดเร็ว ปลอดภัย เหมาะกับสินค้าที่เน่าเสียง่ายและต้องการความสดใหม่ ข้อเสียคือค่าใช้จ่ายสูง จำกัดปริมาณและขนาดสินค้า   มีข้อจำกัดด้านประเภทสินค้า เช่น สินค้าอันตราย เครื่องใช้ไฟฟ้าแบตเตอรี่ เป็นต้น 

การขนส่งสินค้าอาหารจากไทยไปฮ่องกงทางอากาศ (Air Freight) จะคิดราคาตามน้ำหนักจริงหรือ Chargeable Weight ซึ่งขึ้นกับทั้งน้ำหนักและปริมาตร (Volume Weight) รวมถึงฤดูกาล เช่น ช่วงผลไม้ไทยออกมาก ราคาค่าขนส่งอาจสูงขึ้นเพราะความต้องการใช้พื้นที่เครื่องบินมากขึ้น เช่น มังคุดสด 1,000 กก.  ค่าเฉลี่ย: $3.50/กก. ค่าใช้จ่ายรวมคิดเป็น 1,000 × 3.50 = $3,500 ดอลลาร์สหรัฐ ราคานี้เป็นค่าขนส่ง   Freight Charge เท่านั้น ยังไม่รวมค่า Handling ซึ่งคือค่าธรรมเนียมการจัดการสินค้าที่เกิดขึ้นระหว่างการขนส่งไม่ใช่ค่า freight โดยตรง แต่เป็นค่าใช้จ่ายเสริมที่ผู้ส่งออกและนำเข้าต้องรับผิดชอบ ซึ่งมักจะถูกเรียกเก็บโดยสายการบิน ท่าเรือ หรือ ผู้ให้บริการการขนส่งโลจิสติกส์ 

ค่า Air Freight Handling ได้แก่ค่าบริการจัดการที่สนามบิน (Airport Terminal Handling Charge – ATHC) ค่าบริการโหลดและขนถ่ายสินค้าเข้าออกเครื่องบิน ค่าบริการตรวจสอบเอกสารและผ่านพิธีการศุลกากรโดยทั่วไปอยู่ที่ $0.10–$0.30 ดอลลาร์สหรัฐต่อกิโลกรัม หรือเป็นแบบ “อัตราคงที่” Flat Rate ต่อการขนส่ง นอกจากนั้นยังมี ค่าเอกสาร ค่าประกันสินค้า และค่าธรรมเนียมศุลกากร ตัวอย่างผู้ให้บริการได้แก่ สายการบินไทย (Thai Airways), Cathay Pacific, Hong Kong Air Cargo, DHL, FedEx, และ UPS  

การขนส่งทางอากาศยังแบ่งเป็นขนส่งสินค้าทั่วไป (Air Cargo) และขนส่งด่วนพิเศษ (Express Air Freight) โดยการขนส่งด่วนพิเศษเหมาะกับสินค้าน้ำหนักน้อยกว่า 100–150 กิโลกรัม หรือปริมาตรไม่เกิน 1 ลูกบาศก์เมตร สายการบินจะคิดค่าน้ำหนักตามน้ำหนักจริงหรือปริมาตร (volumetric weight) แล้วแต่ค่าใดสูงกว่า โดยสูตรคือ ยาว×กว้าง×สูง (ซม.)/6000 นอกจากค่าขนส่ง freight หลักแล้ว ยังมีค่าธรรมเนียมอื่นๆ เช่น Fuel Surcharge (FS) ซึ่งแต่ละสายการบินกำหนดต่างกัน เช่น Cathay Pacific ระยะใกล้ (Short-haul) จากไทยมาฮ่องกงมีค่าธรรมเนียม 3.7 ดอลลาร์ฮ่องกง/กิโลกรัม Thai Airways 1.40 ดอลลาร์ฮ่องกง/กิโลกรัม 

ฮ่องกงมีระบบส่งสินค้าทางอากาศที่มีประสิทธิภาพและรองรับสินค้าปริมาณกว่า 5.07 ล้านตันในแต่ละปี โดยสภาสนามบินนานาชาติ Airport Council International ประกาศให้สนามบินฮ่องกงเป็นสนามบินที่มีการขนส่งสินค้าทางอากาศมากที่สุดในโลก 15 ครั้ง นับตั้งแต่ปี 2553

 

image.png image.png

 

 

1.2. การขนส่งทางทะเล (Sea Freight)

การขนส่งทางทะเลเป็นวิธีที่นิยมสำหรับสินค้าที่มีการขนส่งปริมาณมาก มีน้ำหนักมาก หรือสินค้าที่ไม่เน่าเสียง่าย เช่น อาหารแปรรูป อาหารแช่แข็ง หรือสินค้าบรรจุภัณฑ์ขนาดใหญ่ โดยมีท่าเรือหลักในไทยคือแหลมฉบัง (Laem Chabang) และท่าเรือกรุงเทพฯ (Bangkok Port) ส่วนปลายทางคือท่าเรือฮ่องกง (Hong Kong Port)  ท่าเรือหลักที่สินค้าจากประเทศไทยมาลงที่ฮ่องกงมีดังนี้

 

1) Kwai Tsing Container Terminals ซึ่งเป็นศูนย์กลางการขนส่งสินค้าของฮ่องกงอยู่ที่ Kwai Chung–Tsing Yi ในเขต New Territories, Hong Kong มีทั้งหมด 9 ท่าเรือ ดำเนินการโดย 5 บริษัทเอกชน                 ได้แก่ Modern Terminals Ltd (MTL), Hongkong International Terminals Ltd (HIT), COSCO-HIT Terminals, Goodman DP World, Asia Container Terminals (ACT) รองรับกว่าร้อยละ 74 ของปริมาณตู้คอนเทนเนอร์ทั้งหมดของฮ่องกง หรือประมาณ 9.7 ล้าน TEUs ในปี 2568 เหมาะสำหรับสินค้าขนาดใหญ่และตู้คอนเทนเนอร์จากต่างประเทศ รวมถึงสินค้าอาหารสดและแปรรูปจากไทย 

 

image.png

 

2) River Trade Terminal (RTT) – ทูนเหมิน ตั้งอยู่ที่ Pillar Point, Tuen Mun, New Territoriesเป็นท่าเรือเฉพาะสำหรับการค้าทางแม่น้ำ (River Trade) เป็นศูนย์รวมและกระจายสินค้าระหว่างฮ่องกงกับเขตแม่น้ำเพิร์ล (Pearl River Delta) มีขนาดพื้นที่ 65 เฮกตาร์ และมีความยาวท่าเรือ 3,000 เมตร รองรับเรือบาร์จจำนวนมาก

image.png

 

3) Public Cargo Working Areas (PCWAs) ใช้สำหรับการขนถ่ายสินค้าจากเรือบาร์จไปยังรถบรรทุกหรือเรืออื่นๆ มีทั้งหมด 6 จุดในฮ่องกง เหมาะสำหรับสินค้าปริมาณไม่มากกลาง–เล็ก หรือสินค้าที่ต้องการขนถ่ายแบบยืดหยุ่น ไม่ต้องผ่านท่าเรือคอนเทนเนอร์หลัก เช่น Chai Wan, Kwun Tong, Stonecutters Island ฯลฯ ใช้สำหรับการขนถ่ายสินค้าทั่วไปจากเรือบาร์จไปยังรถบรรทุกหรือเรืออื่นๆ เปิดให้ผู้ประกอบการทั่วไปใช้บริการ      ได้อย่างมีความยืดหยุ่นสูง

image.png

 

4) Mid-stream Sites มีหลายจุดรอบเกาะฮ่องกง ใช้สำหรับการขนถ่ายสินค้าจากเรือใหญ่ลงเรือบาร์จ แล้วส่งต่อไปยังรถบรรทุก เหมาะสำหรับสินค้าที่ไม่ต้องเข้าท่าเรือหลักแต่ต้องการความรวดเร็วในการกระจายสินค้า

image.png

 

โดยทั่วไปการส่งสินค้าอาหารหรือผลไม้จากไทยไปฮ่องกง ส่วนใหญ่จะลงที่ Kwai Tsing Container Terminals ซึ่งเป็นท่าเรือหลักของฮ่องกงแต่สินค้าบางประเภทที่ต้องการขนส่งเชื่อมต่อจีนตอนใต้ อาจใช้ River Trade Terminal หรือ PCWAs/Mid-stream sites ขึ้นอยู่กับรูปแบบการขนส่งและผู้ให้บริการ

ข้อมูลจาก Hong Kong Maritime and Port Development Board (HKMPDB) อัตราค่าระวางเรือ (Freight Rates) สำหรับการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์จากปีพ.ศ. 2567–2569 การขนส่งทางเรือจากไทยมาฮ่องกง หากเป็น Sea Freight ราคาจะคิดเป็นต่อตู้คอนเทนเนอร์ (FCL/LCL) เช่น $1,200–$2,500 ดอลลาร์สหรัฐต่อตู้แช่เย็น (Reefer Container) เป็นต้น ส่วนใหญ่จะใช้ระยะเวลา 4–11 วัน ขึ้นกับท่าเรือและประเภทบริการ

  • ประเภทการเช่าตู้คอนเทนเนอร์ทั้งตู้เพื่อบรรทุกสินค้า FCL (Full Container Load) โดยไม่ต้องแชร์ พื้นที่กับผู้อื่น ตู้คอนเทรนเนอร์ขนาด 20 ฟุต (20’) ราคา $140–$502 ดอลลาร์สหรัฐ และขนาด 40 ฟุต (40’) ราคา $255–$650 ดอลลาร์สหรัฐ เหมาะกับสินค้ามากกว่า 13–15 CBM หรือกรณีต้องการความปลอดภัยสูงสุด ค่าใช้จ่ายต่อหน่วยต่ำกว่า LCL เมื่อปริมาณมาก

  • ประเภทการบรรทุกสินค้ารวมกับผู้อื่นในตู้เดียวกัน LCL (Less than Container Load) คิดราคาตามปริมาตร (CBM: Cubic Meter) ราคา $3–$9 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อ CBM เหมาะกับสินค้าปริมาณน้อยกว่า 13–15 CBM ค่าใช้จ่ายต่อหน่วยสูงกว่า FCL แต่เหมาะกับผู้ส่งรายย่อย

  • Reefer Container ตู้ควบคุมอุณหภูมิ เหมาะสำหรับอาหารสดหรือแช่แข็งซึ่งมีระบบควบคุมอุณหภูมิและความชื้นเหมาะกับผลไม้สด อาหารทะเล เนื้อสัตว์ สามารถตั้งอุณหภูมิ -35°C ถึง +25°C

Sea Freight Handling ค่าธรรมเนียมการจัดการสินค้าที่เกิดขึ้นระหว่างการขนส่ง ได้แก่ ค่าบริการยกตู้คอนเทนเนอร์ขึ้น–ลงเรือ (Lift-on/Lift-off) ค่าบริการท่าเรือ (Terminal Handling Charge – THC) ค่าบริการตรวจสอบตู้ Reefer และเชื่อมต่อไฟฟ้าโดยทั่วไปอยู่ที่ $150–$300 ดอลลาร์สหรัฐต่อตู้คอนเทนเนอร์

ข้อดีของการขนส่งทางเรือคือประหยัดต้นทุน เหมาะกับสินค้าปริมาณมากเช่น ผลไม้สด อาหารแปรรูป หรือสินค้าส่งออกที่ต้องการความปลอดภัย มีตัวเลือกทั้ง FCL/LCL และ Reefer Container สำหรับควบคุมอุณหภูมิ ข้อเสียคือใช้เวลานานกว่า เสี่ยงต่อความล่าช้าและสภาพอากาศ มีขั้นตอนศุลกากรและเอกสารมากกว่า ตัวอย่างบริษัทผู้ให้บริการได้แก่ OOCL, MSC, T.S. Lines, Maersk, Evergreen และ ONE 

 

      1.3 การขนส่งทางบกผ่านประเทศจีน (Road Trucking via China)

การขนส่งทางบกเป็นทางเลือกที่เหมาะสำหรับสินค้าที่ต้องการความยืดหยุ่นสูง หรือกรณีที่ต้องการลดระยะเวลาขนส่งเมื่อเทียบกับทางเรือ โดยเฉพาะสำหรับสินค้าที่ส่งผ่านประเทศจีนและเข้าสู่ฮ่องกง เช่น ผักสด ผลไม้ อาหารและสัตว์มีชีวิตสำหรับบริโภค เป็นต้น เส้นทางที่ส่วนใหญ่ใช้กันคือ ไทย – ลาว/เวียดนาม – จีน   (ยูนนาน/กวางสี/กวางตุ้ง) – ฮ่องกง ระยะเวลา 4–8 วัน ขึ้นกับเส้นทางและขั้นตอนศุลกากร ค่าใช้จ่ายต่ำกว่าทางอากาศแต่สูงกว่าทางเรือ ข้อดีคือมีความยืดหยุ่นสูง เหมาะกับขนส่งประตูผู้รับถึงประตูผู้ส่ง Door-to-Door สามารถควบคุมอุณหภูมิ (Cold Chain Trucking) เหมาะกับสินค้าอาหารสด ผักผลไม้ เป็นต้น แต่ข้อเสียคือเสี่ยงต่อความล่าช้าจากด่านชายแดนและสภาพถนน มีข้อจำกัดด้านน้ำหนักและประเภทสินค้า ตัวอย่างบริษัทผู้ให้บริการได้แก่ Crystal Network Logistics, Dimerco, และ TVC Transport เป็นต้น

Land Transport Handling ค่าธรรมเนียมการจัดการสินค้าที่เกิดขึ้นระหว่างการขนส่ง ได้แก่ ค่าบริการโหลดสินค้าเข้า–ออกจากรถบรรทุก ค่าบริการตรวจสอบที่ด่านชายแดน (CIQ Inspection Fee) ค่าบริการจัดการเอกสารผ่านด่านโดยทั่วไปอยู่ที่ $50–$150 ดอลลาร์สหรัฐต่อการขนส่งหากเป็นการขนส่งทางบก Land Transport ผ่านจีน ราคาจะอยู่ระหว่าง $1.50–$3.00/กก. แต่ต้องบวกค่าธรรมเนียม CIQ ของจีน 

  • การขนส่งสินค้าจากหลายผู้ส่งรวมกันในรถบรรทุกเดียว LTL (Less-than-Truckload) เหมาะสำหรับสินค้าปริมาณน้อยที่ไม่เต็มรถ และการเช่ารถบรรทุกทั้งคันสำหรับสินค้าของผู้ส่งรายเดียว FTL (Full Truckload) เหมาะสำหรับสินค้าปริมาณมากที่สามารถเช่ารถทั้งคันได้ ทั้งสองแบบเป็นรูปแบบการขนส่งทางบกที่ใช้รถบรรทุกหรือรถคอนเทรนเนอร์ ราคาค่าใช้จ่ายและความเร็วแตกต่างกันตามลักษณะสินค้าและเส้นทางตามประเภทบริการ

  • การขนส่งสินค้าจากหลายผู้ส่งรวมกันในรถบรรทุกเดียว LTL (Less-than-Truckload) น้ำหนักทั่วไปในการขนส่งอยู่ที่ ประมาณ 45–70 กิโลกรัมขึ้นไป (100–150 ปอนด์) และสูงสุดได้ถึง 4,500–9,000 กิโลกรัม (10,000–20,000 ปอนด์) ต่อการขนส่ง ขึ้นอยู่กับผู้ให้บริการ เหมาะกับธุรกิจขนาดเล็กและ E-commerce โดยขั้นตอนกระบวนการขนส่งได้แก่ เก็บสินค้าจากผู้ส่งหลายราย นำไปที่ศูนย์รวมสินค้า รวบรวมสินค้าเข้ารถบรรทุกสำหรับการเดินทางไกล และส่งต่อไปยังปลายทาง มีข้อดีคือประหยัดต้นทุนเพราะจ่ายเฉพาะพื้นที่ที่ใช้ มีความยืดหยุ่นสูง เหมาะกับธุรกิจที่มีการส่งสินค้าปริมาณเล็กแต่บ่อยครั้ง แต่ข้อเสียคือใช้เวลานานกว่า FTL เพราะต้องแวะหลายจุด มีความเสี่ยงต่อความเสียหายจากการขนถ่ายสินค้าหลายครั้ง 

  • การเช่ารถบรรทุกทั้งคันสำหรับสินค้าของผู้ส่งรายเดียว FTL (Full Truckload) น้ำหนักทั่วไปในการขนส่ง มากกว่า 4,500 กก. ขึ้นไป หรือเต็มพื้นที่รถจึงเหมาะกับธุรกิจขนาดใหญ่ รถบรรทุกบรรจุสินค้าของผู้ส่งรายเดียวและขับตรงไปยังปลายทางโดยไม่ต้องแวะรวมสินค้า ข้อดีคือรวดเร็วกว่า LTL เพราะไม่ต้องแวะหลายจุด ลดความเสี่ยงต่อความเสียหายของสินค้า เหมาะกับสินค้าที่ต้องการความปลอดภัยสูง ข้อเสียคือต้นทุนสูงกว่าหากสินค้าไม่เต็มรถ จึงจำเป็นต้องมีปริมาณสินค้ามากพอ 

  • การควบคุมอุณหภูมิ (Cold Chain Trucking) รถบรรทุกห้องเย็น (Reefer Truck) พร้อมระบบติดตาม GPS และควบคุมอุณหภูมิ เหมาะกับอาหารสดและแช่แข็ง การขนส่งอาหารสดและแช่แข็งจำเป็นต้องมีการควบคุมอุณหภูมิ (cold chain) ที่มีประสิทธิภาพตลอดเส้นทาง ตั้งแต่การเก็บเกี่ยว การบรรจุ การขนส่ง ไปจนถึงปลายทาง เพื่อรักษาคุณภาพและความปลอดภัยของอาหาร

     

1.4 การขนส่งรูปแบบอื่น

1) การขนส่งทางรางระหว่างประเทศ (Rail Freight) การขนส่งทางรางเป็นทางเลือกที่กำลังเติบโตในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และจีน โดยเฉพาะสำหรับสินค้าปริมาณมากที่ต้องการความรวดเร็วมากกว่าทางเรือแต่ต้นทุนต่ำกว่าทางอากาศ เส้นทางคือจากประเทศไทย-ลาว – จีน – ฮ่องกง ผ่านเครือข่ายรถไฟจีน ระยะเวลาประมาณ 7–12 วัน ขึ้นกับเส้นทางและการเปลี่ยนถ่ายระหว่างโหมด ค่าใช้จ่ายต่ำกว่าทางอากาศ แต่สูงกว่าทางเรือเล็กน้อย ข้อดีคือเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เหมาะกับสินค้าปริมาณมาก มีบริการทั้ง LCL/FCL และตู้ควบคุมอุณหภูมิ ข้อเสียคือเครือข่ายยังจำกัด ต้องใช้ multimodal เปลี่ยนถ่ายระหว่างรถไฟกับรถบรรทุกและเรือ ตัวอย่างบริษัท   ผู้ให้บริการได้แก่ DHL Global Forwarding และ SIAM Shipping เป็นต้น  

2) การขนส่งแบบผสมผสาน (Multimodal/Intermodal) และบริการขนส่งประตูถึงประตู Door-to-Door เป็นการรวมข้อดีของแต่ละโหมด เช่น รถบรรทุกกับเรือ รถไฟกับรถบรรทุก หรือขนส่งทางอากาศกับรถบรรทุกเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและลดต้นทุน โดยมีบริการ Door-to-Door ที่ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ดูแลตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง รวมถึงการจัดการศุลกากรและเอกสาร ข้อดีคือลดความยุ่งยากของผู้ส่งสินค้าเหมาะกับธุรกิจ e-commerce และ SME ข้อเสียคือค่าใช้จ่ายสูงกว่ารูปแบบการขนส่งสินค้าทางเรือที่คิดค่าระวางเฉพาะจากท่าเรือต้นทางไปยังท่าเรือปลายทาง port-to-port เล็กน้อย ผู้ให้บริการสายเรือจะรับผิดชอบเฉพาะการขนส่งสินค้าจากท่าเรือต้นทางไปยังท่าเรือปลายทาง ผู้ส่งออกหรือนำเข้าจะต้องจัดการเองในส่วนของ การขนส่งจากโรงงานไปท่าเรือต้นทาง        (pre-carriage) และการขนส่งจากท่าเรือปลายทางไปยังผู้รับ (on-carriage) เหมาะสำหรับผู้ส่งออกหรือนำเข้าที่มีระบบโลจิสติกส์ของตนเองหรือมีตัวแทนขนส่ง (freight forwarder) ดูแลจัดการ

 

image.pngimage.png

 

     1.5 โครงการพิเศษ Air-Land Fresh Lane

รัฐบาลมณฑลกวางตุ้งและรัฐบาลฮ่องกงได้ร่วมกันเปิดตัวโครงการ “Air-Land Fresh Lane” โดยใช้จุดแข็งของท่าอากาศยานนานาชาติฮ่องกง (HKIA) และสะพานฮ่องกง–จูไห่–มาเก๊า (HZMB) เพื่ออำนวยความสะดวกในการขนส่งสินค้าสดจากต่างประเทศเข้าสู่จีนและส่งออกสินค้าสดคุณภาพสูงจากเขตอ่าวกวางตุ้ง–ฮ่องกง–มาเก๊า (GBA) ไปยังตลาดต่างประเทศ โดยใช้มาตรการกำกับดูแลใหม่ เช่น การติดตั้ง อุปกรณ์  e-lock พร้อมระบบ GPS เพื่อทำให้กระบวนการผ่านพิธีการศุลกากรรวดเร็ว ปลอดภัย และไร้รอยต่อตั้งแต่เดือนเมษายน 2568  โดยสินค้าสดประเภทผลไม้ อาหารทะเลสด และอาหารแช่เย็นจากหลายประเทศสามารถผ่านเข้าจีนแผ่นดินใหญ่ทางเมือง   จูไห่ผ่านฮ่องกงได้อย่างราบรื่น ถือเป็น “ช่องทางสีเขียว” ที่ช่วยลดขั้นตอนและเวลาในการขนส่งสินค้า 

 

image.png

โดยขั้นตอนการขนส่งสินค้าต้องมาถึง HKIA ทางอากาศและถูกส่งต่อไปยังรถบรรทุกข้ามพรมแดนภายในศูนย์ขนส่งสินค้าก่อนเข้าสู่จูไห่โดยตรง หรือสินค้าสามารถถูกส่งจากจีนแผ่นดินใหญ่ผ่านรถบรรทุกข้ามพรมแดนเข้าสู่ HKIA แล้วโหลดขึ้นเครื่องบินเพื่อส่งออกไปยังต่างประเทศ สินค้าต้องเป็นไปตามนิยามของ “Transhipment cargo” ตามกฎหมายว่าด้วยการนำเข้าและส่งออก (Chapter 60, Laws of Hong Kong) ซึ่งคือสินค้าที่ถูกนำเข้ามาในฮ่องกงเพื่อการส่งออกต่อไป โดยไม่ถูกนำมาใช้หรือจำหน่ายภายในฮ่องกง และต้องอยู่ภายใต้การควบคุมในพื้นที่
ที่กำหนด เช่น ศูนย์ขนส่งสินค้าทางอากาศของ HKIA จนกว่าจะถูกส่งออกไปยังปลายทาง ตัวอย่างสินค้า Transhipment cargo” เช่น ผลไม้สด อาหารทะเลสดและแช่เย็นซึ่งนำเข้าทางอากาศและส่งออกต่อไปยังตลาดต่างประเทศถูกส่งผ่านฮ่องกงเพื่อไปยังประเทศที่สามโดยไม่ถูกจำหน่ายในฮ่องกง ซึ่งทั้งนี้สินค้ากลุ่มยุทธศาสตร์ (Strategic Commodities) แม้เป็นการขนส่งผ่าน (Transhipment) ก็ยังคงอยู่ภายใต้ข้อกำหนดพิเศษ เช่น ต้องมีใบอนุญาตและการตรวจสอบ 

อย่างไรก็ตามผู้นำเข้าสินค้าเข้าฮ่องกงต้องมีเอกสารประกอบ เช่น ใบตราส่งสินค้าทางอากาศ Air Waybill หรือ ใบตราส่งสินค้าBill of Lading ที่ระบุชัดเจนว่าเป็นการขนส่งต่อไปยังปลายทาง และต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของศุลกากรฮ่องกง และไม่สามารถนำออกมาใช้หรือจำหน่ายในฮ่องกง หากเป็นสินค้าสด เช่น ผลไม้และอาหารทะเล จะต้องได้รับหนังสือรับรองการขนส่งผ่าน (Certificate for Transhipment Confirmation)  จากศุลกากรฮ่องกง เพื่อให้สามารถเข้าสู่จีนแผ่นดินใหญ่ได้และผู้เข้าร่วมโครงการนี้สินค้าจะต้องผ่านแดนที่ Hong Kong Port ของสะพานฮ่องกง–จูไห่–มาเก๊า (HZMB) เท่านั้น

ข้อดีของโครงการ Air-Land Fresh Lane คือลดขั้นตอนการตรวจสอบซ้ำซ้อนระหว่างจีนแผ่นดินใหญ่และฮ่องกง ซึ่งสามารถช่วยประหยัดเวลาในการผ่านพิธีการศุลกากรได้รับการยกเว้นจากการลงทะเบียนผู้นำเข้าอาหาร ทำให้ขั้นตอนการขนส่งรวดเร็วขึ้น มีสิ่งอำนวยความสะดวกควบคุมอุณหภูมิที่จุดตรวจ เพื่อรักษาความสดของสินค้าเป็นการใช้ประโยชน์จาก HKIA และ HZMB ในการเชื่อมโยงการนำเข้าและส่งออกอาหารสด

เกณฑ์การเข้าร่วมคือต้องใช้ใบตราส่งสินค้าทางอากาศ Air Waybill แบบการขนส่งผ่าน Through Tranship สำหรับสินค้าขนส่งทางอากาศ–ทางบก และต้องใช้รถบรรทุกข้ามพรมแดนที่ลงทะเบียนในโครงการอำนวยความสะดวกการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ (Intermodal Transhipment Facilitation Scheme) โดยเฉพาะซึ่งจะช่วยให้การขนส่งสินค้ายังคงความสดและสินค้าผ่านแดนรวดเร็ว ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพมากขึ้น ร่วมทั้งเป็นการใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์และการประสานงานระหว่างศุลกากรฮ่องกง–จีน เหมาะสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการลดความซับซ้อนและเพิ่มความมั่นใจในการทำธุรกิจข้ามพรมแดนและติดตั้งอุปกรณ์ e-lock พร้อม GPS   ที่ได้รับการรับรอง ทั้งนี้เป็นการเข้าร่วมเป็นไปโดยสมัครใจ ไม่มีค่าธรรมเนียมจากกรมศุลกากรฮ่องกง (C&ED)    แต่ผู้ให้บริการ e-lock และ GPS อาจเรียกเก็บค่าบริการ โดยมีขั้นตอนการดำเนินงานดังนี้

1) ผู้เข้าร่วมต้องส่งข้อมูลสินค้าสด (เช่น Air Waybill) ไปยังกรมศุลกากรฮ่องกงอย่างน้อยหนึ่งวันก่อนสินค้ามาถึง HKIA

2) ผู้ให้บริการศูนย์ขนส่งสินค้าทางอากาศต้องส่งข้อมูลล่วงหน้าไปยังระบบ Air Cargo Clearance System (ACCS) เพื่อใช้ในการตรวจปล่อย

3) รถบรรทุกข้ามพรมแดนต้องติดตั้ง e-lock ที่ห้องบรรทุกสินค้า และต้องให้เจ้าหน้าที่ศุลกากรตรวจสอบก่อนออกจาก HKIA

4) สำหรับสินค้าสดประเภทอาหารทะเลและผลไม้ กรมศุลกากรฮ่องกงจะออก “Certificate for Transhipment Confirmation” เพื่อยืนยันการขนส่ง หากไม่มีใบรับรองนี้สินค้าอาจถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าสู่จีน 

โครงการ Air-Land Fresh Lane เป็นกลไกสำคัญที่ช่วยเชื่อมโยงการค้าสินค้าสดระหว่างต่างประเทศกับจีนแผ่นดินใหญ่ โดยใช้ฮ่องกงเป็นศูนย์กลางการขนส่งและเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจในเขต GBA ทั้งยังช่วยลดต้นทุนเวลาและขั้นตอนทางศุลกากร พร้อมรักษาคุณภาพของสินค้าให้สดใหม่ตลอดกระบวนการ ถือเป็นการตอกย้ำบทบาทของฮ่องกงในฐานะ “Super-Connector” และ “Super Value-Adder” ของภูมิภาค

 

2. การเปรียบเทียบข้อดี–ข้อเสียวิธีการขนส่งสินค้าอาหารจากไทยไปฮ่องกง

การส่งออกสินค้าอาหารจากไทยไปฮ่องกงมีหลายวิธีการขนส่งที่ผู้ประกอบการสามารถเลือกใช้ตามลักษณะสินค้า ปริมาณ และความเร่งด่วนของตลาดซึ่งแต่ละวิธีมีข้อดีและข้อจำกัดแตกต่างกัน ดังต่อไปนี้

ตารางเปรียบเทียบข้อดี–ข้อเสียวิธีการขนส่งจากไทยไปฮ่องกง

 

image.png

หมายเหตุ: ค่าใช้จ่ายและระยะเวลาเป็นค่าเฉลี่ยโดยประมาณในปี 2567–2569 อาจเปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์ตลาด 

 

การขนส่งทางอากาศ (Air Freight) ใช้เวลาเพียง 2–4 วัน เหมาะสำหรับสินค้าที่มีมูลค่าสูงและเน่าเสียง่าย เช่น ผลไม้สดและอาหารสด ข้อดีคือรวดเร็วและปลอดภัย แต่มีข้อจำกัดด้านต้นทุนที่สูง (2.50–6.00 USD/กก.) และปริมาณที่จำกัดไม่เกิน 500 กิโลกรัม

การขนส่งทางทะเล (Sea Freight) ใช้เวลา 4–11 วัน มีต้นทุนต่อหน่วยต่ำ (140–650 USD/ตู้ หรือ 3–9 USD/CBM) เหมาะสำหรับสินค้าปริมาณมาก เช่น อาหารแปรรูปและอาหารแช่แข็ง ข้อดีคือประหยัดและรองรับการขนส่งจำนวนมาก แต่ข้อเสียคือระยะเวลานานและเสี่ยงต่อความล่าช้า

การขนส่งทางบกผ่านจีน (Road Transport) ใช้เวลา 4–8 วัน มีต้นทุนระดับกลาง (1.50–3.00 USD/กก.) รองรับปริมาณ 1–10 ตัน จุดแข็งคือความยืดหยุ่นและบริการ Door-to-Door แต่มีความเสี่ยงจากการตรวจสอบที่ด่านชายแดนและข้อจำกัดด้านน้ำหนัก เหมาะกับผักสด ผลไม้ และอาหารสด

การขนส่งแบบผสมผสาน (Multimodal/Door-to-Door) ใช้เวลา 3–12 วัน ขึ้นอยู่กับโหมดหลัก สามารถรองรับทุกขนาดสินค้า จุดแข็งคือความสะดวกและครบวงจร แต่ค่าใช้จ่ายสูงกว่าวิธีการเดี่ยว เหมาะกับสินค้าหลากหลายประเภท ดังนั้นการเลือกวิธีการขนส่งที่เหมาะสมจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาคุณภาพสินค้า ลดต้นทุน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทยในตลาดฮ่องกง

.

 

 

 

3 ปัจจัยที่ส่งผลต่อราคาต้นทุนการขนส่งสินค้าอาหารจากไทยไปฮ่องกง

ผู้ประกอบการไทยจึงต้องเผชิญกับต้นทุนการขนส่งที่หลากหลายและผันผวน ปัจจัยต่างๆ เช่น ราคาน้ำมัน ภาษีและค่าธรรมเนียมศุลกากร ค่าใช้จ่ายในการจัดการสินค้าและท่าเทียบสินค้า รวมถึงฤดูกาลและความต้องการของตลาดล้วนมีผลโดยตรงต่อต้นทุนทางธุรกิจ ความสามารถในการแข่งขัน และการวางแผนกลยุทธ์การส่งออก การทำความเข้าใจปัจจัยเหล่านี้อย่างรอบด้านจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถบริหารต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพและรักษาความต่อเนื่องของการเข้าถึงตลาดฮ่องกงในระยะยาวโดยมีรายละเอียดดังนี้

3.1 ราคาน้ำมัน (Fuel Cost) ราคาน้ำมันเป็นตัวแปรสำคัญที่มีผลโดยตรงต่อค่าใช้จ่ายในการขนส่งสินค้า   ทั้งทางอากาศ ทางเรือและทางบก สายการบินและสายเรือมักกำหนดค่าธรรมเนียมเชื้อเพลิง Fuel Surcharge     ที่ผู้ให้บริการขนส่งสายการบินสายเรือหรือบริษัทขนส่งทางบกจะเรียกเก็บเพิ่มเติมจากค่าขนส่งหลักเพื่อชดเชยความผันผวนของราคาน้ำมันซึ่งมักปรับเปลี่ยนทุกสัปดาห์หรือทุกเดือนตามดัชนีราคาน้ำมันโลก ค่าใช้จ่ายนี้      ไม่ใช่ภาษีแต่เป็นกลไกการปรับราคาเชิงต้นทุนที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของราคาน้ำมัน เพื่อให้ผู้ให้บริการขนส่งสามารถปรับต้นทุนได้โดยไม่ต้องแก้ไขสัญญาขนส่งทุกครั้งและจะเรียกเก็บเพิ่มเติมจากค่าขนส่งหลัก (Base Rate) ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อผู้ส่งออกคือต้นทุนรวมสูงขึ้นแม้ Fuel Surcharge ดูเหมือนเล็กน้อยแต่เมื่อรวมกับค่าขนส่งจำนวนมากจะส่งผลต่อกำไรและราคาสินค้า ความไม่แน่นอนในการวางแผนงบประมาณ 

การปรับขึ้นลงรายสัปดาห์ทำให้การคาดการณ์ต้นทุนยาก ผู้ส่งออกสามารถเลือกเจรจาสัญญาระยะยาวกับผู้ให้บริการเพื่อควบคุมความผันผวนหรือใช้เส้นทางขนส่งผสมผสาน (Air–Sea–Land) เพื่อลดผลกระทบจากการปรับขึ้น Fuel Surcharge ในบางรูปแบบการขนส่ง และควรที่จะวิเคราะห์ต้นทุนรวม (Total Landed Cost) โดยรวม Fuel Surcharge เข้ากับค่าขนส่ง Freight และค่าธรรมเนียมอื่น 

3.2 ภาษีและค่าธรรมเนียมศุลกากร (Tariffs & Customs Duties) ฮ่องกงมีสถานะเป็นตลาดเสรีไม่มีการจัดเก็บภาษีนำเข้าสำหรับอาหาร ซึ่งถือเป็นข้อได้เปรียบสำคัญของผู้ส่งออก อย่างไรก็ตามการขนส่งผ่านเส้นทางบกไปยังประเทศจีนยังคงต้องเผชิญกับค่าเอกสารและค่าธรรมเนียมตรวจสอบ เช่น CIQ (China Inspection and Quarantine) ซึ่งอาจเพิ่มต้นทุนและระยะเวลาในการดำเนินการ ผู้ประกอบการจึงควรเตรียมเอกสารให้ครบถ้วนและวางแผนการขนส่งให้สอดคล้องกับข้อกำหนด

3.3 ค่า Handling Charge (ค่าจัดการสินค้า) และ Terminal Charges (ท่าเทียบสินค้า) เป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนโลจิสติกส์ที่เกิดขึ้นระหว่างการขนส่ง โดยเฉพาะในขั้นตอนที่ท่าเรือ สนามบิน หรือด่านชายแดน ดังนี้

1) Handling Charge (ค่าจัดการสินค้า) คือค่าบริการในการจัดการสินค้า ตั้งแต่รับ–ส่ง–ตรวจสอบ–โหลด–ขนถ่ายสินค้าในจุดเปลี่ยนการขนส่งได้แก่ การยกสินค้าเข้า–ออกจากเครื่องบินหรือรถบรรทุก การตรวจสอบ เอกสารและสุขอนามัยสินค้า การจัดการพาเลทหรือบรรจุภัณฑ์ และการผ่านพิธีการศุลกากรเบื้องต้น เช่น Air Freight Handling เรียกเก็บโดยสายการบินหรือผู้ให้บริการคลังสินค้า (ATHC – Airport Terminal Handling Charge) และ Sea Freight Handling เรียกเก็บโดยท่าเรือหรือผู้ให้บริการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ (THC–Terminal Handling Charge) เป็นต้น

2) Terminal Charges (ค่าท่าเทียบสินค้า) เป็นค่าธรรมเนียมที่สถานีปลายทางเรียกเก็บ สำหรับการใช้พื้นที่และอุปกรณ์ในการขนถ่ายสินค้าเป็นค่าธรรมเนียมท่าเรือหรือสนามบินเช่น ค่าการยกตู้คอนเทนเนอร์ขึ้น–ลงเรือ (Lift-on/Lift-off) ค่าการจัดเก็บสินค้าในคลังชั่วคราว ค่าบริการตรวจสอบตู้ Reefer (ตู้แช่เย็น) และค่าบริการเชื่อมต่อไฟฟ้าสำหรับตู้ Reefer เป็นต้น โดยทั่วไป Terminal Charges จะถูกระบุแยกในใบแจ้งค่าขนส่ง (Freight Invoice) และเป็นค่าใช้จ่ายที่ผู้ส่งออกหรือนำเข้าต้องรับผิดชอบเพิ่มเติมจากค่า Freight หลัก

ค่าใช้จ่ายในการจัดการสินค้าและค่าธรรมเนียมท่าเทียบสินค้าเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบที่ต้องพิจารณาและมีประมาณการค่าใช้จ่ายดังนี้ ขนส่งทางอากาศ (Air Freight) อยู่ระหว่าง 0.10–0.30 ดอลลาร์สหรัฐต่อกิโลกรัม ขนส่งทางทะเล (Sea Freight) อยู่ระหว่าง 150–300 ดอลลาร์สหรัฐต่อตู้คอนเทนเนอร์ (THC – Terminal Handling Charge) และ ขนส่งทางบก (Land Transport) อยู่ระหว่าง 50–150 ดอลลาร์สหรัฐต่อการขนส่ง shipment ค่าใช้จ่ายเหล่านี้แม้จะเป็นสัดส่วนที่เล็กน้อยเมื่อเทียบกับค่าขนส่ง Freight หลัก แต่ก็มีผลต่อความสามารถในการแข่งขันด้านราคา โดยเฉพาะเมื่อผู้ส่งออกต้องแข่งขันในตลาดที่มีคู่แข่งจำนวนมาก

3.4 ค่าใช้จ่ายผันแปรตามฤดูกาลและความต้องการ (Seasonality & Demand) สินค้าบางชนิดเป็นสินค้าที่มีฤดูกาล และผันแปรไปตามความต้องการในแต่ละช่วงเวลา ยกตัวอย่างเช่น ผลไม้สดจากไทยบางชนิดได้แก่ ทุเรียนและมังคุด ซึ่งไม่ได้มีตลอดทั้งปีจึงส่งผลโดยตรงต่อความต้องการพื้นที่ขนส่งทางอากาศ เมื่อผลผลิตออกสู่ตลาดในปริมาณมาก ค่าขนส่งทางอากาศ Air Freight มักปรับสูงขึ้นเนื่องจากความต้องการใช้พื้นที่เครื่องบินเพิ่มขึ้น ผู้ส่งออกจึงควรบริหารการจัดส่งให้สอดคล้องกับฤดูกาล เช่น การวางแผนล่วงหน้า การใช้เส้นทางขนส่งทางเรือหรือทางบกเป็นทางเลือกเสริม เพื่อกระจายความเสี่ยงด้านต้นทุน ใช้กลยุทธ์การขนส่งแบบผสมผสานทั้งทางอากาศ ทางเรือและทางบก (Air–Sea–Land) เพื่อรักษาความต่อเนื่องของการส่งออกและลดผลกระทบจากความผันผวนของราคา

 

image.png

 

 

4กฎหมายและข้อบังคับของฮ่องกงในการนำเข้าสินค้าอาหาร

การนำเข้าสินค้าอาหารเข้าสู่ฮ่องกงอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายที่เข้มงวดเพื่อคุ้มครองสาธารณสุข โดยมีการกำหนดข้อบังคับเฉพาะสำหรับสินค้าที่ถือว่ามีความเสี่ยงสูง เช่น เนื้อสัตว์ สัตว์ปีก ไข่ นมและผลิตภัณฑ์แช่แข็ง กฎหมายหลักที่ใช้บังคับคือ Public Health and Municipal Services Ordinance (Cap.132) ซึ่งกำหนดให้อาหารที่นำเข้าต้อง เหมาะสมต่อการบริโภคของมนุษย์ และ Food Safety Ordinance (Cap.612) ที่บังคับให้ผู้นำเข้าและผู้จัดจำหน่ายอาหารต้องลงทะเบียนกับ Food and Environmental Hygiene Department (FEHD) รวมทั้งเก็บบันทึกการนำเข้าและการจำหน่ายเพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ในกรณีเกิดปัญหาด้านความปลอดภัยอาหาร

สำหรับสินค้าประเภทเนื้อสัตว์ สัตว์ปีก และไข่ การนำเข้าจะต้องได้รับอนุญาตล่วงหน้าจาก FEHD และจำกัดเฉพาะแหล่งผลิตที่ได้รับการรับรองเท่านั้นโดยต้องมี Health Certificateจากหน่วยงานประเทศต้นทาง          หากฝ่าฝืนจะมีโทษปรับสูงสุด 50,000 ดอลลาร์ฮ่องกงและจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ฮ่องกงมีการสุ่มตรวจสารตกค้างจากยาฆ่าแมลงสำหรับผักและผลไม้ที่ด่านหรือท่าเรือ ขณะที่สัตว์มีชีวิตที่นำเข้าเพื่อการบริโภคหรือการค้า         เช่น สุกร วัวและสัตว์ปีก จะต้องผ่านการตรวจสอบสุขภาพและการทดสอบที่ตลาดค้าส่งและโรงฆ่าสัตว์ รวมทั้งข้อกำหนดเฉพาะสำหรับผลิตภัณฑ์นมและเครื่องดื่มจากนมที่ต้องมีใบรับรองจากหน่วยงานสาธารณสุขของประเทศต้นทาง ส่วนอาหารทะเลจะต้องมีใบรับรองสุขอนามัยจากกรมประมงของประเทศผู้ส่งออก 

ฮ่องกงมีระบบการตรวจสอบที่เข้มงวดโดยผู้นำเข้าต้องเก็บบันทึกการนำเข้าและจำหน่ายอาหารอย่างน้อย 2 ปี และ FEHD มีอำนาจออกคำสั่งด้านความปลอดภัยอาหารเพื่อระงับการจำหน่ายหรือสั่งทำลายอาหารที่ไม่ปลอดภัย สินค้าเกษตรทั้งผักและผลไม้ โดยมีข้อกำหนดสำคัญเกี่ยวกับสารตกค้างจากสารเคมีการเกษตร (MRLs) ตาม Pesticide Residues in Food Regulation (Cap.132CM) การกำหนดค่ามาตรฐานสูงสุดของสารตกค้างตาม Codex Alimentarius และผู้ส่งออกต้องจัดทำเอกสารผลการตรวจสอบจากห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรอง ดังนี้

4.1 กฎระเบียบว่าด้วยสารตกค้างจากสารเคมีการเกษตรในอาหาร (Pesticide Residues in Food Regulation Cap.132CM) บุคคลและบริษัทสามารถนำเข้าหรือจำหน่ายอาหารที่มีสารตกค้างจากสารเคมีการเกษตรเพื่อการบริโภคได้เฉพาะเมื่อเป็นไปตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด ได้แก่ อาหารที่ระบุไว้ใน บัญชีรายชื่ออาหารและสารเคมีการเกษตรที่กำหนดค่ามาตรฐานสารตกค้างสูงสุด (MRLs) ซึ่งระบุชื่อสารเคมีการเกษตร (pesticide) ระบุค่า MRL (Maximum Residue Limit) ที่อนุญาตให้มีในอาหารนั้นและระบุชนิดอาหาร เช่น ผัก ผลไม้ ธัญพืช เนื้อสัตว์ฯลฯ ที่เกี่ยวข้องกับสารเคมีนั้น โดยสารตกค้างต้องเป็นชนิดที่ระบุไว้ตรงกับอาหารนั้นและความเข้มข้นต้องไม่เกินค่ามาตรฐานสูงสุด (MRL) ที่กำหนดเพื่อทราบอาหารแต่ละชนิดสามารถมีสารตกค้างจากสารเคมีใดได้บ้างและต้องไม่เกินค่ามาตรฐานที่กำหนดไว้ หากเกินจะถือว่าผิดกฎหมายและมีโทษปรับและจำคุก  ตัวอย่างเช่น พริกและพริกหวาน ซึ่งถูกระบุว่าเป็นอาหารที่ต้องตรวจสอบหากพบสารตกค้าง เช่น Carbendazimหรือ Chlorpyrifosต้องไม่เกินค่าที่กำหนดไว้ หากเกินค่ามาตรฐานจะถือว่าผิดกฎหมายและไม่สามารถนำเข้า จำหน่าย หรือผลิตเพื่อการบริโภคได้ซึ่งบัญชีรายชื่ออาหารและสารเคมีที่ควบคุมสารตกค้าง (MRLs)ถือเป็นเป็นแกนหลักของการบังคับใช้กฎหมาย Cap.132CM โดยเฉพาะสำหรับผักผลไม้ และสินค้าเกษตรที่ผู้ส่งออกไทยต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าผลการตรวจสอบสารตกค้างสอดคล้องกับค่ามาตรฐานที่ระบุก่อนนำเข้าสู่ตลาดฮ่องกง 

การพิจารณาว่าอาหารที่มีสารตกค้างเป็นอันตรายหรือไม่ ต้องประเมินความเสี่ยงต่อสุขภาพสาธารณะ โดยคำนึงถึงข้อมูลพิษวิทยาและค่ามาตรฐานความปลอดภัยของสารเคมี ระดับสารตกค้างในอาหารและลักษณะของสารเคมี รูปแบบการบริโภคอาหารและข้อมูลการได้รับสารทั้งระยะสั้นและระยะยาว ข้อกำหนดทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ข้อมูลจากผู้นำเข้าหรือผู้จำหน่ายและผลการตรวจวิเคราะห์จากห้องปฏิบัติการ รายงานหรือคำเตือนจากหน่วยงานอาหารและสุขภาพทั้งในและต่างประเทศ ขอบเขตและแหล่งที่มาของความเสี่ยง เช่น เกิดขึ้นตลอด    ห่วงโซ่อุปทานหรือจำกัดอยู่ในบางล็อตสินค้า เป็นต้น ดังนั้นผู้ส่งออกผักและผลไม้จากไทยไปฮ่องกงต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่า สารตกค้างไม่เกินค่ามาตรฐาน MRL/EMRL ตามที่กำหนดในตารางของ Cap.132CM และต้องมีใบรับรองผลการตรวจสอบจากห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรอง เพื่อยืนยันความปลอดภัย หากเป็นผลิตภัณฑ์แห้งหรือเข้มข้น ต้องปรับค่ามาตรฐานตามสัดส่วนการคืนรูป สำหรับอาหารผสม ต้องคำนวณรวมตามสัดส่วนของวัตถุดิบแต่ละชนิด บรรจุภัณฑ์และการติดฉลากบรรจุภัณฑ์ต้องใช้วัสดุที่เป็น Food-grade เป็นวัสดุที่ได้รับการรับรองว่าสามารถสัมผัสกับอาหารได้โดยไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพผู้บริโภค และไม่ทำให้คุณภาพของอาหารเปลี่ยนแปลงไป วัสดุเหล่านี้ต้องผ่านมาตรฐานความปลอดภัยด้านอาหารที่กำหนดโดยหน่วยงานสาธารณสุขหรือมาตรฐานสากล เช่น FDA (U.S. Food and Drug Administration), EU Food Contact Materials Regulation (EC No.1935/2004) หรือมาตรฐาน ISO ที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันการปนเปื้อน ฉลากต้องระบุชื่อสินค้า น้ำหนักสุทธิ ประเทศต้นทาง และข้อมูลผู้นำเข้าเป็นภาษาอังกฤษหรือจีน และบรรจุภัณฑ์ต้องมีความทนทานและเหมาะสมกับ   การขนส่งระหว่างประเทศ

4.2 มาตรฐานสุขอนามัยและความปลอดภัยต่างๆ (HACCP, ISO, Thai GAP) ถือเป็นหัวใจสำคัญของ  การผลิตและการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหาร โดยมีระบบมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลและระดับประเทศ ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคและคู่ค้าต่างประเทศ ได้แก่

1)  HACCP (Hazard Analysis and Critical Control Points) เป็นระบบการจัดการความปลอดภัยอาหารที่เน้นการวิเคราะห์อันตรายและควบคุมจุดวิกฤติในกระบวนการผลิต ตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ การผลิตและบรรจุไปจนถึงการจัดเก็บและการขนส่งเพื่อป้องกันปัญหาก่อนเกิดขึ้น ทำให้ HACCP เป็นมาตรฐานที่โรงงานอาหารทั่วโลกใช้

2) ISO 22000 (Food Safety Management System) เป็นมาตรฐานสากลที่รวมหลักการของ HACCP เข้ากับระบบการจัดการคุณภาพ ISO โดยครอบคลุมทั้ง การบริหารจัดการองค์กร การสื่อสารในห่วงโซ่อาหาร        และการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง ISO 22000 จึงเป็นมาตรฐานที่ช่วยให้ผู้ผลิตสามารถเชื่อมโยงกับคู่ค้าทั่วโลกได้อย่างมั่นใจ

3) Thai GAP (Good Agricultural Practice) เป็นมาตรฐานของประเทศไทยที่เน้นการผลิตสินค้าเกษตรอย่างปลอดภัยและมีคุณภาพ โดยกำหนดแนวทางการปฏิบัติที่ดีในฟาร์ม เช่น การใช้สารเคมีอย่างถูกต้อง             และปลอดภัย การจัดการน้ำและดินที่เหมาะสมการดูแลสุขอนามัยของแรงงาน การบันทึกข้อมูลการผลิตเพื่อการตรวจสอบย้อนกลับThai GAP จึงเป็นมาตรฐานที่ช่วยยกระดับสินค้าเกษตรไทยให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ โดยเฉพาะในตลาดที่มีข้อกำหนดเข้มงวดอย่างฮ่องกงและสหภาพยุโรป

4.3 มาตรฐานข้อบังคับเกี่ยวกับบรรจุภัณฑ์ของสินค้า อาหารที่บรรจุหีบห่อล่วงหน้า (Prepackaged Food) ตามข้อบังคับ Cap.132W อาหารที่บรรจุหีบห่อล่วงหน้าหมายถึงอาหารที่ได้รับการบรรจุหีบห่อ ไม่ว่าจะเป็นการบรรจุโดยสมบูรณ์หรือบางส่วน โดยมีลักษณะที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงเนื้อหาภายในได้ เว้นแต่จะเปิดหรือแก้ไขบรรจุภัณฑ์ การมีมาตรฐานเหล่านี้ไม่เพียงช่วยให้สินค้าไทยผ่านข้อกำหนดการนำเข้าในตลาดต่างประเทศ   แต่ยังเป็นการสร้างภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือและเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงตลาดพรีเมียมที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับคุณภาพและความปลอดภัยอาหาร ซึ่งมีรายละเอียดเพิ่มเติมดังนี้

 1) ฮ่องกงได้กำหนดให้อาหารที่บรรจุหีบห่อล่วงหน้า (Prepackaged Food) ต้องมีการแสดงข้อมูลบนฉลากอย่างชัดเจนและอ่านได้ โดยเว้นแต่กรณีที่ได้รับการยกเว้น ข้อมูลที่จำเป็นต้องระบุบนฉลากมีดังต่อไปนี้

1.1) ชื่อหรือคำกำหนดของอาหาร เพื่อให้ผู้บริโภคทราบประเภทและลักษณะของสินค้าอย่างถูกต้อง

1.2) รายการส่วนประกอบ (List of Ingredients) ต้องแสดงส่วนประกอบทั้งหมดที่ใช้ในการผลิต เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบได้ โดยเฉพาะผู้ที่มีข้อจำกัดด้านสุขภาพหรือการแพ้อาหาร

1.3) วันหมดอายุหรือวันควรบริโภคก่อน (Best Before / Use By) เป็นข้อมูลสำคัญที่ช่วยให้ผู้บริโภคตัดสินใจเลือกซื้อและบริโภคอย่างปลอดภัย

1.4) คำแถลงเกี่ยวกับเงื่อนไขการเก็บรักษาหรือคำแนะนำในการใช้ (Storage Condition / Instruction for Use) เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเก็บรักษาและใช้อาหารได้อย่างถูกต้องตามมาตรฐาน

1.5) ชื่อและที่อยู่ของผู้ผลิตหรือผู้บรรจุ (Manufacturer / Packer)  เป็นการระบุแหล่งที่มาของสินค้าเพื่อความโปร่งใสและการตรวจสอบย้อนกลับ

1.6) จำนวน น้ำหนัก หรือปริมาตร (Count, Weight or Volume) เพื่อให้ผู้บริโภคทราบปริมาณที่แท้จริงของสินค้า

1.7) การใช้ภาษาที่เหมาะสม (Use Appropriate Language)  ข้อมูลบนฉลากต้องแสดงด้วยภาษาที่ผู้บริโภคสามารถเข้าใจได้ โดยทั่วไปคือภาษาอังกฤษหรือภาษาจีน ซึ่งเป็นภาษาราชการของฮ่องกง

image.png

ข้อกำหนดดังกล่าวนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภคในด้านความปลอดภัยและคุณภาพอาหารป้องกันการสับสนและให้มีการให้ข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน สนับสนุนการกำกับดูแลด้านสุขอนามัยอาหารและการค้าระหว่างประเทศ การปฏิบัติตามข้อกำหนดการติดฉลากอาหารที่บรรจุหีบห่อล่วงหน้าตาม Cap.132W ไม่เพียงแต่เป็นการปฏิบัติตามกฎหมายของฮ่องกง แต่ยังเป็นการยกระดับมาตรฐานสินค้าอาหารให้มีความโปร่งใสและน่าเชื่อถือในสายตาผู้บริโภคและคู่ค้าระหว่างประเทศ

2) ข้อกำหนดการระบุสารเจือปนอาหารบนฉลากอาหารที่บรรจุหีบห่อล่วงหน้า เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและโปร่งใส ฮ่องกงได้กำหนดให้สารเจือปนอาหารที่ใช้เป็นส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์อาหารต้องมีการระบุบนฉลากอย่างชัดเจน โดยต้องแสดงทั้งประเภทการทำหน้าที่ (Functional Class) และรายละเอียดเพิ่มเติมในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ดังนี้

2.1) ชื่อเฉพาะของสารเจือปน (Specific Name) ระบุชื่อทางการของสารเจือปนที่ใช้ เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถทราบได้อย่างชัดเจนว่ามีการใช้สารใดในอาหาร

2.2) หมายเลขประจำสารตามระบบการกำหนดสากล (International Numbering System for Food Additives: INS) ใช้รหัสตัวเลขที่กำหนดโดยระบบสากล เพื่อให้เป็นมาตรฐานที่สามารถตรวจสอบได้ทั่วโลก 

2.3) หมายเลข INS พร้อมคำนำหน้า (Prefix)  ในบางกรณีสามารถใช้รหัส INS โดยมีคำนำหน้าที่กำหนด เพื่อให้การระบุมีความชัดเจนและสอดคล้องกับข้อกำหนดระหว่างประเทศ

การกำหนดให้สารเจือปนอาหารต้องระบุทั้งประเภทการทำหน้าที่และรายละเอียดตามมาตรฐานสากล มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความโปร่งใสและความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภค สนับสนุนการตรวจสอบย้อนกลับและการกำกับดูแลด้านความปลอดภัยอาหารให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล เพื่ออำนวยความสะดวกในการค้าระหว่างประเทศข้อกำหนดการระบุสารเจือปนอาหารบนฉลากอาหารที่บรรจุหีบห่อล่วงหน้า เป็นมาตรการสำคัญที่ช่วยให้ผู้บริโภคได้รับข้อมูลที่ครบถ้วนและสามารถตัดสินใจเลือกบริโภคได้อย่างมั่นใจ

กฎหมาย Food and Drugs (Composition and Labelling) Regulation ฉบับแก้ไขปี 2565 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2567 โดยมีสาระสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมและการแสดงข้อมูลบนฉลากอาหารที่บรรจุหีบห่อล่วงหน้า (Prepackaged Food) ตามข้อกำหนดใหม่ อาหารที่บรรจุหีบห่อล่วงหน้าใดๆ ที่มีการใช้ “น้ำมันไฮโดรเจนเนต” (Hydrogenated Oils) เช่น น้ำมันที่ผ่านกระบวนการไฮโดรเจนเนตเต็มรูปแบบ จะต้องมีการระบุอย่างชัดเจนในรายการส่วนประกอบ (List of Ingredients) บนฉลากสินค้า

3) ข้อกำหนดการระบุสารก่อภูมิแพ้และสารบางชนิดบนฉลากอาหารที่บรรจุหีบห่อล่วงหน้า 
เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคและสร้างความโปร่งใสในการบริโภคอาหาร ฮ่องกงได้กำหนดให้ อาหารที่บรรจุหีบห่อล่วงหน้า (Prepackaged Food) ที่มีส่วนประกอบหรือประกอบด้วยสารบางชนิด ต้องมีการระบุชื่อของสารนั้นอย่างชัดเจนใน รายการส่วนประกอบ (List of Ingredients) โดยสารที่ต้องระบุ ได้แก่

3.1) ธัญพืชที่มีส่วนประกอบของกลูเตน (Cereals containing gluten) เช่น ข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์และข้าวไรย์

3.2) สัตว์น้ำจำพวกครัสเตเชียและผลิตภัณฑ์จากครัสเตเชีย (Crustacea and crustacean products) เช่น กุ้ง ปู และผลิตภัณฑ์ที่ทำจากสัตว์น้ำกลุ่มนี้

3.3) ไข่และผลิตภัณฑ์จากไข่ (Eggs and egg products)

3.4)ปลาและผลิตภัณฑ์จากปลา (Fish and fish products)

3.5) ถั่วลิสง ถั่วเหลืองและผลิตภัณฑ์ที่ทำจากถั่วเหล่านี้ (Peanuts, soybeans and their products)

3.6) นมและผลิตภัณฑ์จากนม รวมถึงแลคโตส (Milk and milk products, lactose included)

3.7) ถั่วเปลือกแข็งและผลิตภัณฑ์จากถั่วเปลือกแข็ง (Tree nuts and nut products)

3.8) ซัลไฟต์ (Sulphite) ในความเข้มข้นตั้งแต่ 10 ส่วนในล้านส่วน (ppm) ขึ้นไป

ข้อกำหนดนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันความเสี่ยงต่อสุขภาพของผู้บริโภค โดยเฉพาะผู้ที่มีภาวะภูมิแพ้หรือความไวต่อสารบางชนิด สร้างความโปร่งใสและความเชื่อมั่นในระบบการค้าสินค้าอาหารสนับสนุนมาตรฐานสากลด้านการติดฉลากอาหารและการคุ้มครองผู้บริโภค ร่วมถึงจำเป็นต้องมีฉลากที่ให้ข้อมูลโภชนาการบนฉลากอาหารที่บรรจุหีบห่อล่วงหน้า (Nutrition labelling) เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและโปร่งใส ฮ่องกงได้กำหนดให้ อาหารที่บรรจุหีบห่อล่วงหน้า (Prepackaged Food) ต้องมีการแสดงรายการสารอาหาร  (List of Nutrients) บนฉลากอย่างชัดเจน

  4) ภายใต้ข้อบังคับ Cap.132W (Food and Drugs (Composition and Labelling) Regulations) ของฮ่องกงได้กำหนดให้อาหารที่บรรจุหีบห่อล่วงหน้า (Prepackaged Food) ต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดการติดฉลากทั่วไปตาม Schedule 3 อย่างเข้มงวด อย่างไรก็ตาม ใน Schedule 4 ได้ระบุข้อยกเว้นสำหรับอาหารบางประเภท    ซึ่งได้รับการยกเว้นจากข้อกำหนดการติดฉลากบางส่วนหรือทั้งหมด ประเภทอาหารที่ได้รับการยกเว้น ได้แก่ 

4.1) ผักและผลไม้สด ที่จำหน่ายโดยไม่ผ่านการบรรจุหีบห่อในลักษณะ “Prepackaged”

4.2) เนื้อสัตว์สด สัตว์ปีก และปลา ที่จำหน่ายแบบสดหรือหั่นตามสั่ง ไม่อยู่ในบรรจุภัณฑ์สำเร็จรูป

4.3) ขนมหวานหรือผลิตภัณฑ์ขนาดเล็กที่ห่อแยกชิ้น แต่จำหน่ายรวมในบรรจุภัณฑ์ใหญ่ เช่น ลูกอม เจลลี่ถ้วยในขวดโหล เป็นต้น

4.4) เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่มีปริมาณแอลกอฮอล์เกิน 1.2% ซึ่งได้รับการยกเว้นจากข้อกำหนดด้านโภชนาการ

4.5) อาหารที่จำหน่ายในร้านอาหารหรือสถานประกอบการจัดเลี้ยง ซึ่งจัดเตรียมเพื่อบริโภคทันที

การกำหนดข้อยกเว้นดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อลดภาระการติดฉลากในสินค้าที่ผู้บริโภคสามารถระบุได้โดยตรง เช่น ผักและผลไม้สด เป็นการสนับสนุนการค้าระหว่างประเทศและการนำเข้าผลผลิตสด โดยไม่สร้างภาระ      ด้านเอกสารที่ไม่จำเป็น มุ่งเน้นการกำกับดูแลไปยังอาหารที่ผ่านกระบวนการผลิตหรือแปรรูปซึ่งมีความเสี่ยง     ด้านสุขภาพสูงกว่า 

          5) ความรับผิดทางกฎหมายเกี่ยวกับการติดฉลากอาหารตาม Section 61, Cap.132W ตามข้อบัญญัติ Section 61 แห่ง Cap.132W (Food and Drugs Regulations) ของฮ่องกง ได้กำหนดให้ผู้ประกอบการที่จำหน่ายอาหารต้องรับผิดชอบต่อความถูกต้องและความโปร่งใสของฉลากอาหารที่ใช้ในการจำหน่ายหรือแสดงสินค้า โดยมีสาระสำคัญดังนี้ หากบุคคลใดได้ให้ฉลากอาหารแก่สินค้าที่ตนจำหน่ายหรือแสดงฉลากอาหารประกอบสินค้าที่นำออกจำหน่าย ไม่ว่าจะเป็นฉลากที่ติดอยู่กับบรรจุภัณฑ์หรือภาชนะ หรือเป็นฉลากที่พิมพ์บนบรรจุภัณฑ์ หากฉลากนั้นมีลักษณะดังต่อไปนี้บุคคลดังกล่าวจะถือว่ามีความผิดทางกฎหมาย

5.1) มีการบรรยายอาหารที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง (Falsely Describes the Food)

5.2) มีเจตนาหรือมีแนวโน้มที่จะทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดเกี่ยวกับลักษณะ สารประกอบ หรือคุณภาพของอาหาร (Misleading as to its Nature, Substance or Quality)

อย่างไรก็ตามผู้ประกอบการสามารถยกเว้นความรับผิดได้ หากสามารถพิสูจน์ได้ว่าไม่ทราบและ    ไม่สามารถทราบได้ด้วยความระมัดระวังตามสมควร ว่าฉลากดังกล่าวมีลักษณะเป็นการบรรยายที่ผิดหรือทำให้เข้าใจผิด ข้อกำหนดนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันการให้ข้อมูลที่บิดเบือนหรือทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด สร้างความเชื่อมั่นในระบบการค้าสินค้าอาหารของฮ่องกง สนับสนุนมาตรฐานสากลด้านการคุ้มครองผู้บริโภคและความปลอดภัยอาหารและกำหนดความรับผิดชอบโดยตรงต่อผู้ประกอบการในการตรวจสอบความถูกต้องของฉลาก ทั้งนี้ Section 61 ของ Cap.132W เป็นมาตรการสำคัญที่กำหนดให้ผู้ประกอบการต้องรับผิดชอบต่อความถูกต้องของฉลากอาหารเพื่อป้องกันการหลอกลวงหรือการให้ข้อมูลที่ผิดพลาดแก่ผู้บริโภค อีกทั้งยังเป็นการยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองผู้บริโภคและสร้างความโปร่งใสในตลาดอาหารของฮ่องกง

image.png

     4.4 กฎระเบียบศุลกากรและการตรวจสอบสินค้านำเข้าฮ่องกงภายใต้กรอบกฎหมาย Import and Export Ordinance (Cap.60) เป็นกฎหมายหลักที่ควบคุมการนำเข้าและส่งออกสินค้า โดยเฉพาะสินค้าที่จัดอยู่ในกลุ่มสินค้ายุทธศาสตร์ Strategic Commodities ซึ่งคือสินค้าที่มีความอ่อนไหวและมีผลกระทบต่อความมั่นคง ความปลอดภัยหรือการควบคุมทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี และสินค้าที่มีความเสี่ยงสูงต่อความปลอดภัยสาธารณะหรือสุขอนามัย เช่น เนื้อสัตว์แช่แข็ง และผลิตภัณฑ์อาหารบางประเภท มีขั้นตอนและข้อกำหนดสำคัญ ดังต่อไปนี้ 

1) การขอใบอนุญาตนำเข้า (Import License) สินค้าหลายประเภท เช่น เนื้อสัตว์และสัตว์ปีกแข็ง ต้องมีใบอนุญาตนำเข้าที่ออกโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น Customs and Excise Department หรือ       Trade and Industry Department (TID)

2) การตรวจสอบสุขอนามัยและความปลอดภัย สินค้าอาหารต้องมีใบรับรองสุขอนามัยจากประเทศต้นทาง  (Health Certificate) และใบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า (Certificate of Origin)  และอาจถูกสุ่มตรวจสอบโดย Food and Environmental Hygiene Department (FEHD) เพื่อยืนยันว่าเหมาะสมต่อการบริโภคของมนุษย์

3) การควบคุมสินค้าเฉพาะ กฎหมาย Cap.60 ระบุสินค้าหลายกลุ่มที่ต้องผ่านการตรวจสอบเข้มงวด   เช่น เนื้อสัตว์และสัตว์ปีกแช่แข็ง และยาและสมุนไพรจีนที่กำหนดไว้ เป็นต้น

4) การตรวจสอบและบันทึกการนำเข้า ผู้นำเข้าต้องเก็บบันทึกการนำเข้าและการจำหน่ายสินค้า  มีเอกสารการขนส่ง (Air Waybill, Bill of Lading) เพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ในกรณีเกิดเหตุด้านความปลอดภัยหรือการละเมิดกฎหมาย

กฎระเบียบศุลกากรและการตรวจสอบสินค้านำเข้าของฮ่องกงมีความเข้มงวดและครอบคลุมทั้งด้านความปลอดภัยสาธารณะและสุขอนามัยอาหาร ผู้ส่งออกไทยที่ต้องการเข้าสู่ตลาดฮ่องกงจำเป็นต้องเตรียมเอกสาร      ให้ครบถ้วน เช่น ใบอนุญาตนำเข้าและใบรับรองสุขอนามัย รวมถึงปฏิบัติตามข้อกำหนดการตรวจสอบและการบันทึกข้อมูลอย่างเคร่งครัด เพื่อให้สินค้าสามารถผ่านการตรวจสอบและเข้าสู่ตลาดได้อย่างราบรื่น

image.png

5. งานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มระดับนานาชาติในฮ่องกง

ฮ่องกงถือเป็นศูนย์กลางการจัดงานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มระดับนานาชาติที่มีความหลากหลายและต่อเนื่องตลอดทั้งปี งานเหล่านี้ไม่เพียงเป็นเวทีสำหรับผู้ประกอบการและผู้ส่งออกในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ 
แต่ยังเป็นช่องทางสำคัญในการสร้างเครือข่ายธุรกิจและเข้าถึงผู้บริโภคในตลาดเอเชียตะวันออก โดยงานสำคัญที่จัดขึ้นเป็นประจำ ได้แก่

image.png

 

งานแสดงสินค้าเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของฮ่องกงในฐานะตลาดกลางและศูนย์กระจายสินค้าอาหารและเครื่องดื่มในภูมิภาคเอเชีย ผู้ส่งออกไทยสามารถใช้เวทีเหล่านี้ในการนำเสนอสินค้าเกษตรและอาหาร  พรีเมียม เช่น ผลไม้ไทย อาหารสุขภาพ และผลิตภัณฑ์แปรรูป เพื่อสร้างการรับรู้แบรนด์และขยายเครือข่ายธุรกิจไปยังจีนและภูมิภาคใกล้เคียง

 

 

6. สรุปและข้อเสนอแนะ

6.1 ปัจจัยสำคัญที่ผู้ส่งออกไทยควรใช้พิจารณาประกอบการจัดส่งสินค้าสู่ฮ่องกง คือ วิธีการขนส่งที่เหมาะสม การปฎิบัติตามกฎหมายและข้อบังคับของฮ่องกง การเพิ่มความน่าเชื่อถือแก่ลูกค้าผู้บริโภคและเจ้าหน้าที่ตรวจสอบโดยการใช้เทคโนโลยี Traceability ซึ่งคือระบบที่ช่วยให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดห่วงโซ่อุปทาน     ตั้งแต่ต้นทางการผลิตไปจนถึงปลายทางผู้บริโภคเพื่อยืนยันแหล่งที่มา ความถูกต้อง และมาตรฐานของสินค้า     โดยอาศัยการบันทึกข้อมูลที่เชื่อมโยงกันอย่างต่อเนื่องและตรวจสอบได้จริงในยุคที่ผู้บริโภคและหน่วยงานกำกับดูแลให้ความสำคัญกับความโปร่งใสและความปลอดภัยของอาหาร การใช้เทคโนโลยี Traceability จึงเป็นแนวทางสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน โดยเฉพาะการประยุกต์ใช้ระบบ QRFiD (การผสาน QR Code และ RFID) จะช่วยให้สามารถติดตามข้อมูลสินค้าได้ทั้งในเชิงกายภาพ โดยใช้ RFID สำหรับการขนส่งและคลังสินค้า และเชิงดิจิทัลโดยมี QR Code สำหรับผู้บริโภคและเจ้าหน้าที่ตรวจสอบ

 เทคโนโลยีเหล่านี้มีการใช้กันอย่างกว้างขวางในปัจจุบันซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นและจะยกระดับมาตรฐานการส่งออกอาหารจากไทยให้มีความน่าเชื่อถือมากขึ้น เพราะเทคโนโลยีเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นฐานข้อมูลที่ไม่สามารถแก้ไขย้อนหลังได้ ช่วยป้องกันการปลอมแปลงเอกสารและสร้างความโปร่งใสในการตรวจสอบย้อนกลับตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง โดยผู้ซื้อในฮ่องกงสามารถตรวจสอบข้อมูลสินค้าได้ทันทีผ่าน QR Code ลดความเสี่ยงด้านกฎหมาย เพิ่มมูลค่าและความแตกต่างทางการตลาด และช่วยขยายโอกาสสู่ตลาดจีนและภูมิภาคเอเชียตะวันออก เนื่องจากฮ่องกงเป็นศูนย์กลางการค้าการมีระบบตรวจสอบย้อนกลับที่เข้มแข็งช่วยให้การเข้าสู่ตลาดอื่น รวมถึงการผ่านกระบวนการตรวจสอบมาตรฐานและศุลกากรเป็นไปอย่างราบรื่น

image.png

    6.2 การใช้ฮ่องกงในฐานะศูนย์กลางการขนส่งระดับเป็นฐานกระจายสินค้าในภูมิภาค รวมทั้งพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ GBA (Greater Bay Area) เนื่องจากฮ่องกงมีระบบโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพ มีสายเรือเทียบท่าถ่ายโอนสินค้าที่ท่าเรือฮ่องกงจำนวนมาก ทำให้สามารถบริหารต้นทุน ระยะเวลา และความเสี่ยงด้านการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศได้

6.3 การใช้งานระบบ Port Community System (PCS) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มดิจิทัลกลางที่เชื่อมโยงข้อมูลด้านโลจิสติกส์ การผ่านพิธีการศุลกากร และข้อมูลทางการเงินเข้าด้วยกัน ปัจจุบันมีบริษัทกว่า 6,000 ราย เข้าร่วมใช้งานแล้ว ระบบนี้ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถติดตามการเคลื่อนย้ายสินค้าตั้งแต่การรับสินค้า การบรรทุก    การเดินทาง การถึงปลายทาง ไปจนถึงการผ่านพิธีการศุลกากร ผ่านอินเทอร์เฟซเดียว พร้อมฟังก์ชัน One-Data-Multiple-Declarations ที่ลดการกรอกข้อมูลซ้ำและเชื่อมโยงโดยตรงกับศุลการกรฮ่องกง และ China International Trade Single Window ระบบดิจิทัลกลางของรัฐบาลจีนที่ใช้สำหรับการดำเนินพิธีการทางการค้าระหว่างประเทศแบบครบวงจร (One-Stop Platform) โดยผู้ประกอบการสามารถยื่นเอกสาร นำเข้า–ส่งออก ชำระค่าธรรมเนียม และตรวจสอบสถานะการผ่านพิธีการศุลกากรได้ในที่เดียว ซึ่ง Port Community System (PCS) ของฮ่องกงนี้ยังรองรับการแจ้งเตือนแบบเรียลไทม์ เช่น ความล่าช้าในการขนส่งหรือความผิดปกติ
ด้านอุณหภูมิ และใช้เทคโนโลยี Blockchain ในการบันทึกข้อมูลด้านโลจิสติกส์และศุลกากร เพื่อสร้างความโปร่งใสและตรวจสอบย้อนกลับได้

ระบบดังกล่าวพัฒนาและบริหารโดยศูนย์วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีด้านโลจิสติกส์และห่วงโซ่อุปทาน    ของฮ่องกง Logistics & Supply Chain MultiTech R&D Centre (LSCM) ภายใต้การกำกับของกรมการขนส่งและโลจิสติกส์แห่งฮ่องกง Transport & Logistics Bureau ซึ่งมีธนาคารในฮ่องกง 9 แห่งเข้าร่วมใช้ข้อมูลสถานะสินค้าเพื่อสนับสนุนการจัดการความเสี่ยงด้านการเงินการค้า ทั้งนี้รัฐบาลฮ่องกงยังมีแผนขยายการเชื่อมโยงไปยังท่าเรือนานาชาติและแพลตฟอร์มข้อมูลการขนส่งทั่วโลกซึ่งจะเป็นการผลักดันให้ฮ่องกงยังคงเป็นศูนย์กลางการค้าการขนส่งกระจายสินค้าระดับโลกที่ผู้ส่งออกไทยควรใช้เป็นฐานเชื่อมโยงสู่ตลาดนานาชาติ โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าอาหาร สินค้าอุปโภคบริโภค และสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูง

 

image.pngimage.png

 

 

 

7. รายชื่อสมาคมด้านการขนส่งต่างๆ ในฮ่องกง

 

ลำดับ

ชื่อสมาคมฯ

ข้อมูลการติดต่อ

1

Hong Kong & Kowloon Motor Boats & Tug Boats Association

Tel: 2384 1435                Fax: 2780 8156
Email: info@mbta.org.hk  Website: www.mbta.org.hk
Address: 3/F., 46 & 48 Man Cheong Building, Ferry Point, Jordan, Kowloon, Hong Kong

2

Hong Kong Association of Freight Forwarding and Logistics Ltd

Tel: 2796 3121        Fax: 2796 3719 / 2754 8926
Website: www.haffa.com.hk
Address: 8/F., China Hong Kong Centre, 122-126 Canton Road, Tsim Sha Tsui, Kowloon, Hong Kong

3

Hong Kong Cargo Vessel Traders' Association Ltd

Tel: 2384 7102 / 2385 5221  Fax: 2782 0342
Email: info@cvta.com.hk       Website: www.cvta.com.hk
Address: 2/F., 21-23 Man Wai Building, Ferry Point, Jordan, Kowloon, Hong Kong

4

The Hong Kong Shippers' Council

Tel: 2211 2323        Fax: 2891 9787
Email: shippers@hkshippers.org.hk
Website: www.hkshippers.org.hk
Address: Room 702, 9 Chong Yip Street, Kwun Tong, Kowloon

5

Hong Kong Container Terminal Operators Association Limited

Tel: 3126 9471         Fax: 3126 9472
Email: enquiry@hkctoa.com Website: www.hkctoa.com/index
Address: 12/F., Warehouse Building Phase 2, Berth One, Kwai Chung, New Territories, Hong Kong

6

Hong Kong Container Tractor Owner Association Ltd

Tel: 2745 0886             Fax: 2786 3305
Email: tractor@hkctoa.com.hk
Address: 10/F., 88 Kwai Cheong Road, Kwai Chung, New Territories, Hong Kong

 

ลำดับ

ชื่อสมาคมฯ

ข้อมูลการติดต่อ

7

Hong Kong Godown Association Limited

Tel: 2419 8873                Fax: 3167 1830
Email: info@hkgaltd.com  Website: www.hkgaltd.com
Address: Room 201, 2/F., Trans Asia Centre, 18 Kin Hong Street, Kwai Chung, New Territories, Hong Kong

8

Hong Kong Liner Shipping Association

Email: roberto@comm-mgmt.com.hk
Address: Room 1601, Chinachem Hollywood Centre, 1-13 Hollywood Road, Central, Hong Kong

9

Hong Kong Logistics Association

Tel: 2777 9656              Fax: 3421 2477
Email: info@hkla.org.hk   Website: www.hkla.org.hk
Address: 3/F, New Timely Building, 497 Castle Peak Road, Kowloon, Hong Kong

10

Hong Kong Shipping Industry Institute

Tel: 2506 3866                Fax: 2506 3563
Email: oakhk@netvigator.com
Address: 2301 China Resources Building, 26 Harbour Road, Wanchai, Hong Kong

11

The Chartered Institute of Logistics & Transport in Hong Kong

Tel: 2866 6336                 Fax: 2866 6118
Website: www.cilt.org.hk
Address: 7/F., Yue Hing Building, 103 Hennessy Road, Wanchai, Hong Kong

12

The Institute of Chartered Shipbrokers (Hong Kong Branch)

Tel: 3766 1921                 Fax: 8106 1480
Email: icshk@ics.org.hk / Hon-Secretary@ics.org.hk
Website: www.ics.org.hk
Address: C/O ABC SHIPPING (HONG KONG) LTD.
Unit 02, 10/F., Comweb Plaza, 12 Cheung Yue Street, Cheung Sha Wan, Kowloon, Hong Kong

 

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. Globthailand. Globthailand, n.d. https://globthailand.com

  2. Centre for Food Safety. “Imported Food Control.” Food and Environmental Hygiene Department, Hong Kong SAR Government, n.d. https://www.cfs.gov.hk/english/import/import_ifc.html

  3. Hong Kong SAR Government. Public Health and Municipal Services Ordinance (Cap.132). Department of Justice, n.d. https://www.elegislation.gov.hk/hk/cap132

  4. Hong Kong SAR Government. Food Safety Ordinance (Cap.612). Department of Justice, n.d. https://www.elegislation.gov.hk/hk/cap612

  5. Hong Kong SAR Government. Import and Export Ordinance (Cap.60). Department of Justice, n.d. https://www.elegislation.gov.hk/hk/cap60

  6. HKIA Cargo Data Platform. Hong Kong International Airport, n.d. https://www.hkiacargo.com/en/cargo-fuel-surcharge

  7. Hong Kong SAR Government. “Liberalisation of Cargo Fuel Surcharge to Be Implemented from January 1, 2025.” Press Release, 23 May 2024. https://www.info.gov.hk/gia/general/202405/23/P2024052300391.htm

  8. Civil Aviation Department. “Cargo Fuel Surcharge.” Civil Aviation Department, Hong Kong SAR Government, n.d. https://www.cad.gov.hk/english/cargo_fuel_surcharge.html

  9. World Trade Organization. “Import Licensing Procedures – Hong Kong, China.” WTO, n.d. https://importlicensing.wto.org/content/import-and-export-ordinance-cap60

  10. Hong Kong Shippers Council. “Cargo Fuel Surcharge (CFS).” HK Shippers, n.d. https://www.hkshippers.org.hk

  11. Hong Kong Air Cargo Carrier Limited. Home. HK Air Cargo, n.d.https://www.hkaircargo.com

  12. Marine Department. “Mid-Stream Operators.” Marine Department, Hong Kong SAR Government, n.d. https://www.mardep.gov.hk/en/public-services/shipping-directory/midsoper/index.html

  13. Hong Kong Maritime and Port Board (HKMPDB). “Port.” HKMPDB, n.d. https://www.hkmpdb.gov.hk/en/port.html

  14. Centre for Food Safety. “Health Certificate for Foods of Animal Origin.” CFS, n.d. https://www.cfs.gov.hk

  15. Food and Environmental Hygiene Department (FEHD). “Application for Registration as Food Importer/Food Distributor.” FEHD, n.d. https://www.fehd.gov.hk

  16. Centre for Food Safety. “Application for Registration as Food Importers and Food Distributors.” CFS, n.d. https://www.cfs.gov.hk

  17. Hong Kong e-Legislation. Imported Game, Meat, Poultry and Eggs Regulations. Department of Justice, n.d. https://www.elegislation.gov.hk

  18. Environment and Ecology Bureau (EEB). “Regulation of Food Imports.” EEB, n.d. https://www.eeb.gov.hk

  19. Hong Kong Customs and Excise Department. “種類及稅率.” Customs, n.d. https://www.customs.gov.hk

  20. Trade Finance Global. “Incoterms 2020 [UPDATED 2025] - Free PDF Guide & Podcasts.” Trade Finance Global, n.d. https://www.tradefinanceglobal.com

  21. WWF Thailand. “Low Carbon Transportation Guidelines.” WWF Thailand, n.d. https://www.wwf.or.th

  22. ESG Training. “Understanding the Full Carbon Footprint: A Comprehensive Analysis.” ESG Training, n.d. https://www.esgtraining.org

  23. Centre for Food Safety. “Maximum Residue Limits (MRLs) Database.” CFS, n.d. https://www.cfs.gov.hk/english/mrl/mrl_select_pesticide.php

  24. Trade and Industry Department (TID). “Strategic Trade Controls.” TID, n.d. https://www.tid.gov.hk

  25. Customs and Excise Department, HKSAR. “Import Licensing and Enforcement.” Customs, n.d. https://www.customs.gov.hk

  26. Chan, Mandy, and Leo Cheung. Dual-Layer QRFiD Architecture for Food Traceability. IGSO Presentation, 2024. https://www.igsoworld.org/en

  27. Food and Agriculture Organization (FAO) & World Trade Organization (WTO). Food Safety and Traceability Systems: Global Standards and Practices. FAO & WTO, 2023. https://www.fao.org/food-safety/en/

  28. Census and Statistics Department (C&SD). “External Merchandise Trade Statistics.” Hong Kong SAR Government, n.d. https://www.censtatd.gov.hk/en/EIndexbySubject.html?pcode=B1020006&scode=230

  29. Hong Kong Trade Development Council (HKTDC). “Thailand: Cross-Border Digital Payments Agreed with Hong Kong.” HKTDC Research, n.d. https://research.hktdc.com/en/article/MTU0OTYyNTQyNg

  30. Centre for Food Safety, Hong Kong. The Consumer Guide to Food Additives. Food and Environmental Hygiene Department, Hong Kong SAR Government, n.d. https://www.cfs.gov.hk/tc_chi/whatsnew/whatsnew_fstr/files/ins_list_num_order.pdf

  31. Hong Kong eLegislation. Import and Export Ordinance (Cap. 60). Department of Justice, Government of the Hong Kong Special Administrative Region, n.d. , https://www.elegislation.gov.hk/hk/cap60!en.pdf

  32. Hong Kong Customs and Excise Department. “Related News – Air-Land Fresh Lane.” Hong Kong Customs, Government of the Hong Kong Special Administrative Region, n.d.  https://www.customs.gov.hk/en/service-enforcement-information/trade-facilitation/fresh-lane/related-news/index.html

ช่องทางการส่ง (24 มิ.ย.).pdf
Share :
Instagram