
ตั้งแต่เดือนกันยายนถึงพฤศจิกายน 2568 ตลาดยางรถยนต์ของจีนได้เข้าสู่ช่วง “คลื่นการปรับขึ้นราคา” ครั้งใหญ่ โดยผู้ผลิตรายสำคัญทั้งในประเทศและต่างประเทศ เช่น Zhongce Rubber Sailun Group / Dunlop Yokohama รวมถึงผู้ผลิตในมณฑลซานตงอย่าง Huasheng และ Yongsheng ต่างทยอยออกประกาศปรับขึ้นราคาพร้อมกันกว่า 20 บริษัท โดยส่วนใหญ่เพิ่มขึ้นร้อยละ 2–4
สาเหตุหลัก : ราคาวัตถุดิบพุ่งไม่หยุด
ต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้นกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการปรับราคาครั้งนี้ โดยเกือบทุกบริษัทระบุในหนังสือแจ้งปรับราคาว่า ราคายางธรรมชาติ คาร์บอนแบล็ก และ ลวดเหล็กเสริมผ้าใบ เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทำให้กำไรของผู้ผลิตถูกบีบอย่างหนัก เพื่อให้ธุรกิจดำเนินได้อย่างมั่นคงและสามารถรักษาการส่งมอบสินค้าอย่างต่อเนื่อง การปรับขึ้นราคาจึงเป็นทางออกเดียวที่อุตสาหกรรมเลือกใช้ร่วมกัน
ปรับขึ้นครอบคลุมทุกกลุ่มสินค้า
การปรับขึ้นราคาครั้งนี้ครอบคลุมทั้งยางรถยนต์นั่ง ยางรถบรรทุก และยางในแบบบิวทิล แสดงให้เห็นว่าต้นทุนได้ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่การผลิตทั้งหมด ช่วงเวลาการปรับราคาส่วนใหญ่เกิดขึ้นในต้นเดือนพฤศจิกายน โดยบริษัทอย่าง Yanchang Rubber / Bayi Rubber / Yongsheng Rubber / Zhongyi Rubber / Qirun Tire และ Dunlop ได้เริ่มใช้ราคาชุดใหม่ตั้งแต่กลางเดือนตุลาคมถึง 1 พฤศจิกายน ขณะที่ Wanli Tire และ Shandong Dingchuang Tire กำหนดมีผลวันที่ 15 พฤศจิกายน เพื่อให้ตลาดมีเวลาปรับตัว
ปฏิกิริยาตลาด : ตัวแทนจำหน่ายเร่งกักตุนสินค้า
เมื่อแนวโน้มราคาขาขึ้นชัดเจน ตัวแทนจำหน่ายจึงรีบสั่งซื้อและกักตุนสินค้าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว นักวิเคราะห์ตลาดชี้ว่าในช่วงประกาศขึ้นราคา ผู้ผลิตมักจัดโปรโมชั่นส่งเสริมการขายควบคู่ ทำให้ต้นทุนเฉลี่ยของตัวแทนจำหน่ายยังถือว่าคุ้มค่า หากรอให้ราคาขึ้นสูงกว่านี้หรือโปรโมชั่นสิ้นสุด อาจต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้นกว่าเดิม
แนวโน้มอุตสาหกรรม : รายได้เพิ่มระยะสั้น แต่ระยะยาวทดสอบความแข็งแกร่ง
นักวิเคราะห์มองว่า การปรับขึ้นราคาที่ขับเคลื่อนโดยต้นทุนในรอบนี้จะช่วยเพิ่มรายได้ของผู้ผลิตในระยะสั้น และบรรเทาแรงกดดันจากต้นทุนได้บางส่วน อย่างไรก็ตาม ในระยะยาว ความผันผวนของราคาวัตถุดิบยังคงเป็นความท้าทายสำคัญของอุตสาหกรรม ผู้ผลิตที่สามารถนำนวัตกรรมเทคโนโลยีมาใช้ปรับปรุงการบริหารห่วงโซ่อุปทานและยกระดับมูลค่าเพิ่มของสินค้าจะเป็นผู้ที่สามารถรักษาการเติบโตได้อย่างมั่นคงท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงในอนาคต
ข้อเสนอแนะ/ข้อคิดเห็น สคต. เฉิงตู
1. ใช้โอกาสจากราคายางที่สูงขึ้น สร้างความได้เปรียบด้านซัพพลายเชน ซึ่งราคายางในจีนที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 2–4 สะท้อนแรงกดดันด้านต้นทุนจากวัตถุดิบหลัก เช่น ยางธรรมชาติและคาร์บอนแบล็ก ซึ่งไทยเป็นผู้ผลิตยางธรรมชาติรายใหญ่ของโลก ผู้ประกอบการไทยควรใช้จุดแข็งนี้ในการเจรจาเป็นซัพพลายเออร์เชิงกลยุทธ์ (Strategic Supplier) ให้กับผู้ผลิตยางจีนหรือแบรนด์ต่างประเทศ โดยเน้นระบบ การจัดส่งตรงเวลา / คุณภาพสม่ำเสมอ / การตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในระยะยาว
2. เร่งพัฒนา “ยางมูลค่าสูง” (High Value-Added Rubber Products) โดยการแข่งขันจะเคลื่อนย้ายจาก “ต้นทุน” ไปสู่ “นวัตกรรม” และผู้ประกอบการไทยควรเร่งพัฒนาและผลิตยางประหยัดพลังงาน (Green Tire / Low Rolling Resistance Tire) ยาง EV (Electric Vehicle Tire) และวัสดุยางผสมชีวภาพ (Bio-based Compounds) เพื่อตอบโจทย์ตลาดที่เน้นความยั่งยืน (Sustainability) และลดคาร์บอนฟุตพรินต์ ซึ่งเป็นทิศทางที่จีนและยุโรปกำลังให้ความสำคัญอย่างมาก
3. สร้างพันธมิตรเชิงลึกกับผู้ผลิตจีน (Strategic Partnership) ซึ่งจีนมีความต้องการนำเข้ายางคุณภาพสูงและวัตถุดิบจากไทยต่อเนื่อง ผู้ประกอบการไทยสามารถร่วมลงทุนตั้งโรงงานผสมยาง (Compounding Plant) ในจีนตะวันตก (เช่น เฉิงตู–ซีอาน–ฉงชิ่ง) ซึ่งรัฐบาลกำลังผลักดันให้เป็นฐานอุตสาหกรรมใหม่ หรือจับมือกับผู้ผลิตยางจีนรายใหญ่ เพื่อผลิตสินค้าภายใต้แบรนด์ร่วม (Joint Brand) หรือ OEM สำหรับตลาดอาเซียน
4. ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI เพื่อบริหารต้นทุน แนวโน้มราคาวัตถุดิบผันผวนต่อเนื่อง การนำระบบ AI-based Cost Monitoring / Predictive Procurement เข้ามาใช้จะช่วยคาดการณ์ราคาและวางแผนการจัดซื้อได้แม่นยำขึ้น และโรงงานควรพัฒนา Smart Manufacturing / Automation System เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนแรงงาน
5. ขยายตลาดส่งออกไปยังจีนตะวันตกและเอเชียกลาง สืบเนื่องจากนโยบาย “Go West / New Land-Sea Corridor” ของจีน ส่งผลให้ เฉิงตู–ฉงชิ่ง–ซีอาน กำลังกลายเป็นศูนย์กลางการขนส่งและการผลิตใหม่ ผู้ประกอบการไทยสามารถใช้เส้นทางรถไฟจีน–ลาว–ไทย เพื่อส่งออกผลิตภัณฑ์ยาง เช่น ยางรถยนต์ระดับกลาง–บน ยางสำหรับรถบรรทุกขนส่งระหว่างประเทศ และยางอุตสาหกรรม/การเกษตร
6. สร้างภาพลักษณ์ “ยางไทยสีเขียว” ในตลาดโลก ได้แก่ การสร้างแบรนด์ยางไทยในฐานะ “Sustainable & Reliable Rubber Source” จะช่วยเพิ่มความได้เปรียบในการแข่งขันกับจีน การส่งเสริมการรับรองมาตรฐานสากล เช่น ISO 14067 / FSC Rubber Certification / Carbon Border Adjustment Mechanism (CBAM) Compliance เพื่อรองรับตลาดยุโรปและญี่ปุ่น
7. ติดตามความเคลื่อนไหวของตลาดจีนอย่างใกล้ชิด อาทิ การปรับราคาของผู้ผลิตจีนรายใหญ่ เช่น Zhongce Sailun และ Dunlop อาจส่งผลต่อตลาดยางในอาเซียนภายใน 1–2 ไตรมาสถัดไป รวมถึงการแนะนำให้ผู้ประกอบการไทยจัดตั้งทีมวิเคราะห์ตลาดจีน เพื่อรับข้อมูลเชิงลึกด้านราคาและนโยบายล่วงหน้า
----------------------------------------------------
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครเฉิงตู
พฤศจิกายน 2568
แหล่งข้อมูล : The Tire Newspaper