fb
ภาวะตลาดอุตสาหกรรมต่อเรือของไต้หวัน
ลงเมื่อ 30 กรกฎาคม 2569 17:52
สคต. ณ กรุงมะนิลา ส่วนที่ 2 (ไต้หวัน) (TTC, Manila – Section 2 (Taiwan))

ภาพรวมอุตสาหกรรมต่อเรือของไต้หวันในปี 2568-2569 กำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ โดยได้รับแรงขับเคลื่อนหลักจาก ปัจจัย ได้แก่ นโยบายความมั่นคง (Defense) และ การเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Green Energy) ตลาดไต้หวันถือเป็น Blue Ocean ที่มีศักยภาพสูง แต่มีกำแพงด้านนโยบายรัฐที่ต้องวางกลยุทธ์ให้รัดกุม

1. บทวิเคราะห์ตลาดอุตสาหกรรมต่อเรือไต้หวัน (Market Analysis 2025-2026)

1.1 ตลาดเรือรบและเรือช่วยรบ (Naval & Coast Guard Vessels)

  • นโยบาย "พึ่งพาตนเองด้านการป้องกันประเทศ" (Indigenous Defense Shipbuilding): ไต้หวัน            มีนโยบายชัดเจนในการต่อเรือรบและเรือหน่วยยามฝั่ง (CGA) ภายในประเทศ งบประมาณกลาโหมในปี 2569 คาดว่าจะสูงถึง 7.03 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (โดยมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องด้วยอัตรา  CAGR 3.41% เมื่อถึง     ปี 2574โดยสัดส่วนการผลิตเองในประเทศกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว 

  • กลยุทธ์เม่น (Porcupine Strategy) และเรือไร้คนขับ (USV): ไต้หวันกำลังปรับโครงสร้างกองทัพไปสู่สงครามอสมมาตร (Asymmetric Warfare) โดยในปี 2568 รัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณกว่า 1.35 พันล้านดอลลาร์สหรัฐสำหรับระบบไร้คนขับ รวมถึงเรือผิวน้ำไร้คนขับ (USV) เช่น โครงการ Thunder Tiger SeaShark 800 

  • คอขวดของอู่ต่อเรือท้องถิ่น: อู่ต่อเรือหลักของไต้หวัน เช่น CSBC, Jong Shyn (JSE) และ Lungteh ปัจจุบันมีงานล้นมือจากการผลิตเรือรบและเรือดำน้ำ ทำให้เกิดช่องว่างในการผลิตเรือช่วยรบขนาดเล็กและเรือตรวจการณ์

1.2 ตลาดเรือพาณิชย์และเรือสนับสนุนพลังงาน (Commercial & Offshore Vessels)

  • อุตสาหกรรมพลังงานลมเป่าฝั่ง (Offshore Wind): กระทรวงเศรษฐการของไต้หวัน (MOEA)          ได้ประกาศแผนพัฒนาระยะกลาง-ยาว (ปี  2569-2582โดยตั้งเป้าเพิ่มกำลังการผลิตอีก 15-18 GW และจะเริ่มเดินหน้าโครงการพลังงานลมแบบลอยตัว (Floating Offshore Wind)  ในปี 2569

  • ความต้องการเรือ CTV และ SOV สูงจัด: สภาพทะเลในช่องแคบไต้หวันมีความแปรปรวนสูง การขยายเฟสพลังงานลมทำให้ผู้พัฒนาโครงการ (Developers) ต้องการเรือขนส่งคนงาน (Crew Transfer Vessels - CTV) และเรือปฏิบัติการ (Service Operation Vessels - SOV) ที่ทนทานต่อคลื่นลมแรง    ได้อย่างมาก

2มูลค่าอุตสาหกรรมต่อเรือไต้หวัน 

2.1 มูลค่าตลาดในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (ปี 2560 - 2569)
ข้อมูลจากกระทรวงเศรษฐการไต้หวัน (MOEA), ศูนย์วิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมทางทะเลของไต้หวัน (SOIC) ตลอดจนสถิติจากหนังสือรายปีการพัฒนาอุตสาหกรรม (Industrial Development Yearbook) พบว่า ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา อุตสาหกรรมต่อเรือไต้หวันเปลี่ยนผ่านจากสภาวะซบเซา สู่การเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยมีจุดเปลี่ยนสำคัญคือ นโยบายสนับสนุนการสร้างเรือรบในประเทศ และ การพัฒนาพลังงานลมนอกชายฝั่ง

ปี (พ.ศ.)

มูลค่าอุตสาหกรรม (พันล้าน NTD)

อัตราขยายตัว (YoY)

ปัจจัยขับเคลื่อนและบริบทของตลาด (Market Drivers)

2560

60.5

-2.8%

สภาวะชะลอตัวของอุตสาหกรรมเดินเรือพาณิชย์ทั่วโลก

2561

58.2

-3.8%

อุตสาหกรรมอยู่ในช่วงปรับฐานก่อนเริ่มรับนโยบายความมั่นคงใหม่

2562

61.1

+5.0%

เริ่มโครงการพลังงานลมนอกชายฝั่งและยอดส่งออกเรือยอชต์เติบโต

2563

64.0

+4.7%

เริ่มเดินหน้าโครงการต่อเรือรบในประเทศ (Indigenous Defense) เฟสแรก

2564

66.5

+3.9%

รัฐบาลอนุมัติงบกลาโหมระยะยาว ดันยอดสั่งต่อเรือรบพุ่งสูง

2565

68.8

+3.5%

มูลค่าจริงตามสถิติของรัฐบาล อานิสงส์จากการส่งมอบเรือยามฝั่ง (CGA)

2566

71.5

+3.9%

ดีมานด์เรือขนส่งคนงาน (CTV) และเรือ SOV สำหรับฟาร์มกังหันลมพุ่งสูง

2567

74.2

+3.8%

การเร่งผลิตเรือรบและเรือยามฝั่งเพื่อตอบสนองปัญหาความตึงเครียดในช่องแคบ

2025

77.5

+4.4%

การลงทุนปรับปรุงอู่ต่อเรือให้รองรับเทคโนโลยีเรืออัจฉริยะ (Smart Vessels)

2026

80.6

+4.0%

โครงการเรือผิวน้ำไร้คนขับ (USV) เริ่มเข้า   สู่สายการผลิตจริง

หมายเหตุ: 1 ดอลลาร์ไต้หวัน (NTD) เท่ากับประมาณ 1.02 บาท 

Market Insight: การใช้จ่ายงบประมาณกลาโหมของไต้หวันในหมวดต่อเรือ ช่วงปี 2564-2569 มีมูลค่าสูงกว่า 1.15 แสนล้านเหรียญไต้หวัน ซึ่งเป็นปัจจัยหลักในการพยุงอุตสาหกรรม ทำให้ผู้ประกอบการไต้หวันรอดพ้นจากความผันผวนของตลาดเดินเรือพาณิชย์โลกได้อย่างสมบูรณ์

2.2 คาดการณ์แนวโน้มมูลค่าอุตสาหกรรม ปีข้างหน้า (ปี 2570 - 2574)

ในอีก ปีข้างหน้า ศูนย์วิจัย SOIC คาดการณ์ว่าอุตสาหกรรมต่อเรือของไต้หวันจะเข้าสู่ Peak Decade โดยจะมีเม็ดเงินจากโครงการความมั่นคงอัดฉีดเฉลี่ยปีละกว่า หมื่นล้านเหรียญไต้หวัน ควบคู่ไปกับแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อมโลก

ปี (พ.ศ.)

มูลค่าคาดการณ์ (พันล้าน NTD)

โอกาสเติบโต (YoY)

โฟกัสหลักของตลาด (Strategic Trends)

2570

84.5

+4.8%

Unmanned Era: การเข้าสู่ยุคผลิตจำนวนมาก (Mass Production) ของแพลตฟอร์มเรือ  USV

2571

88.3

+4.5%

Floating Wind: เริ่มก่อสร้างฟาร์มพลังงานลมลอยน้ำ (Floating Offshore Wind) เต็มรูปแบบ

2572

92.5

+4.7%

Naval Deliveries: ช่วงเวลาส่งมอบเรือฟริเกตเบารุ่นใหม่และเรือดำน้ำ (IDS) เข้าประจำการ

2573

97.2

+5.0%

IMO 2030 Compliance: ข้อบังคับลดคาร์บอนบังคับให้ธุรกิจเดินเรือเร่งอัปเกรดเครื่องยนต์ไฮบริด

2574

102.0

+4.9%

Green Export: ไต้หวันผลักดันการส่งออกเรือยอชต์และเรือพาณิชย์เฉพาะทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

 

 

 

3. บทวิเคราะห์ทางการตลาดสำหรับผู้ประกอบการ (Marketing & PR Translation)

จากการเติบโตในตารางข้างต้น สามารถสรุปแนวโน้มเบื้องต้นได้ดังนี้:

  1. ตลาดกำลังเผชิญปัญหา "อุปทานตึงตัว" (Capacity Crunch): ในปี 2570 เป็นต้นไป อู่ต่อเรือไต้หวันจะรับงานจนล้นมือ (Overbook) จากคำสั่งซื้อของรัฐ นี่คือ "Golden Window" ที่ผู้ประกอบการไทยสามารถเสนอตัวเข้าไปเป็น Subcontractor ในงานโครงสร้างตัวเรือเปล่า (Bare Hull) ได้

  2. ปรับ PR Message จาก "ผู้ขาย" เป็น "ผู้ช่วยแก้ปัญหาคาร์บอน": ด้วยกฎระเบียบ IMO 2030 หากผู้ประกอบการไทยสามารถนำเสนอแบบเรือที่ใช้วัสดุอะลูมิเนียมน้ำหนักเบา ประหยัดน้ำมัน หรือรองรับระบบ Hybrid Propulsion ควรใช้จุดนี้ทำ Content Marketing (เช่น Whitepaper หรือ Case Study) ยิงตรงไปหาบริษัทเดินเรือพาณิชย์ของไต้หวัน

  3. เจาะกลุ่ม Niche Market ด้วยเรือเฉพาะทาง: มูลค่าอุตสาหกรรมที่โตขึ้น ไม่ได้มาจากเรือบรรทุกสินค้าขนาดใหญ่ (ซึ่งไต้หวันสู้ราคาจีนไม่ได้) แต่มาจากเรือเฉพาะทางที่มีมูลค่าเพิ่มสูง (High Value-Added) เช่น เรือรบ เรือ USV และเรือสนับสนุนฟาร์มกังหันลม (SOV/CTV) การวาง Positioning ของแบรนด์ในไต้หวันจึงต้องเน้นที่ "Engineering Excellence & Specialization" เป็นหลักครับ

4กลยุทธ์การเจาะตลาดสำหรับผู้ประกอบการไทย (Market Entry Strategies)

ด้วยข้อจำกัดทางกฎหมายจัดซื้อจัดจ้างของรัฐบาลไต้หวัน ที่บังคับให้เรือรบและเรือยามฝั่งต้องต่อในประเทศ (Local Content) เท่านั้น การขายเรือรบแบบสำเร็จรูป (CBU) ทั้งลำจากไทยไปไต้หวันจึงเป็นไปได้ยาก ผู้ประกอบการไทยจึงควรปรับ position จาก "ผู้ผลิตและขายเรือรบ" มาเป็น "ผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม         การออกแบบและพันธมิตรทางเทคโนโลยี" (Tier-1 Supplier & Technology Partner)

กลยุทธ์ที่ 1: ตีตลาด B2B ด้วยเรือ Trimaran CTV สำหรับพลังงานลม

การที่ผู้ประกอบการไทยมีจุดแข็งที่โดดเด่น คือ Trimaran Crew Transfer Vessel ที่ทำจากอะลูมิเนียม ซึ่งผ่านการพิสูจน์แล้วว่าสามารถทนทานต่อคลื่นสูงกว่า เมตรได้ดีเยี่ยม (Seakeeping) จึงสามารถทำการตลาด B2B โดยเจาะกลุ่มผู้พัฒนาพลังงานลมข้ามชาติที่ประมูลสัมปทานในไต้หวันได้ (เช่น Ørsted, CIP) รวมถึงบริษัทเดินเรือพาณิชย์ท้องถิ่นที่รับช่วงต่อในการซ่อมบำรุงกังหันลม โดยชูจุดขายด้านต้นทุนการผลิตที่แข่งขันได้จากไทย และความสามารถในการส่งมอบเรือ (Lead Time) ที่เร็วกว่าอู่ในไต้หวันซึ่งคิวเต็ม

กลยุทธ์ที่ 2: โมเดลร่วมทุนและการถ่ายทอดเทคโนโลยี (JV & Technology Transfer)

เพื่อเจาะตลาดเรือรบและเรือยามฝั่งของไต้หวัน ผู้ประกอบการไทยต้องหา Local Partner โดยจับมือกับอู่ต่อเรือเอกชนขนาดกลางในไต้หวัน (เช่น สมาคมอุตสาหกรรมต่อเรือไต้หวัน - TSIA) ผู้ประกอบการไทยสามารถขาย "License แบบเรือ" (เช่น M36, M58 ที่ประสบความสำเร็จกับกองทัพเรือไทย) พร้อมรับเป็นที่ปรึกษา           ด้านวิศวกรรม (Engineering Consultant) และให้พาร์ทเนอร์ไต้หวันเป็นผู้ประกอบตัวเรือและติดตั้งระบบอาวุธ      ที่เชื่อมโยงกับสถาบันวิจัย NCSIST ของไต้หวัน วิธีนี้จะทำให้ผ่านเกณฑ์ Local Content ของรัฐบาลไต้หวันได้

กลยุทธ์ที่ 3: บุกเบิกแพลตฟอร์มเรือไร้คนขับ (USV Hull Provider)

ไต้หวันมีเทคโนโลยี AI และระบบนำวิถีที่ล้ำหน้า แต่ยังต้องการแพลตฟอร์มเรือ (Hull) ที่วิ่งได้เร็ว เสถียร และหลบหลีกเรดาร์ได้ดี ซึ่งผู้ประกอบการไทยสามารถนำเสนอโครงสร้างตัวเรือเปล่า (Bare Hull) สไตล์ Fast Attack Craft / Patrol Boat ที่ปรับแต่งให้เป็นเรือไร้คนขับ (Unmanned-ready) เพื่อขายให้กับบริษัทเทคโนโลยีหรือหน่วยงานความมั่นคงของไต้หวันนำไปติดตั้งสมองกลและระบบอาวุธเอง (Payload integration)

5แผนการตลาดและการประชาสัมพันธ์ (PR & Marketing Execution)

  1. เข้าร่วมงานแสดงสินค้าเชิงยุทธศาสตร์:

    • TADTE (Taipei Aerospace & Defense Technology Exhibition) :
      สถานที่จัดงาน: Taipei Nangang Exhibition Center, Hall 1
      วันที่จัดงาน: 23-25 กันยายน 2570 
      Web-site: https://www.tadte.com.tw/en/ 

    • Energy Taiwan & Net-Zero Taiwan: 
      สถานที่จัดงาน: Taipei Nangang Exhibition Center, Hall 1
      วันที่จัดงาน: 14-16 ตุลาคม 2569 
      Web-site: https://www.energytaiwan.com.tw/en/  

    1. B2B Content Marketing & PR: ตีพิมพ์บทความเชิงวิศวกรรม (Whitepapers) ในสื่ออุตสาหกรรมทางทะเลของเอเชียตะวันออก ชี้ให้เห็นถึงความสำเร็จในการทดสอบการเดินเรือ (Sea Acceptance Test) ของผู้ประกอบการไทย และความสามารถในการลดต้นทุนการผลิตเมื่อเทียบกับอู่ในเกาหลีใต้หรือญี่ปุ่น

    2. Government-to-Government (G2G) Leverage: ใช้ความสัมพันธ์ระดับหน่วยงาน เช่น การเชิญ       ผู้บัญชาการหน่วยยามฝั่งไต้หวันมาดูงานศักยภาพการต่อเรือของผู้ประกอบการในประเทศไทย เพื่อสร้าง          ความน่าเชื่อถือในระดับนโยบาย

    3. ใช้ประโยชน์จาก Taiwan-Thailand Maritime Network: ไต้หวันมีนโยบายมุ่งใต้ใหม่ (New Southbound Policy) ที่ส่งเสริมการลงทุนร่วมกับไทย ผู้ประกอบการไทยสามารถใช้ประโยชน์จากการชูประเด็น "Strategic Partnership under Southbound Policy" เพื่อขอรับการสนับสนุนด้านภาษีและสิทธิประโยชน์จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไต้หวัน

    4. สร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจ: ตลาดต่อเรือไต้หวันเป็นสังคม B2B ที่จำกัดตัวในวงแคบและอ้างอิง        ความไว้วางใจในระดับสูงมาก การส่งจดหมายเข้าไปตรงๆ มักไม่ได้ผล ผู้ประกอบการไทยควรวางกลยุทธ์ผ่าน ช่องทางหลัก:

      1. เข้าร่วมเป็นพันธมิตรผ่าน Taiwan Shipbuilding Industry Association (TSIA)

      2. ใช้ช่องทางการเข้าร่วมจัดแสดงในงานแสดงสินค้าที่เกี่ยวข้องของไต้หวันเพื่อเปิดประตูเชื่อมต่อระดับ C-Level เช่น TADTE (Taipei Aerospace & Defense Technology Exhibition) เพื่อนำเสนอโมเดลเรือ M-Series และแนวคิด USV Platform เพื่อสร้าง Connection กับกระทรวงกลาโหมและ NCSIST และงาน Energy Taiwan เพื่อนำเสนอ Trimaran CTV แก่กลุ่ม Buyer ในอุตสาหกรรมพลังงานลมนอกชายฝั่ง 

    5. การทำ PR ชูจุดขายความคล่องตัว (Agility): ข้อเสียของอู่ไต้หวันคือระยะเวลาผลิตนานและค่าแรงสูง ผู้ประกอบการไทยควรทำสื่อประชาสัมพันธ์ B2B ที่เน้นย้ำถึง "Cost-Efficiency, Rapid Delivery, and Proven Sea-keeping Performance in Rough Seas" เพื่อพิสูจน์ว่าเรือของผู้ประกอบการไทยสามารถลุยคลื่นในช่องแคบไต้หวันได้อย่างมั่นใจครับ

6. รายชื่อผู้ประกอบการไต้หวันที่มีศํกยภาพ
จากการวิเคราะห์ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) และแนวโน้มตลาดปี 2568 - 2569 พบว่า บริษัทเป้าหมายชั้นนำในไต้หวัน ที่ผู้ประกอบการไทยสามารถสร้างความมือในรูปแบบ Joint Venture หรือ Strategic Partner    โดยแบ่งตามกลุ่มอุตสาหกรรม ดังนี้

6.กลุ่มสายตรงความมั่นคงและต่อเรือเร็ว (Defense & High-Speed Craft Partners)

6.1.1 Lungteh Shipbuilding
จุดเด่นบริษัท: ผู้เชี่ยวชาญด้านการต่อเรืออลูมิเนียมความเร็วสูงและเรือตรวจการณ์อันดับ ของเอกชนไต้หวัน เป็นผู้สร้างเรือคอร์เวตชั้น Tuo Chiang ให้กองทัพเรือไต้หวัน และกำลังรุกหนักในตลาดเรือผิวน้ำไร้คนขับ (USV) ปัจจุบัน อู่ต่อเรือของ Lungteh เต็มไปด้วยคำสั่งซื้อจากกองทัพเรือ ซึ่งผู้ประกอบการไทยสามารถเสนอตัวเป็น "Outsourced Subcontractor" ช่วยต่อส่วนโครงสร้างเรือ (Hull Assembly) หรือรับช่วงต่อเรือตรวจการณ์ขนาดเล็กที่ Lungteh ไม่มีคิวผลิต 
กลยุทธ์การร่วมมือ: ทำข้อตกลง OEM / Subcontracting Joint Alliance ร่วมประมูลงานเรือตรวจการณ์ CGA (หน่วยยามฝั่งไต้หวัน) โดย Lungteh เป็น Primary Contractor และผู้ประกอบการไทยเป็น           Co-builder

6.1.2 Jong Shyn Shipbuilding Group
จุดเด่นบริษัท: เป็นอู่ต่อเรือเอกชนที่ใหญ่ที่สุดในไต้หวัน (ตั้งอยู่ที่เมืองเกาหลุง) ถือสัญญาส่วนใหญ่ในการสร้างเรือตรวจการณ์ยามฝั่ง (CGA) ตั้งแต่ขนาด 100 ตัน ถึง 4,000 ตัน โดย Jong Shyn มีความสัมพันธ์เชิงนโยบาย (Connection) ที่แข็งแกร่งมากกับกระทรวงกลาโหมและ CGA ของไต้หวัน พร้อมนี้ Jong Shyn มีความชำนาญ   ในเรือเหล็กขนาดใหญ่ แต่อาจต้องการแบบเรืออลูมิเนียมท้องคลื่นต่ำ (Trimaran / Catamaran) ของผู้ประกอบการไทยไปเสริมพอร์ต 
กลยุทธ์การร่วมมือ: Technology Transfer & Licensing Partnership โดยผู้ประกอบการไทยสามารถขายแบบเรือ (Design Pack) และส่งทีมผู้เชี่ยวชาญไปร่วมคุมการประกอบที่อู่เกาสงได้

6.กลุ่มพลังงานลมและเรือพาณิชย์ (Offshore Wind & Commercial Vessel Partners)

6.2.1 Dong Fang Offshore - DFO 
จุดเด่นบริษัท: ถือเป็นยักษ์ใหญ่ของไต้หวันด้านผู้ให้บริการเรือสนับสนุนพลังงานลมนอกชายฝั่ง (Offshore Wind Marine Contractor) มีฟลีตเรือ CTV, SOV และเรือวางสายเคเบิลใต้ทะเลที่ใหญ่ที่สุด ปัจจุบันดีมานด์เรือ CTV พุ่งสูง โครงการพลังงานลมเฟสใหม่ของไต้หวันต้องการเรือ CTV ที่ทนคลื่นลมแรงในช่องแคบไต้หวันได้ดี ซึ่ง Trimaran CTV ของผู้ประกอบการไทยจะตอบโจทย์นี้โดยตรง อีกทั้งตลาดเรือพาณิชย์และพลังงานลมไม่ได้จำกัดเรื่องข้อบังคับ Local Content ตามเกณฑ์ด้านความมั่นคงเหมือนเรือรบ ทำให้ DFO สามารถสั่งซื้อหรือสั่งต่อเรือจากผู้ประกอบการไทยได้ง่ายกว่า 
กลยุทธ์การร่วมมือ: Fleet Expansion Partner / Joint Venture Fleet Company ร่วมทุนตั้งบริษัทบริหารจัดการเรือ CTV ในไต้หวัน โดยผู้ประกอบการไทยเป็นผู้ผลิตและต่อเรือ ส่วน DFO เป็นผู้บริหารการเดินเรือและหางานจากผู้พัฒนาฟาร์มลม (เช่น Ørsted, CIP)

6.2.2 TIPC Marine Corporation
จุดเด่นบริษัท: เป็นรัฐวิสาหกิจภายใต้การบริหารของรัฐบาลไต้หวัน (เป็นบริษัทในเครือของ Taiwan International Ports Corp.) ดูแลเรือลากจูง (Tugboat) เรือนำพา (Pilot Boat) และเรือบริการท่าเรือทั้งหมดในไต้หวัน การที่รัฐบาลไต้หวันผลักดันโครงการเรือพลังงานสะอาด (Green Modernization) ทำให้ TIPC Marine กำลังเตรียมปลดประดกเรือเก่าและต้องการเปลี่ยนฟลีตเรือเป็นระบบ Hybrid / Electric Fast Pilot Boats และเรือสนับสนุนขนาดเล็ก อีกทั้ง หากได้รับสัญญาจาก TIPC Marine จะกลายเป็น Reference ที่การันตีคุณภาพของผู้ประกอบการไทยในตลาดเอเชียตะวันออกทันที 
กลยุทธ์การร่วมมือ: Co-development & Supply Contract นำเสนอแพลตฟอร์มเรือตรวจการณ์และเรือนำพาความเร็วสูงแบบประหยัดพลังงาน (Hybrid Aluminum Craft)

6.กลุ่มรัฐวิสาหกิจและศูนย์วิจัย (Strategic Enterprise & R&D)

6.3.1 CSBC Corporation, Taiwan 
จุดเด่นบริษัท: เป็นอู่ต่อเรือแห่งชาติของไต้หวัน (ใหญ่ที่สุดในประเทศ) รับผิดชอบโครงการเรือดำน้ำ (IDS) และเรือรบหลักของกองทัพ โดย CSBC โฟกัสไปที่เรือขนาดใหญ่มากๆ จนไม่มีทรัพยากรมาทำเรือสนับสนุนขนาดเล็ก เช่น Auxiliary Vessels / Target Boats / USV Hulls  เป็นต้น
กลยุทธ์การร่วมมือ: Strategic Tier-1 Supplier เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของสมาคมต่อเรือไต้หวัน (TSIA) เพื่อรับงาน Subcontract จาก CSBC ในส่วนงานโครงสร้างอลูมิเนียมเบาและเรือช่วยรบความเร็วสูง

 

E-Mail  :  

Tel  :

Fax  :

thaicom.taipei@msa.hinet.net

(886 2) 2723-1800

(886 2) 2723-1821

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ

ณ กรุงมะนิลา (ส่วนที่  2)

กรกฎาคม 2569

 

o69370a.pdf
Share :
Instagram