fb
ยูเออีขยายท่าเรือ–รถไฟ เสริมศักยภาพการค้านอกภาคน้ำมัน
โดย
Suthida
ลงเมื่อ 26 สิงหาคม 2569 11:30
สคต. ณ เมืองดูไบ (สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์) (TTC, Dubai (United Arab Emirates))
2

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) เดินหน้าขยายโครงข่ายระบบโลจิสติกส์แบบบูรณาการ ครอบคลุมท่าเรือ ระบบรถไฟ สนามบิน ถนน เขตปลอดอากร (Free Zones) และศูนย์จัดเก็บสินค้า เพื่อเสริมสร้างบทบาทของประเทศในฐานะศูนย์กลางการค้าและห่วงโซ่อุปทานระดับโลกแบบครบวงจร โดยในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 การค้าต่างประเทศที่ไม่ใช่น้ำมันของยูเออี มีมูลค่าสูงเป็นประวัติการณ์ที่ประมาณ 527.3 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ 

ยุทธศาสตร์ด้านโลจิสติกส์ของยูเออีมุ่งเชื่อมโยงโรงงานผลิตและคลังสินค้าเข้ากับท่าเรือ สนามบิน และด่านพรมแดน   ทำให้สามารถเคลื่อนย้าย จัดเก็บ เปลี่ยนเส้นทาง และส่งออกต่อสินค้าได้ผ่านระบบขนส่งหลายรูปแบบ ทั้งทางทะเล ทางอากาศ ทางถนน และทางรถไฟ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานและลดความเสี่ยงจากการหยุดชะงักของเส้นทางการค้า

  • ยูเออี–โอมานเพิ่มความเชื่อมโยงด้านโลจิสติกส์

ในด้านการเชื่อมโยงระดับภูมิภาค หน่วยงาน Sharjah Ports, Customs and Free Zones Authority ร่วมกับศุลกากรโอมาน ได้จัดตั้งเส้นทางโลจิสติกส์เชื่อมโยงท่าเรือชายฝั่งของรัฐชาร์จาห์กับท่าเรือสำคัญของโอมาน ได้แก่ ท่าเรือ Khorfakkan, Sohar, Duqm และ Salalah โดยท่าเรือ Khorfakkan มีเป้าหมายเพิ่มขีดความสามารถรองรับตู้สินค้าในอนาคตเป็น 10 ล้าน TEUs

ขณะเดียวกัน ชาร์จาห์อยู่ระหว่างการพัฒนา Al Dhaid Logistics Complex บนพื้นที่กว่า 16 ล้านตารางฟุต โดยระยะแรกจะมีขีดความสามารถรองรับสินค้าได้ประมาณ 1.5 ล้าน TEUs ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพของชาร์จาห์ในการเป็นศูนย์กลางรวบรวมและกระจายสินค้าในภูมิภาค

image.pngระบบขนส่งทางรถไฟยังมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงการขนส่งข้ามพรมแดน โดยบริษัท Hafeet Rail ได้ลงนามในสัญญาเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2568 เพื่อออกแบบและก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางรถไฟในประเทศโอมาน ขณะที่ภายในยูเออี บริษัท Etihad Rail ได้ขนส่งกำมะถันประมาณ 1.8 ล้านตัน หินและวัสดุมวลรวมมากกว่า 4 ล้านตัน และตู้สินค้าจำนวน 129,000 ตู้ในปี 2569 โดยมีการดำเนินงานผ่านสถานีขนส่งสินค้า 11 แห่ง ซึ่งเชื่อมโยงศูนย์กลางอุตสาหกรรมและท่าเรือสำคัญ เช่น Khalifa Port และ Jebel Ali

  • อาบูดาบีเพิ่มขีดความสามารถด้านการขนส่งสินค้าทางอากาศ

อาบูดาบีอยู่ระหว่างการขยายโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งสินค้าทางอากาศผ่าน Abu Dhabi Airports Free Zone ซึ่งประกอบด้วย Al Falah Logistics Park บนพื้นที่ 8.3 ล้านตารางเมตร นอกจากนี้ East Midfield Cargo Terminal มีกำหนดเปิดดำเนินการในปี 2570 และคาดว่าจะสามารถรองรับสินค้าทางอากาศได้ประมาณ 1.5 ล้านตันต่อปี

โครงการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของระบบ  โลจิสติกส์ขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงการขนส่งสินค้าทางอากาศเข้ากับโครงสร้างพื้นฐานทางทะเล ถนน รถไฟ และคลังสินค้า เพื่อเพิ่มทางเลือกและประสิทธิภาพในการเคลื่อนย้ายสินค้าระหว่างรูปแบบการขนส่งต่าง ๆ

สำหรับชายฝั่งตะวันออกของยูเออี เมืองฟูไจราห์มีบทบาทเพิ่มขึ้นในฐานะเส้นทางทางเลือกสำหรับการขนส่งสินค้าในช่วงที่เกิดความไม่แน่นอนและการหยุดชะงักของเส้นทางการค้าในภูมิภาค โดย Fujairah Terminals สามารถรองรับตู้สินค้าได้มากกว่า 70,000 TEUs และเรือขนส่งสินค้า 100 ลำในช่วงที่เกิดเหตุการณ์ดังกล่าว             ทั้งนี้ มีแผนพัฒนาเพิ่มเติมที่ท่าเรือ Rugeilat และ Dibba Al Fujairah เพื่อเพิ่มบทบาทของฟูไจราห์ในระบบโลจิสติกส์หลายเส้นทางของประเทศ

  • ดูไบเชื่อมโยงท่าเรือ Jebel Ali กับสนามบิน Al Maktoum

ดูไบได้พัฒนาระบบ Dubai Logistics Corridor เพื่อเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งที่สำคัญ  2 แห่ง ได้แก่ ท่าเรือ Jebel Ali ซึ่งเป็นศูนย์กลางการขนส่งสินค้าทางทะเล และท่าอากาศยานนานาชาติ Al Maktoum ซึ่งเป็นศูนย์กลางการขนส่งสินค้าทางอากาศ การเชื่อมโยงดังกล่าวช่วยให้สามารถเคลื่อนย้ายสินค้าระหว่างเครือข่ายการขนส่งทางทะเลและทางอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ขณะเดียวกัน Jebel Ali Free Zone (Jafza) สามารถดึงดูดเงินลงทุนใหม่ได้  ประมาณ 232.5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 โดยเงินลงทุนดังกล่าวสนับสนุนการขยายพื้นที่และกิจการในหลายสาขา ได้แก่ การผลิต โลจิสติกส์ การดูแลสุขภาพ และการผลิตอาหาร

  • พัฒนาเครือข่ายโลจิสติกส์ควบคู่ระบบดิจิทัล

นอกจากโครงสร้างพื้นฐานด้านกายภาพแล้ว ยูเออียังนำระบบติดตามสินค้าและแพลตฟอร์มโลจิสติกส์ดิจิทัลมาใช้สนับสนุนการบริหารจัดการสินค้า โดยมีเป้าหมายให้สามารถเปลี่ยนเส้นทางการขนส่งสินค้าได้แบบเรียลไทม์และประสานงานในกรณีฉุกเฉินได้อย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ ADDED ได้ขยายเครือข่ายพันธมิตรเป็นผู้ประกอบการโลจิสติกส์มากกว่า 30 รายในปี 2569

การเชื่อมโยงท่าเรือ สนามบิน รถไฟ ถนน เขตปลอดอากร คลังสินค้า และระบบดิจิทัลเข้าด้วยกัน ทำให้ยูเออีสามารถสร้างเครือข่ายโลจิสติกส์ที่มีความยืดหยุ่น โดยสินค้าสามารถเปลี่ยนเส้นทางหรือรูปแบบการขนส่งได้ตามสถานการณ์ ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรับมือกับความเสี่ยงและการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานโลก

  • การค้าต่างประเทศนอกภาคน้ำมันเติบโตต่อเนื่อง

การขยายโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์เกิดขึ้นท่ามกลางการขยายตัวของเศรษฐกิจและการค้าต่างประเทศของยูเออี โดยผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศที่แท้จริง (Real GDP) ของยูเออีในไตรมาสแรกของปี 2569 ขยายตัวร้อยละ 3 คิดเป็นมูลค่า ประมาณ 132 พันล้านเหรียญสหรัฐณ ราคาคงที่ ขณะที่การค้าต่างประเทศที่ไม่ใช่น้ำมันในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ทำสถิติสูงสุดที่   527.3 พันล้านเหรีญสหรัฐ

การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ของยูเออียังสามารถดึงดูดบริษัทข้ามชาติให้เข้ามาจัดตั้งฐานการดำเนินงานในประเทศ โดย Novo Nordisk บริษัทด้านการดูแลสุขภาพระดับโลกได้จัดตั้งหนึ่งในศูนย์กระจายสินค้าระดับโลกจำนวน 3 แห่งในยูเออี สะท้อนถึงความสามารถของประเทศในการรองรับการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศ

โดยสรุป การลงทุนอย่างต่อเนื่องในโครงสร้างพื้นฐานด้านท่าเรือ รถไฟ สนามบิน ถนน คลังสินค้า  เขตปลอดอากร และระบบดิจิทัล สะท้อนการเปลี่ยนผ่านของยูเออีจากศูนย์กลางการนำเข้า–ส่งออกแบบดั้งเดิมไปสู่การเป็นแพลตฟอร์มโลจิสติกส์แบบครบวงจรที่เชื่อมโยงการผลิต การจัดเก็บ การขนส่ง และการกระจายสินค้าเข้าด้วยกัน

การมีเส้นทางขนส่งหลายรูปแบบและหลายทางเลือกจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับสินค้า เปิดโอกาสให้สามารถเปลี่ยนเส้นทาง จัดเก็บ ผลิต ส่งออกต่อ และกระจายสินค้าได้อย่างยืดหยุ่น ตลอดจนช่วยเสริมสร้างความมั่นคงและความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งยูเออีให้ความสำคัญในฐานะองค์ประกอบสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจในระยะต่อไป

  • ความเห็นของ สคต.ดูไบ

ยูเออีเป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่งของไทยในภูมิภาค MENA โดยในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ไทยส่งออกไปยังยูเออีคิดเป็นมูลค่า 2,706 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัวร้อยละ 32.46 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และคิดเป็นสัดส่วนถึงร้อยละ 40.6 ของมูลค่าการส่งออกของไทยไปยังทั้งภูมิภาค การที่ยูเออีเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์อย่างต่อเนื่องนับเป็นโอกาสสำคัญสำหรับไทยในหลายมิติ กล่าวคือ ช่วยเพิ่มช่องทางการนำสินค้าไทยเข้าสู่ตลาดยูเออี และเปิดโอกาสให้ใช้ยูเออีเป็นศูนย์กลางกระจายสินค้าต่อไปยังตลาด GCC และ MENA ในภาพรวม     อีกทั้งยังช่วยเพิ่มทางเลือกด้านการขนส่ง ลดความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทาน ตลอดจนเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าไปลงทุนด้านคลังสินค้าและโลจิสติกส์ในยูเออีได้มากยิ่งขึ้น

 

------------------------------------------------------------------------ 

 

2026 PR aug 26 UAE expands ports, rail and logistics network as non-oil foreign trade.pdf
Share :
Instagram