
โครงการรถไฟระหว่างประเทศ ปากีสถาน–อิหร่าน–ตุรกี (Pakistan–Iran–Turkey Railway) หรือชื่อย่อว่า ไอ.ที.ไอ. (ITI) มีชื่อเต็มว่า Islamabad–Tehran–Istanbul Railway เป็นโครงการความร่วมมือด้านคมนาคมขนส่งระหว่างสามประเทศมุสลิมสำคัญในภูมิภาคเอเชีย ได้แก่ ปากีสถาน อิหร่าน และตุรกี โดยมีจุดประสงค์เพื่อส่งเสริมการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ การค้า และการขนส่งระหว่างเอเชียใต้ ตะวันออกกลาง และยุโรป
โครงการนี้เริ่มต้นดำเนินการครั้งแรกในปี พ.ศ. 2552 (ค.ศ. 2009) ภายใต้การกำกับดูแลขององค์การความร่วมมือทางเศรษฐกิจ (Economic Cooperation Organization: ECO) มีจุดมุ่งหมายเพื่อเป็น “ระเบียงเศรษฐกิจทางบก”เชื่อมต่อระหว่างเอเชียใต้ ตะวันออกกลาง และยุโรป โดยผ่านทางอิหร่าน ซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางของภูมิภาคแต่ได้ถูกระงับการดำเนินงานชั่วคราวเนื่องจากปัญหาทางเทคนิค ก่อนจะมีการฟื้นฟูและกลับมาเปิดดำเนินการอีกครั้งหลังจากหยุดชะงักไปกว่า 10 ปี
เส้นทางรถไฟ ITI ถือเป็นเส้นทางคมนาคมระหว่างประเทศที่เชื่อมโยง นครอิสลามาบัด–กรุงเตหะราน– นครอิตันบูล เข้าด้วยกัน โดยมีเป้าหมายเพื่อลดระยะเวลาและต้นทุนในการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศในภูมิภาค
รากฐานของโครงการ ITI มาจาก “ข้อตกลงกรอบความร่วมมือด้านการขนส่งสินค้าผ่านแดน (TTFA)” ภายใต้องค์การ ECO โดยมีการทดลองเดินขบวนรถไฟเที่ยวแรกในปี 2552
ในระยะต่อมา ทั้งสามประเทศได้บรรจุแผนพัฒนาให้โครงการนี้สามารถเชื่อมโยงกับโครงการรถไฟสายเหนือ–ใต้ของปากีสถาน (ML-1) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ “ระเบียงเศรษฐกิจจีน–ปากีสถาน (China–Pakistan Economic Corridor: CPEC)” ภายใต้กรอบความร่วมมือ “เส้นทางสายไหมใหม่ (Belt and Road Initiative: BRI)” ของจีน
โครงการ ML-1 มีมูลค่ารวมประมาณ 6.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เชื่อมต่อระหว่างเมืองการาจี ทางตอนใต้ของปากีสถาน ถึงเมืองเปชาวาร์ ทางตอนเหนือ และคาดว่าจะเปิดใช้งานเต็มรูปแบบภายในปี พ.ศ. 2569 (ค.ศ. 2026)
เส้นทาง ITI จะเชื่อมต่อเข้ากับ ML-1 และทอดยาวไปถึงมณฑลซินเจียงของจีน ทำให้สามารถขนส่งสินค้าเข้าสู่เครือข่ายรถไฟทั่วประเทศจีนได้โดยตรง
เส้นทางรถไฟนี้มีความยาวรวมประมาณ 6,540 กิโลเมตร ซึ่งคิดเป็นมากกว่าหนึ่งในหกของเส้นรอบโลก โดยแบ่งออกเป็น
ระยะทางในตุรกีประมาณ 1,950 กิโลเมตร
ระยะทางในอิหร่านประมาณ 2,603 กิโลเมตร
ระยะทางในปากีสถานประมาณ 1,990 กิโลเมตร
ขบวนรถไฟ ITI ใช้เวลาเดินทางเพียง 10–12 วัน จากนครอิสตันบูลประเทศตุรกีไปยังกรุงอิสลามาบัดประเทศปากีสถาน ขณะที่การขนส่งทางเรือในเส้นทางเดียวกันต้องใช้เวลาราว 21–35 วัน และมีค่าใช้จ่ายในการประกันภัยและความเสี่ยงสูงกว่าอย่างมาก
โครงการนี้มีขีดความสามารถในการขนส่งสินค้าสูงสุดถึง 80,000 ตัน ซึ่งเป็นศักยภาพสำคัญในการสนับสนุนการค้าและการท่องเที่ยวระหว่างสามประเทศที่มีประชากรรวมกันกว่า 400 ล้านคน
การเปิดใช้งานเส้นทางรถไฟสาย ITI มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์หลายประการ ได้แก่
เสริมสร้างบทบาทของอิหร่านในฐานะศูนย์กลางการเชื่อมต่อระหว่างตะวันออกและตะวันตก
ด้วยทำเลที่ตั้งซึ่งเป็นจุดตัดของเส้นทางคมนาคมสำคัญ อิหร่านจะกลายเป็น “หัวใจเศรษฐกิจของภูมิภาค” และมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการค้าระหว่างเอเชีย ยุโรป และตะวันออกกลาง
เพิ่มประสิทธิภาพในการขนส่งระหว่างประเทศ
การขนส่งทางรถไฟช่วยลดเวลาและต้นทุนได้มากเมื่อเทียบกับการขนส่งทางทะเล และยังเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าสำหรับการขนส่งสินค้าในยามเกิดความตึงเครียดทางการเมืองหรือสงคราม
ส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค
โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศสมาชิก ECO และยังช่วยขยายเครือข่ายการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจในกรอบ “หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง” ของจีนในอนาคต
สร้างสมดุลใหม่ของอำนาจเศรษฐกิจในภูมิภาค
การเชื่อมโยงทางบกจะช่วยลดการพึ่งพาการขนส่งผ่านคลองสุเอซ และปรับสมดุลของอำนาจเศรษฐกิจจากเส้นทางทะเลสู่เส้นทางบก โดยมีอิหร่านเป็นศูนย์กลางสำคัญ
อย่างไรก็ตาม โครงการรถไฟระหว่างประเทศ ปากีสถาน–อิหร่าน–ตุรกี (ITI) เป็นโครงการคมนาคมขนาดใหญ่ที่มีทั้งความสำคัญทางเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์ระดับภูมิภาค ไม่เพียงแต่ช่วยย่นระยะเวลาและลดต้นทุนการขนส่งเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของความร่วมมือในภูมิภาคเอเชีย และเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจ การค้า และการท่องเที่ยวในอนาคต
โครงการนี้สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของอิหร่านในฐานะ จุดศูนย์กลางการเชื่อมโยงระหว่างทวีป และมีแนวโน้มที่จะเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญในโครงข่ายการคมนาคมระหว่างเอเชียและยุโรปในศตวรรษที่ 21