
จีนเปิดตัวโครงการนำร่องเชื่อมโยงการขนส่งหลายรูปแบบ “ท่าเรือ-รถไฟ-ทางน้ำ” เพื่ออำนวยความสะดวกในการผ่านแดนสินค้าอย่างราบรื่น โดยเมื่อเดือนมกราคม 2569 เป็นต้นมา ได้เริ่มดำเนินโครงการขนส่งสินค้านำเข้าและส่งออกชุดแรกที่ใช้รูปแบบการกำกับดูแลศุลกากรแบบใหม่สำหรับการขนส่งแบบผสมผสานทางทะเล-ทางรถไฟ และทางน้ำ-ทางน้ำ ดังกล่าว ที่ท่าเรือและสถานีรถไฟในหลายมณฑลและเมืองซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์การค้าสำคัญ ได้แก่ เซี่ยงไฮ้ เจียงซู เจ้อเจียง ฝูเจี้ยน เจียงซี ซานตง ไห่หนาน ฉงชิ่ง และกวางซี โดยศุลกากรในนครเซี่ยงไฮ้ หนานจิง หางโจว หนิงโป ฝูโจว เซียะเหมิน หนานชาง ชิงต่าว จี่หนาน ไห่โข่ว ฉงชิ่ง หนานหนิง และอื่นๆ ได้เป็นผู้นำในการดำเนินการนำร่อง ซึ่งโครงการดังกล่าวมีแนวโน้มว่าจะส่งผลดีต่อการเชื่อมโยงระบบโลจิสติกส์กับประเทศไทยในหลายด้าน
โครงการใหม่ช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์และเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่ง
จีนเดินหน้าโครงการขนส่งแบบผสมผสานรูปแบบใหม่ หวังลดต้นทุนโลจิสติกส์และยกระดับประสิทธิภาพการขนส่งทั้งระบบ โดยเจ้าหน้าที่กำกับดูแลท่าเรือของสำนักงานศุลกากรจีนเปิดเผยว่า ภายใต้รูปแบบนี้ บริษัทต่างๆ เพียงแค่ส่งแบบฟอร์มขออนุญาตขนส่งหลายรูปแบบเพียงแบบเดียวไปยังศุลกากรผ่านระบบ Single Window โดยศุลกากรได้บูรณาการระบบ “ใบตราส่งสินค้าเดียว” (Single Transport Document / Single Bill of Lading) และ “ตู้คอนเทนเนอร์เดียว (Single Container)” ที่ใช้ครอบคลุมการขนส่งทั้งหมด แม้จะใช้การขนส่งหลายรูปแบบ เช่น ทางเรือ → ทางรถไฟ → ทางน้ำภายในประเทศ
“ใบตราส่งสินค้าเดียว” (Single Transport Document / Single Bill of Lading)
ข้อดี : ผู้ส่งสินค้าไม่ต้องทำเอกสารใหม่ทุกครั้งที่เปลี่ยนพาหนะ
ออกเอกสารเพียงครั้งเดียว
ใช้ได้ตลอดเส้นทางตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง
ลดความยุ่งยากด้านเอกสาร
เพิ่มความรวดเร็วในการผ่านพิธีศุลกากร
ช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์
“ตู้คอนเทนเนอร์เดียว” (Single Container)
การขนส่งสินค้าโดยใช้ ตู้คอนเทนเนอร์ใบเดิมตลอดเส้นทาง ไม่มีการเปิดตู้หรือถ่ายสินค้าออกระหว่างทาง แม้จะเปลี่ยนวิธีขนส่ง
ข้อดี:
สินค้าอยู่ในตู้เดียวตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง
ลดความเสี่ยงสินค้าเสียหายหรือสูญหาย
เพิ่มความปลอดภัย
ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย
โครงการดังกล่าวช่วยให้เกิดการบูรณาการกันระหว่างการขนส่งทาง “ท่าเรือ (Port) + ทางรถไฟ (Railway) + ทางน้ำภายในประเทศ (Inland waterway)” ช่วยเปิดช่องทางการขนส่งระหว่างท่าเรือชายฝั่ง ท่าเรือชายแดน และพื้นที่ตอนใน ซึ่งส่งผลให้พื้นที่ตอนในของจีนได้ประโยชน์จากการเคลื่อนย้าย/กระจายสินค้าที่จำเป็นต้องใช้ระบบโลจิสติกส์หลายรูปแบบซึ่งเอื้อต่อระบบคมนาคมของจีนที่เชื่อมต่อกันทั้งประเทศ การใช้ระบบเอกสารเดียวดังกล่าวจะช่วยให้ขั้นตอนการผ่านพิธีการศุลกากรมีรความสะดวกยิ่งขึ้น ลดความยุ่งยากซ้ำซ้อนด้านเอกสาร และสนับสนุนการการดำเนินงานด้านโลจิสติกส์ที่ยืดหยุ่นมากขึ้น
เจ้าหน้าที่สำนักงานศุลกากรจีนอธิบายเพิ่มเติมว่า โครงการนำร่องรูปแบบใหม่นี้เป็นมาตรการสำคัญของสำนักงานศุลกากรจีนในการสนับสนุนการเปิดกว้างในระดับสูงและส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพสูง ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์โดยรวม อำนวยความสะดวกในการหมุนเวียนการค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ และเป็นสนับสนุนยุทธศาสตร์โครงสร้างพื้นฐานและเศรษฐกิจของจีน ตามโครงการท่าเรือการค้าเสรีไห่หนาน (Hainan Free Trade Port - FTP) ระเบียงการค้าทางบกและทางทะเลแห่งใหม่ภาคตะวันตก (New Western Land-Sea Corridor)
ความเห็นของสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองชิงต่าว
โครงการนำร่องรูปแบบใหม่ของศุลกากรจีน เน้นย้ำเป้าหมายการพัฒนา “โครงข่ายการค้าไร้รอยต่อ” เพิ่มความคล่องตัวของการขนส่งข้ามพรมแดน ส่งผลเชิงบวกต่ออาเซียนและไทยในหลายมิติ โดยทำให้การส่งออก–นำเข้าไทย–จีนมีความรวดเร็ว และต้นทุนต่ำลง การเชื่อมโยงโลจิสติกส์จีนตะวันตก + แม่น้ำแยงซี + เกาะไหหลำ + อาเซียน จะทำให้สินค้าไทยสามารถเข้าสู่ตลาดจีนทั้งชายฝั่งและพื้นที่ตอนในได้ง่ายขึ้น ผ่านโครงข่ายสำคัญอย่างท่าเรือการค้าเสรีไห่หนาน ระเบียงการขนส่งทางบกและทางทะเลใหม่สายตะวันตก และทางน้ำสายทองคำแม่น้ำแยงซี
มาตรการดังกล่าวช่วยลดระยะเวลาและต้นทุนด้านการขนส่ง โดยเฉพาะสินค้าที่ต้องขนส่งจากท่าเรือชายฝั่งเข้าสู่พื้นที่ตอนในของจีน เช่น มณฑลฉงชิ่ง เจียงซี เสฉวน และพื้นที่ตามแนวลุ่มแม่น้ำแยงซี ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงและกำลังซื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผู้ประกอบการไทยจึงสามารถเข้าถึงตลาดจีนตอนในได้สะดวกยิ่งขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาการกระจายสินค้าผ่านเมืองท่าชายฝั่งเพียงอย่างเดียว
นอกจากนี้ ระบบการขนส่งแบบผสมผสานดังกล่าวยังเอื้อต่อการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารของไทย โดยเฉพาะสินค้าที่ต้องการความรวดเร็วในการขนส่งและการควบคุมคุณภาพ เช่น ผลไม้สด อาหารแปรรูป และสินค้าแช่เย็นหรือแช่แข็ง ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงจากความล่าช้าและการขนถ่ายหลายครั้ง อันอาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพสินค้า
โดยสรุปแล้ว การดำเนินโครงการนำร่องการกำกับดูแลการขนส่งแบบผสมผสานหลายรูปแบบของจีน เป็นปัจจัยสนับสนุนสำคัญต่อการลดต้นทุนโลจิสติกส์ เพิ่มประสิทธิภาพการค้าข้ามแดน และขยายโอกาสทางการตลาดให้แก่ผู้ประกอบการไทย ทั้งในด้านการส่งออกสินค้าไปยังจีนและการใช้จีนเป็นศูนย์กลางในการกระจายสินค้าไปยังภูมิภาคอื่น ทั้งนี้ ผู้ประกอบการไทยควรติดตามความคืบหน้าและพิจารณาปรับแผนโลจิสติกส์ให้สอดคล้องกับนโยบายดังกล่าว เพื่อใช้ประโยชน์จากมาตรการอำนวยความสะดวกทางการค้าของจีนอย่างเต็มที่
ที่มา: http://www.customs.gov.cn/customs/2026-01/26/article_2026012616313168303.html