fb
จีนเปิดตัวโครงการนำร่อง “บริการขนส่งหลายรูปแบบครบวงจร”
โดย
Boochita
ลงเมื่อ 20 กุมภาพันธ์ 2569 13:39
สคต. ณ เมืองชิงต่าว (จีน) (TTC, Qingdao (China))
6

จีนเปิดตัวโครงการนำร่องเชื่อมโยงการขนส่งหลายรูปแบบ ท่าเรือ-รถไฟ-ทางน้ำ” เพื่ออำนวยความสะดวกในการผ่านแดนสินค้าอย่างราบรื่น โดยเมื่อเดือนมกราคม 2569 เป็นต้นมา ได้เริ่มดำเนินโครงการขนส่งสินค้านำเข้าและส่งออกชุดแรกที่ใช้รูปแบบการกำกับดูแลศุลกากรแบบใหม่สำหรับการขนส่งแบบผสมผสานทางทะเล-ทางรถไฟ และทางน้ำ-ทางน้ำ ดังกล่าว ที่ท่าเรือและสถานีรถไฟในหลายมณฑลและเมืองซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์การค้าสำคัญ ได้แก่ เซี่ยงไฮ้ เจียงซู เจ้อเจียง ฝูเจี้ยน เจียงซี ซานตง ไห่หนาน ฉงชิ่ง และกวางซี โดยศุลกากรในนครเซี่ยงไฮ้ หนานจิง หางโจว หนิงโป ฝูโจว เซียะเหมิน หนานชาง ชิงต่าว จี่หนาน ไห่โข่ว ฉงชิ่ง หนานหนิง และอื่นๆ ได้เป็นผู้นำในการดำเนินการนำร่อง ซึ่งโครงการดังกล่าวมีแนวโน้มว่าจะส่งผลดีต่อการเชื่อมโยงระบบโลจิสติกส์กับประเทศไทยในหลายด้าน

 

โครงการใหม่ช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์และเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่ง

จีนเดินหน้าโครงการขนส่งแบบผสมผสานรูปแบบใหม่ หวังลดต้นทุนโลจิสติกส์และยกระดับประสิทธิภาพการขนส่งทั้งระบบ โดยเจ้าหน้าที่กำกับดูแลท่าเรือของสำนักงานศุลกากรจีนเปิดเผยว่า ภายใต้รูปแบบนี้ บริษัทต่างๆ เพียงแค่ส่งแบบฟอร์มขออนุญาตขนส่งหลายรูปแบบเพียงแบบเดียวไปยังศุลกากรผ่านระบบ Single Window โดยศุลกากรได้บูรณาการระบบ ใบตราส่งสินค้าเดียว” (Single Transport Document / Single Bill of Lading) และ ตู้คอนเทนเนอร์เดียว (Single Container)” ที่ใช้ครอบคลุมการขนส่งทั้งหมด แม้จะใช้การขนส่งหลายรูปแบบ เช่น ทางเรือ  ทางรถไฟ  ทางน้ำภายในประเทศ 

 

ใบตราส่งสินค้าเดียว” (Single Transport Document / Single Bill of Lading)

ข้อดี ผู้ส่งสินค้าไม่ต้องทำเอกสารใหม่ทุกครั้งที่เปลี่ยนพาหนะ

  • ออกเอกสารเพียงครั้งเดียว

  • ใช้ได้ตลอดเส้นทางตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง

  • ลดความยุ่งยากด้านเอกสาร

  • เพิ่มความรวดเร็วในการผ่านพิธีศุลกากร

  • ช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์

 

ตู้คอนเทนเนอร์เดียว” (Single Container)

การขนส่งสินค้าโดยใช้ ตู้คอนเทนเนอร์ใบเดิมตลอดเส้นทาง ไม่มีการเปิดตู้หรือถ่ายสินค้าออกระหว่างทาง แม้จะเปลี่ยนวิธีขนส่ง

ข้อดี:

  • สินค้าอยู่ในตู้เดียวตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง

  • ลดความเสี่ยงสินค้าเสียหายหรือสูญหาย

  • เพิ่มความปลอดภัย

  • ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย

 

โครงการดังกล่าวช่วยให้เกิดการบูรณาการกันระหว่างการขนส่งทาง ท่าเรือ (Port) + ทางรถไฟ (Railway) + ทางน้ำภายในประเทศ (Inland waterway)” ช่วยเปิดช่องทางการขนส่งระหว่างท่าเรือชายฝั่ง ท่าเรือชายแดน และพื้นที่ตอนใน ซึ่งส่งผลให้พื้นที่ตอนในของจีนได้ประโยชน์จากการเคลื่อนย้าย/กระจายสินค้าที่จำเป็นต้องใช้ระบบโลจิสติกส์หลายรูปแบบซึ่งเอื้อต่อระบบคมนาคมของจีนที่เชื่อมต่อกันทั้งประเทศ  การใช้ระบบเอกสารเดียวดังกล่าวจะช่วยให้ขั้นตอนการผ่านพิธีการศุลกากรมีรความสะดวกยิ่งขึ้น ลดความยุ่งยากซ้ำซ้อนด้านเอกสาร และสนับสนุนการการดำเนินงานด้านโลจิสติกส์ที่ยืดหยุ่นมากขึ้น

เจ้าหน้าที่สำนักงานศุลกากรจีนอธิบายเพิ่มเติมว่า โครงการนำร่องรูปแบบใหม่นี้เป็นมาตรการสำคัญของสำนักงานศุลกากรจีนในการสนับสนุนการเปิดกว้างในระดับสูงและส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพสูง  ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์โดยรวม อำนวยความสะดวกในการหมุนเวียนการค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ และเป็นสนับสนุนยุทธศาสตร์โครงสร้างพื้นฐานและเศรษฐกิจของจีน ตามโครงการท่าเรือการค้าเสรีไห่หนาน (Hainan Free Trade Port - FTP) ระเบียงการค้าทางบกและทางทะเลแห่งใหม่ภาคตะวันตก (New Western Land-Sea Corridor) เส้นทางขนส่งทางน้ำสายทองคำแม่น้ำแยงซี (Yangtze River Golden Waterway) และยกระดับโครงสร้างพื้นฐานท่าเรือสู่การเป็น "กลุ่มท่าเรือระดับโลก" (World-class Port Clusters) 

 

 

ความเห็นของสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองชิงต่าว

โครงการนำร่องรูปแบบใหม่ของศุลกากรจีน เน้นย้ำเป้าหมายการพัฒนา โครงข่ายการค้าไร้รอยต่อ” เพิ่มความคล่องตัวของการขนส่งข้ามพรมแดน ส่งผลเชิงบวกต่ออาเซียนและไทยในหลายมิติ โดยทำให้การส่งออกนำเข้าไทยจีนมีความรวดเร็ว และต้นทุนต่ำลง การเชื่อมโยงโลจิสติกส์จีนตะวันตก + แม่น้ำแยงซี + เกาะไหหลำ + อาเซียน จะทำให้สินค้าไทยสามารถเข้าสู่ตลาดจีนทั้งชายฝั่งและพื้นที่ตอนในได้ง่ายขึ้น ผ่านโครงข่ายสำคัญอย่างท่าเรือการค้าเสรีไห่หนาน ระเบียงการขนส่งทางบกและทางทะเลใหม่สายตะวันตก และทางน้ำสายทองคำแม่น้ำแยงซี

มาตรการดังกล่าวช่วยลดระยะเวลาและต้นทุนด้านการขนส่ง โดยเฉพาะสินค้าที่ต้องขนส่งจากท่าเรือชายฝั่งเข้าสู่พื้นที่ตอนในของจีน เช่น มณฑลฉงชิ่ง เจียงซี เสฉวน และพื้นที่ตามแนวลุ่มแม่น้ำแยงซี ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงและกำลังซื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผู้ประกอบการไทยจึงสามารถเข้าถึงตลาดจีนตอนในได้สะดวกยิ่งขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาการกระจายสินค้าผ่านเมืองท่าชายฝั่งเพียงอย่างเดียว

นอกจากนี้ ระบบการขนส่งแบบผสมผสานดังกล่าวยังเอื้อต่อการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารของไทย โดยเฉพาะสินค้าที่ต้องการความรวดเร็วในการขนส่งและการควบคุมคุณภาพ เช่น ผลไม้สด อาหารแปรรูป และสินค้าแช่เย็นหรือแช่แข็ง ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงจากความล่าช้าและการขนถ่ายหลายครั้ง อันอาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพสินค้า

โดยสรุปแล้ว การดำเนินโครงการนำร่องการกำกับดูแลการขนส่งแบบผสมผสานหลายรูปแบบของจีน เป็นปัจจัยสนับสนุนสำคัญต่อการลดต้นทุนโลจิสติกส์ เพิ่มประสิทธิภาพการค้าข้ามแดน และขยายโอกาสทางการตลาดให้แก่ผู้ประกอบการไทย ทั้งในด้านการส่งออกสินค้าไปยังจีนและการใช้จีนเป็นศูนย์กลางในการกระจายสินค้าไปยังภูมิภาคอื่น ทั้งนี้ ผู้ประกอบการไทยควรติดตามความคืบหน้าและพิจารณาปรับแผนโลจิสติกส์ให้สอดคล้องกับนโยบายดังกล่าว เพื่อใช้ประโยชน์จากมาตรการอำนวยความสะดวกทางการค้าของจีนอย่างเต็มที่

 

ที่มา: http://www.customs.gov.cn/customs/2026-01/26/article_2026012616313168303.html

 

Share :
Instagram