fb
อุตสาหกรรมยานยนต์ในอิตาลียังเผชิญวิกฤต การผลิตชะลอตัวไปจนถึงปี 2569
โดย
Kanchanok
ลงเมื่อ 15 กันยายน 2568 13:15
สคต. ณ เมืองมิลาน (อิตาลี) (TTC, Milan (Italy))
83

 อุตสาหกรรมยานยนต์ในอิตาลี และในหลายภูมิภาคของโลก ยังคงอยู่ในภาวะวิกฤติที่ยืดเยื้อ โดยยังไม่ปรากฏสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจน สถานการณ์ของบริษัท Stellantis ซึ่งเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่เพียงรายเดียวในประเทศ (นอกเหนือจาก Ferrari) เช่น แบรนด์ Fiat, Maserati, Lancia และ Alfa Romeo เป็นต้น กลายเป็นภาพสะท้อนที่เด่นชัดของวิกฤติครั้งนี้ บริษัทต้องพึ่งพามาตรการต่างๆ มากขึ้นเรื่อยๆ เช่น กองทุน “Cassa Integrazione” หรือกองทุนช่วยเหลือแรงงานของอิตาลี มีไว้เพื่อเสริมรายได้ให้ลูกจ้างเมื่อการทำงานถูกระงับชั่วคราว โดยลูกจ้างไม่ได้รับค่าจ้างจากนายจ้าง และสัญญาการจ้างงานแบบ “Contratti di Solidarietà” หรือ CDS นั่นคือ มีการลดชั่วโมงการทำงานแต่ยังไม่มีการปลดพนักงาน เป็นต้น เพื่อพยุงกิจการและรักษาแรงงานที่เหลืออยู่ไว้ 

หากมองในเชิงปริมาณ ปีที่ผ่านมาอิตาลีผลิตรถยนต์ได้เพียงประมาณ 300,000 คัน ตัวเลขที่ไม่เคยเห็นมาตั้งแต่ปี 2499 ซึ่งในช่วงเวลานั้นมีการผลิต 280,000 คัน และถือเป็นช่วงที่อิตาลีกำลังเริ่มเข้าสู่ยุคการค้ารถยนต์อย่างจริงจัง แต่วันนี้กลับถูกมองว่าเป็นการถอยหลังเข้าสู่ภาวะที่น่ากังวลมากกว่า

ปี 2568 ยังคงมีสถิติด้านลบเพิ่มเติมอีก เนื่องจากในช่วง 6 เดือนแรกของปี กลุ่ม Stellantis ผลิตรถยนต์ได้เพียง 123,905 คัน ลดลงกว่า 60,000 คัน เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนที่อยู่ที่ 186,510 คัน และหากนับรวมยานพาหนะเชิงพาณิชย์ด้วย ตัวเลขในครึ่งปีแรกอยู่ที่ 221,885 คัน ลดลงจาก 303,510 คันในปี 2567 สะท้อนชัดถึงการหดตัวอย่างต่อเนื่องของภาคการผลิต

สถานการณ์ดังกล่าวเชื่อมโยงโดยตรงกับตลาดภายในประเทศเอง โดยในเดือนมีนาคม 2568 ตลาดยานยนต์อิตาลีหดตัว -14.9% และเมื่อรวมตัวเลขสามเดือนแรกของปี อัตราลดลงถึง -23.9% ข้อมูลจากรายงานของ สมาคมผู้ประกอบการด้านบริการยานยนต์ในอิตาลี (Aniasa) และ Bain & Company บริษัทที่ปรึกษาด้านธุรกิจ ระบุว่า อุตสาหกรรมรถยนต์กำลังก้าวเข้าสู่ภาวะชะงักงันระยะยาว ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ในปัจจุบันยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อความสามารถในการแข่งขันของทั้งระบบ

ย้อนกลับไปช่วงปี 2544–2550 อุตสาหกรรมยังคงเติบโตต่อเนื่องด้วยอัตราเฉลี่ยต่อปีที่ +3.3% อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่วิกฤติโควิด-19 เป็นต้นมา อุตสาหกรรมรถยนต์ทั่วโลกยังไม่สามารถที่จะฟื้นตัวได้อย่างแท้จริง แม้ว่าจีดีพีโลกจะค่อยๆ ฟื้นตัว แต่การผลิตยานยนต์กลับลดลงต่อเนื่อง ปัญหาการขาดแคลนเซมิคอนดักเตอร์และความตึงเครียดในห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศยิ่งทำให้การฟื้นตัวยากยิ่งขึ้น

ผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัดคือ กลุ่ม Stellantis ต้องปรับลดจำนวนพนักงานในอิตาลีลงจาก 66,000 คน ในปี 2564 ในปัจจุบันเหลือเพียงประมาณ 40,000 คน โรงงานใหญ่ที่เมือง Termoli แคว้น Molise เตรียมนำสัญญาการจ้างงานCDS มาใช้กับพนักงานเกือบ 2,000 คน ส่วนโรงงานเมือง Mirafiori แคว้น Piemonte จะใช้มาตรการเดียวกัน ขณะที่โรงงานเมือง Melfi แคว้น Basilicata สูญเสียแรงงานไปแล้วกว่า 2,000 คนตั้งแต่ปี 2564 และที่เมือง Modena แคว้น Emilia-Romagna โรงงาน Maserati ผลิตรถยนต์ได้เพียง 45 คันเท่านั้นในช่วงครึ่งปีแรก

การคาดการณ์ถึงปี 2573 ยิ่งเพิ่มความกังวล เพราะแสดงให้เห็นว่า การเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลกอาจอยู่เพียง +0.2% ต่อปีเท่านั้น หากในช่วงปี 2544–2560 จีนและเอเชียเคยเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของตลาด ปัจจุบัน (2560–2573) กลับกลายเป็นว่าจีนจะเติบโตเพียง +0.3% ขณะที่ยุโรปหดตัว -0.6% อเมริกาเหนือ -0.4% และญี่ปุ่น–เกาหลี -1.2% ตรงกันข้าม เอเชียใต้ (+2.7%) และอเมริกาใต้ (+1.5%) กลับถูกมองว่าอาจกลายเป็นศูนย์กลางใหม่ของอุตสาหกรรมรถยนต์ในอนาคต อันเป็นผลจากการขยายตัวของความเป็นเมือง (Urbanization) และสภาพเศรษฐกิจที่ดีขึ้น

ตามการคาดการณ์ ภายในปี 2571 ยุโรปจะมีจำนวนรถยนต์ที่ผลิตได้น้อยกว่าที่เคยประเมินไว้ในปี 2565 ประมาณ 15 ล้านคัน ส่วนอเมริกาเหนือก็กำลังเผชิญปัญหาในทิศทางเดียวกัน โดยจะขาดไปประมาณ 7.5 ล้านคัน ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการรถยนต์ที่ชะลอตัวลง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตหลายราย โดยเฉพาะบริษัทที่พึ่งพาตลาดยุโรปและอเมริกาเหนือเป็นหลัก

ในอิตาลีเอง ตลาดรถยนต์ในขณะนี้มีความซับซ้อนมาก รถยนต์ไฟฟ้ายังไม่สามารถเจาะตลาดได้ชัดเจน แม้ครึ่งแรกของปี 2568 จะมียอดขายรถไฟฟ้าเกือบ 45,000 คัน ขยายตัว 28% จากปีก่อนหน้า แต่เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในยุโรป ยังถือว่าจำกัด โดยในช่วงมกราคม-มิถุนายน รถยนต์ไฟฟ้าคิดเป็นเพียง 5.2% ของยอดขายทั้งหมด ยอดซื้อรถใหม่โดยรวมลดลงต่อเนื่อง ในขณะที่ตลาดรถมือสองกลับเติบโตชัดเจน ราคายังคงเป็นปัจจัยหลักที่มีอิทธิพล โดย 35% ของผู้บริโภคหันไปเลือกรถจากจีนหรือเอเชียเนื่องจากราคาถูกกว่า

การส่งออกรถยนต์ของไทยมายังอิตาลี

แม้ว่าภาพรวมการผลิตในภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ของอิตาลียังคงชะลอตัว แต่การส่งออกรถยนต์ อุปกรณ์ และชิ้นส่วนจากประเทศไทยไปยังอิตาลีกลับขยายตัวในทิศทางบวก โดยในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2568 (มกราคม–กรกฎาคม) ไทยส่งออกไปยังอิตาลีรวม 127.12 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 3.06% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยส่วนใหญ่เป็นการส่งออกรถปิคอัพ รถบัส และรถบรรทุก ทั้งนี้ อิตาลียังครองตำแหน่งประเทศในสหภาพยุโรปที่ไทยมีมูลค่าการส่งออกสินค้าดังกล่าวสูงที่สุด

Capture.JPG

ความคิดเห็นของสคต. ณ เมืองมิลาน

1. เนื่องจากในปัจจุบัน ผู้บริโภคชาวอิตาเลียน 35% หันไปใช้รถยนต์จากเอเชีย โดยเฉพาะจากจีน เนื่องจากราคาที่เข้าถึงได้มากกว่า ดังนั้น สินค้าหรือชิ้นส่วนยานยนต์จากเอเชีย รวมถึงไทย มีศักยภาพที่จะส่งออกมายังอิตาลีเป็นอย่างมาก หากสามารถเสนอราคาแข่งขันได้ อย่างไรก็ตาม ตลาดรถยนต์ในยุโรปโดยรวมกำลังเผชิญการชะลอตัว ซึ่งอาจกระทบต่อบริษัทหรือผู้ประกอบการที่พึ่งพาตลาดนี้

2. นอกจากนี้ ผู้ส่งออกไทยสามารถใช้โอกาสนี้ในการนำเสนอความได้เปรียบของไทยในฐานะศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ในอาเซียน ซึ่งมีความพร้อมด้านระบบโลจิสติกส์ แรงงานฝีมือ และต้นทุนการแข่งขัน โดยมีงานแสดงสินค้าที่เกี่ยวข้องในอิตาลี ได้แก่ งานแสดงสินค้า EICMA 2025 งานแสดงมอเตอร์ไซค์และอุปกรณ์ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 6-9 พฤศจิกายน 2568 ณ ศูนย์แสดงสินค้า Rho Fiera เมืองมิลาน และงานแสดงสินค้า Autopromec 2027 งานแสดงสินค้าในอุตสาหกรรมยานยนต์และอะไหล่รถ ซึ่งจะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 26-29 พฤษภาคม 2570 ณ ศูนย์แสดงสินค้า Fiera di Bologna เมืองโบโลญญา เพื่อสร้างโอกาสในการขยายฐานตลาดในอิตาลี/ยุโรป 

 

ที่มา: 1. Auto, settore ancora in crisi: cala la produzione in Italia: le aspettative per il 2026 - Business People

2. Auto, mercato in declino almeno fino al 2030 - Rai News

3. Photo by Mehmet Talha Onuk on Unsplash 

4. ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือกับกรมศุลกากร

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองมิลาน 

  1. 15 กันยายน 2568

 


 

ข่าวเด่นประจำเดือนกันยายน 68 (ข่าวที่ 2).pdf
Share :
Instagram