fb
Tata Motors and Amazon ผนึกกำลังนำรถบรรทุกไฟฟ้า 3,000 คัน พลิกโฉมโลจิสติกส์อีคอมเมิร์ซอินเดีย

Tata Motors and Amazon ผนึกกำลังนำรถบรรทุกไฟฟ้า 3,000 คัน พลิกโฉมโลจิสติกส์อีคอมเมิร์ซอินเดีย

โดย
Chalotorn
ลงเมื่อ 30 ตุลาคม 2569 11:30
สคต. ณ เมืองมุมไบ (อินเดีย) (TTC, Mumbai (India))
1

                เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2569 บริษัท Tata Motors และ Amazon ประกาศความร่วมมือในการนำรถบรรทุกไฟฟ้าจำนวน 3,000 คัน มาใช้งานในเครือข่ายการขนส่งของ Amazon ในอินเดียภายในระยะเวลา 3 ปี โดยมีเป้าหมายเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการขนส่งสินค้าและเพิ่มความยั่งยืนของระบบโลจิสติกส์สำหรับธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-commerce) ทั้งนี้ จะเริ่มนำรถบรรทุกไฟฟ้ามาใช้งานในกรุงนิวเดลี ก่อนขยายไปยังเส้นทางขนส่งสินค้าสายหลัก โดยรวมถึงเส้นทางเดลี–เบงกาลูรู–เจนไน ระยะทางประมาณ 2,800 กิโลเมตร ทั้งนี้ Tata Motors จะเป็นผู้จัดหารถบรรทุกไฟฟ้า และให้การสนับสนุนด้านปฏิบัติการ ขณะที่พันธมิตรด้านโลจิสติกส์ของ Amazon จะเป็นเจ้าของและรับผิดชอบการดำเนินงาน ซึ่งช่วยลดภาระการลงทุนในสินทรัพย์ของ Amazon ความร่วมมือดังกล่าวนับเป็นก้าวสำคัญในการขยายการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าจากรถส่งสินค้าขนาดเล็กไปสู่การขนส่งสินค้าด้วยรถบรรทุกขนาดกลาง
Amazon ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า การดำเนินโครงการดังกล่าวเป็นการใช้งานรถบรรทุกไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดโดยบริษัท
อีคอมเมิร์ซในอินเดีย โดยเฟสแรกเริ่มในเขตเมืองเดลีช่วงเทศกาล และเฟสถัดไปขยายสู่ทางหลวงหมายเลข 48 (NH48) ระยะทางประมาณ 2,800 กิโลเมตร ซึ่งสื่ออินเดียรายงานว่าจะเป็นการให้บริการผ่าน 7 รัฐและเขตการปกครอง เรียงจากเหนือไปใต้ ได้แก่ เขตนครหลวงเดลี รัฐหรยาณา รัฐราชสถาน รัฐคุชราต รัฐมหาราษฏระ รัฐกรณาฏกะ และรัฐทมิฬนาฑู และศูนย์กลางอีคอมเมิร์ซสำคัญ 6 แห่ง การกระจายสินค้าสำคัญทั้งภาคเหนือ ตะวันตก และใต้ของอินเดีย สำหรับรถรุ่น Ultra E.7 ออกแบบสำหรับการขนส่งในเมืองและระหว่างภูมิภาค รองรับการชาร์จเร็วและมีระบบเบรกแบบคืนพลังงาน (regenerative braking)
ด้านโครงสร้างพื้นฐานและระบบนิเวศผ่านการสนับสนุน บริษัท Amazon ยังได้ร่วมมือกับ Yahhvi พัฒนาสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (Charging Yards) จำนวน 10 แห่ง และทดลองใช้รถบรรทุกไฟฟ้าผ่านโครงการ Laneshift ร่วมกับ C40 Cities อย่างไรก็ตาม รายงานสำนักข่าว Mint ระบุว่าผู้ซื้อรถบรรทุกไฟฟ้าบางส่วนยังไม่สามารถใช้สิทธิ์เงินสนับสนุนได้ เนื่องจากปัญหาเอกสารการปลดระวางรถเก่า ขณะที่ สำนักงาน NITI Aayog ประเมินว่าต้นทุนเริ่มต้นที่สูงอาจเป็นอุปสรรคต่อการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้รถบรรทุกไฟฟ้า 
ข้อมูลเพิ่มเติม
             1.    ความร่วมมือในระยะแรกจะใช้รถบรรทุกไฟฟ้าขนาดเล็กและขนาดกลาง รวมถึงรุ่น Tata Ultra E.7 สำหรับขนส่งสินค้าระหว่างคลังสินค้า ศูนย์กระจายสินค้าและจัดการคำสั่งซื้อ (Fulfilment Centres) และเมืองต่างๆ พร้อมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านสถานีชาร์จไฟฟ้าเพื่อรองรับการขยายการขนส่งสินค้าด้วยรถยนต์ไฟฟ้า ปัจจุบัน Amazon มีรถยนต์ไฟฟ้าให้บริการแล้วกว่า 15,000 คัน ในเมืองมากกว่า 500 แห่งทั่วอินเดีย และตั้งเป้าบรรลุการปล่อยก๊าซคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2583 (ค.ศ. 2040)นอกจากนี้ ในด้านวิชาการต่อสภาพภูมิอากาศ การขนส่งสินค้าทางถนนเป็นแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่สำคัญของภาคขนส่ง โดยข้อมูลที่เผยแพร่ผ่านสื่อของรัฐบาลอินเดียระบุว่า รถบรรทุกดีเซลคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 3% ของจำนวนยานพาหนะ แต่สามารถปล่อยก๊าซเรือนกระจกถึงประมาณ 42% ของภาคขนส่งโดยรวม
           2.    ความร่วมมือดังกล่าวยังสอดคล้องกับนโยบายของอินเดียในการส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าและการขนส่งที่สะอาดขึ้น โดยได้รับการสนับสนุนจากมาตรการภาครัฐ อาทิ โครงการ PM Electric Drive Revolution in Innovative Vehicle Enhancement (PM E-DRIVE) ซึ่งเป็นโครงการหลักของกระทรวงอุตสาหกรรมหนักอินเดีย (Ministry of Heavy Industries: MHI) ที่มุ่งเร่งการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านสถานีชาร์จ และขยายกำลังการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าภายในประเทศ อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จในการดำเนินโครงการจะขึ้นอยู่กับความพร้อมของสถานีชาร์จ ต้นทุนยานยนต์ ประสิทธิภาพของแบตเตอรี่ และความเหมาะสมของรถบรรทุกไฟฟ้ากับลักษณะและระยะทางของเส้นทางขนส่งสินค้าแต่ละประเภท
ผลกระทบทางเศรษฐกิจและความท้าทาย   
            1.    มาตรการได้เร่งการสร้างอุปสงค์ขนาดใหญ่และการยกระดับตลาด: คำสั่งซื้อ 3,000 คัน (เฉลี่ยประมาณ 1,000 คันต่อปี) เป็นสัญญาณอุปสงค์ที่ชัดเจนต่อผู้ผลิต ผู้ให้บริการชาร์จ และสถาบันการเงิน ช่วยเร่งการเปลี่ยนผ่านจากระยะนำร่องสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์ ความท้าทายคือต้องพิสูจน์สมรรถนะจริง ทั้งระยะวิ่ง น้ำหนักบรรทุก และความพร้อมใช้งาน บนเส้นทางระยะไกล 
             2.    ต้นทุนและภาระการเงินของผู้ประกอบการขนส่ง: แม้ต้นทุนการดำเนินงานระยะยาวมีแนวโน้มลดลงและมีเงินสนับสนุนจากภาครัฐ แต่ราคารถเริ่มต้นที่สูงและเงื่อนไขการปลดระวางรถเก่าอาจเป็นอุปสรรคต่อพันธมิตรขนส่งขนาดเล็ก ซึ่งเป็นผู้ถือครองรถตามรูปแบบความร่วมมือนี้
              3.    โครงสร้างพื้นฐานการชาร์จและเงื่อนไขนโยบาย: เส้นทาง 2,800 กิโลเมตรต้องมีจุดชาร์จเร็วที่เพียงพอและเชื่อถือได้ ขณะเดียวกันนโยบายส่งเสริมการผลิตในประเทศ (localisation) ของอินเดียทำให้การแข่งขันของผู้ผลิตและ
ผู้ส่งออกชิ้นส่วนจากต่างประเทศมีเงื่อนไขเข้มงวดขึ้น
ข้อคิดเห็น     
             1.ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 อินเดียมียอดจำหน่ายรถบรรทุกไฟฟ้า 611 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 339.57 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (JMK Research,2026) ปัจจัยขับเคลื่อนหลัก ได้แก่ การเติบโตแบบก้าวกระโดดนี้เกิดจากกลุ่มโลจิสติกส์ อีคอมเมิร์ซ และอุตสาหกรรมขนส่งขนาดใหญ่ ขณะที่แผนการนำรถบรรทุกไฟฟ้า 3,000 คันมาใช้ในเครือข่ายขนส่งของ Amazon ภายใน 3 ปี คิดเป็นประมาณร้อยละ 53 ของเป้าหมายสนับสนุนรถบรรทุกไฟฟ้าจำนวน 5,643 คันภายใต้โครงการ PM E-DRIVE และเทียบเท่าประมาณ 4.9 เท่าของยอดจำหน่ายรถบรรทุกไฟฟ้าในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 นอกจากนี้ หากนับรวมกับฐานยานยนต์ไฟฟ้าของ Amazon ที่มีอยู่กว่า 15,000 คัน แผนดังกล่าวจะเพิ่มจำนวนยานยนต์ไฟฟ้าอีกร้อยละ 20 โดยประมาณ และเป็นการขยายการใช้งานจากรถส่งสินค้าขนาดเล็กไปสู่การขนส่งสินค้าด้วยรถบรรทุกขนาดกลาง ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคขนส่ง ทั้งนี้ หากรถบรรทุกทั้ง 3,000 คันได้รับเงินสนับสนุนในอัตราสูงสุดคันละ 960,000 รูปี วงเงินรวมจะอยู่ที่ประมาณ 30.25 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (288 โครรูปี) หรือคิดเป็นร้อยละ 57.6 ของงบประมาณที่จัดสรรไว้สำหรับรถบรรทุกไฟฟ้า จะสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของความต่อเนื่องด้านนโยบายและประสิทธิภาพของกลไกปลดระวางรถเก่าในการสนับสนุนการขยายตลาด 
              2. แม้ว่าอินเดียจะมีนโยบายผลักดันการผลิตในประเทศ (Make in India) และพยายามลดอัตราการพึ่งพาการนำเข้าชิ้นส่วน EV จาก 70% ให้ต่ำกว่า 30% แต่ในปัจจุบันซัพพลายเชนหลัก (โดยเฉพาะเซลล์แบตเตอรี่ มอเตอร์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ควบคุมกำลัง) ยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ สำหรับโอกาสของไทย การที่ Tata Motors ต้องเร่งขยายกำลังผลิตและเสริมห่วงโซ่อุปทานในประเทศ เปิดช่องให้ผู้ประกอบการไทยในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ทั้งชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ระบบจัดการความร้อนแบตเตอรี่ สายไฟและฮาร์เนส รวมถึงวัสดุแบตเตอรี่ พิจารณาเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานระดับ Tier 2 (ผู้ผลิตชิ้นส่วนหรือวัตถุดิบที่จำหน่ายให้แก่ผู้ผลิตชิ้นส่วนระดับต้น) ผ่านการร่วมทุน การถ่ายทอดเทคโนโลยี หรือการตั้งฐานผลิตในอินเดีย เพื่อรองรับเงื่อนไข localisation แทนการส่งออกชิ้นส่วนสำเร็จรูปโดยตรง นอกจากนี้ ยังมีโอกาสด้านบริการ เช่น ระบบบริหารกองรถและโทรมาติกส์ ระบบบริหารจัดการการชาร์จ และโลจิสติกส์ควบคุมอุณหภูมิ ทั้งนี้ ควรติดตามการปรับแนวทาง PM E-DRIVE และความคืบหน้าเฟสทางหลวง NH48 เพื่อประเมินจังหวะการลงทุน  


ที่มา: 1. https://m.economictimes.com/industry/renewables/tata-motors-amazon-partner-to-deploy-3000-electric-trucks-for-e-commerce-logistics/amp_articleshow/135227756.cms  2. https://www.aboutamazon.in/news/sustainability/amazon-tata-motors-ev-trucks-india
 

Share :
Instagram