
เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานการรถไฟเมืองหนานหนิง เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง เปิดเผยข้อมูลว่า ถึงวันที่ 4 กันยายน 2568 ขบวนรถไฟสายเส้นทางระเบียงการขนส่งเชื่อมทางบกกับทางทะเลแห่งภาคตะวันตก (New Western Land and Sea Corridor หรือ NWLSC) ได้ขนส่งสินค้าคอนเทนเนอร์รวมกว่า 1.001 ล้านตู้ เพิ่มขึ้นร้อยละ 72.5 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปีที่ผ่านมา นับเป็นครั้งแรกที่มีปริมาณการขนส่งประจำปีเกิน 1 ล้านตู้ และคาดการณ์ว่าปริมาณการขนส่งภายในปี 2568 จะมีปริมาณสูงถึง 1.3 ล้านตู้
ต่อมาเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2568 ขบวนรถไฟเที่ยว X9590 ที่ขนส่งสินค้าแป้งมันสำปะหลังจากไทย น้ำมันจากอินโดนีเซีย และโพลีเอทิลีนจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ได้เคลื่อนขบวนออกจากสถานีรถไฟตะวันออกท่าเรือชินโจวไปสู่เมืองฉงชิ่ง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงปริมาณการการขนส่งสินค้าของขบวนรถไฟสายเส้นทางระเบียงการขนส่งเชื่อมทางบกกับทางทะเลแห่งภาคตะวันตกสูงถึง 1.09 ล้านตู้ในช่วงสามไตรมาสแรกของปีนี้ เพิ่มขึ้นร้อยละ 70.3 จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา ซึ่งมีอัตราการเติบโตสูงเป็นประวัติการณ์

สถานีรถไฟตะวันออกท่าเรือชินโจว ตั้งอยู่ในพื้นที่ท่าเรือชินโจวที่เมืองชินโจว เป็นท่าเรือศูนย์กลางของกลุ่มท่าเรือรอบอ่าวเป่ยปู้กว่างซี (หรือที่คนไทยรู้จักในชื่อ “อ่าวตังเกี๋ย”) และเป็น “ข้อต่อ” สำคัญที่ใช้เชื่อมการขนส่งทางเรือกับทางรถไฟ ภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ “เส้นทางระเบียงการขนส่งเชื่อมทางบกกับทางทะเลแห่งภาคตะวันตก” ตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นมา สถานีนี้ได้ลำเลียงขนส่งสินค้าปริมาณ 10.572 ล้านตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 29.7 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา
ปัจจุบัน ขบวนรถไพสายเส้นทางระเบียงการขนส่งฯ ได้พัฒนาจากเส้นทางเดียว "ฉงชิ่ง-กว่างซี-สิงคโปร์" สู่เส้นทางถาวร 26 เส้นทาง เช่น ท่าเรืออ่าวเป่ยปู้-ฉงชิ่ง ท่าเรืออ่าวเป่ยปู้-เสฉวน ท่าเรืออ่าวเป่ยปู้-ยูนนาน ท่าเรืออ่าวเป่ยปู้-กุ้ยโจว และท่าเรืออ่าวเป่ยปู้-ตะวันออก/เหนือกว่างซี ซึ่งได้เชื่อมต่ออย่างราบรื่นกับรถไฟจีน-ยุโรป โดยในจำนวนนี้มีเส้นทางถาวร 15 เส้นทางที่มีจุดเริ่มต้นที่ท่าเรืออ่าวเป่ยปู้ และท่าเรือจ้านเจียงของมณฑลกวางตุ้ง สร้างเครือข่ายการขนส่งประสิทธิภาพสูงที่ใช้ท่าเรืออ่าวเป่ยปู้เป็นศูนย์กลางหลัก เมืองฉงชิ่ง และเฉิงตูเป็นศูนย์กลางการดำเนินงาน และครอบคลุมเมืองหลักทางตะวันตกของจีน
ด้วยการใช้ประโยชน์จากเส้นทางระเบียงการขนส่งเชื่อมทางบกกับทางทะเลแห่งภาคตะวันตก สินค้าจากกลุ่มประเทศอาเซียน เช่น ยางพาราจากเวียดนามและอินโดนีเซีย และมะพร้าวน้ำหอมและแป้งมันสำปะหลังจากไทย ถูกขนส่งมายังจีนอย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียวกัน ผลิตภัณฑ์ใหม่จากวัสดุเคมีของจีน และชิ้นส่วนรถยนต์ก็ถูกส่งไปยังต่างประเทศผ่านการขนส่งแบบทางรางเชื่อมต่อทางทะเล สินค้าที่ขนส่งครอบคลุมหลายสิบหมวดหมู่ รวมถึงสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ยานพาหนะและอะไหล่ เครื่องจักร และอาหาร เป็นต้น

เมื่อเดือนมิถุนายน 2568 มีการเปิดเส้นทางสายด่วนระดับพรีเมียมระหว่างเมืองฉงชิง-ท่าเรือแหลมฉบัง ซึ่งเป็นเส้นทางสายด่วนระดับพรีเมียสายที่ 4 ที่เปิดสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของเส้นทางระเบียงการขนส่งเชื่อมทางบกกับทางทะเลแห่งภาคตะวันตก (อีก 3 สาย ได้แก่ ฉงชิ่ง-ไฮฟอง ฉงชิ่ง-การ์ตา และ ฉงชิ่ง-โฮจิมินห์) ได้กลายเป็น "เส้นทางทองคำ" ด้านโลจิสติกส์ระหว่างจีน-ไทย โดยเส้นทางนี้เริ่มจากสถานีหมู่บ้านถวนเจี๋ยของฉงชิง ผ่านท่าเรือชินโจวในกว่างซีเพื่อต่อทางทะเล มุ่งหน้าไปยังท่าเรือแหลมฉบังของไทย โดยใช้เวลาเพียง 6 วัน ซึ่งเร็วกว่าการเดินเรือแบบเดิมมากกว่าร้อยละ 30 เนื่องจากได้ปรับปรุงกระบวนการทั้งหมด ตั้งแต่ "รับตู้สินค้าคืนสถานี ส่งต่อทางรถไฟ และขึ้นเรือตรงเมื่อถึงท่าเรือ" ซึ่งสามารถลดเวลาขนส่งในส่วนทางรถไฟให้เหลือภายใน 32 ชั่วโมง และเมื่อสินค้าเดินทางถึงท่าเรือแล้ว จะได้รับการเคลื่อนย้ายในลำดับแรก ช่วยแก้ไขปัญหาสินค้าค้างท่าเรือในการขนส่งแบบเดิมได้อย่างมีประสิทธิภาพ สินค้าที่ขนส่งส่วนมากเป็นชิ้นส่วนรถยนต์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
ปัจจุบัน เส้นทางระเบียงการขนส่งเชื่อมทางบกกับทางทะเลแห่งภาคตะวันตกได้เชื่อมต่อ 163 สถานีใน 75 เมืองของประเทศจีน รวมถึงได้ขยายเครือข่ายไปยังท่าเรือ 577 แห่ง ใน 127 ประเทศทั่วโลก โดยในส่วนของเส้นทางที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทย ระหว่างท่าเรือชินโจวและท่าเรือของไทยมีเที่ยวเรือประจำสัปดาห์ละ 7 เที่ยว ด้วยการพัฒนาอย่างต่อเนื่องของโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ระหว่างจีนและไทย เส้นทางระเบียงการขนส่งเชื่อมทางบกและทางทะเล กำลังก้าวขึ้นเป็นเสมือนเส้นเลือดหลักที่ขับเคลื่อนการบูรณาการอุตสาหกรรมและความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจระหว่างจีนกับอาเซียน
ความเห็น สคต. ณ เมืองหนานหนิง เส้นทางระเบียงการขนส่งเชื่อมทางบกกับทางทะเลแห่งภาคตะวันตกมีความได้เปรียบด้านการขนส่งทางทะเลเชื่อมต่อทางรางที่มีประสิทธิภาพและรวดเร็ว ทำให้การขนส่งสินค้ามีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด ซึ่งได้กลายเป็นเส้นทางสำคัญด้านโลจิสติกส์ที่เชื่อมต่อภาคตะวันตกของจีนกับตลาดอาเซียนและทั่วโลก รวมถึงการขนส่งระหว่างประเทศจีนกับประเทศไทย โดยสินค้าไทย เช่น ผลิตภัณฑ์การเกษตรไทย ผลิตภัณฑ์อาหาร และสินค้าอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูง สามารถใช้ประโยชน์จากเส้นทางนี้เพื่อเข้าสู่ตลาดภาคตะวันตกของจีนได้อย่างรวดเร็วและมีต้นทุนการขนส่งที่ต่ำลง เส้นทางนี้จึงเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ประกอบการไทยในการขยายตลาดไปยังจีนและเอเชียกลาง ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยสามารถพิจารณาใช้ประโยชน์จากโอกาสนี้ โดยการศึกษาความต้องการของตลาดจีนอย่างรอบคอบ และส่งเสริมสินค้าเฉพาะตัวของไทยที่สอดคล้องกับแนวโน้มการบริโภคของจีนให้เข้าสู่ตลาดจีนผ่านเส้นทางนี้มากขึ้น เพื่อขยายขนาดทางการค้า พร้อมทั้งยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและอิทธิพลของผลิตภัณฑ์ไทยในห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาค
----------------------------------------------------
แหล่งที่มา:
https://gx.cnr.cn/cnrgx/yaowen/20250915/t20250915_527361788.shtml https://m.163.com/dy/article/K9JQAE1T05346RC6.html?referFrom=http://www3.xinhuanet.com/silkroad/20250917/3f47e751cdeb47ab98982e7ff9399830/c.html
https://mp.weixin.qq.com/s/p2ZWnzhN8eFcPiD5O83rkw
http://www3.xinhuanet.com/silkroad/20250917/3f47e751cdeb47ab98982e7ff9399830/c.html
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองหนานหนิง