fb
มาตรการใหม่เยอรมนีกำหนดห้ามปั๊มน้ำมันขึ้นราคาเกินวันละหนึ่งครั้ง

มาตรการใหม่เยอรมนีกำหนดห้ามปั๊มน้ำมันขึ้นราคาเกินวันละหนึ่งครั้ง

โดย
Pimchanok
ลงเมื่อ 10 เมษายน 2569 14:30
สคต. ณ นครแฟรงก์เฟิร์ต (เยอรมนี) (TTC, Frankfurt (Germany))
3

รัฐบาลเยอรมนีประกาศมาตรการใหม่ห้ามปั๊มน้ำมันปรับขึ้นราคาขึ้นมากกว่าวันละหนึ่งครั้ง สาเหตุจากปัญหาต้นทุนพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้นจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านและความตึงเครียดด้านอุปทานน้ำมันโลก

กฎระเบียบใหม่ของรัฐบาลกลางมีผลบังคับใช้ในวันพุธที่ เมษายน 2569 โดยอนุญาตให้ปรับขึ้นราคาได้เพียงวันละครั้ง ณ เวลา 12.00 น. เท่านั้น ทั้งนี้ ยังสามารถปรับลดราคาได้ตลอดเวลา โดยหากมีการฝ่าฝืนปรับราคาขึ้นมากกว่าหนึ่งครั้งต่อวันอาจมีการปรับได้สูงสุดถึง 100,000 ยูโร โดยก่อนหน้านี้ในช่วงที่ราคาพลังงานพุ่งสูงจากสถานการณ์สงคราม ราคาน้ำมันมีการปรับขึ้นลงบ่อยถึงวันละ 22 ครั้ง สร้างความไม่แน่นอนและความไม่โปร่งใสต่อผู้ที่ใช้รถส่วนตัว เพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้ รัฐบาลได้แต่งตั้งหน่วยงานกำกับดูแลด้านการแข่งขันทางการค้าแห่งสหพันธรัฐ (Federal Cartel Office) เพื่อได้อำนาจเพิ่มเติมในการกำกับดูแลตลาด

ในมุมของภาคธุรกิจ ตัวแทนอุตสากรรมน้ำมันและสถานีบริการน้ำมัน นายโทมัส เพิร์คมันน์ แสดงความไม่เห็นด้วยกับข้อกำหนดดังกล่าว พร้อมให้ความเห็นว่าการกำหนดครั้งนี้จะยิ่งเป็นการเพิ่มต้นทุนให้กับบริษัท โดยเฉพาะส่วนขั้นตอนระบบราชการ เช่น ด้านงานเอกสารและต้นทุนด้านการบริหารจัดการ  เป็นต้น นอกจากนี้ นายโทมัส เพิร์คมันน์ ประธานบริษัท Westfalen AG บริษัทด้านพลังงานและก๊าซที่สำคัญในเยอรมนี ที่มีเครือข่ายสถานีบริการน้ำมันของตนเอง ปฏิเสธข้อกล่าวหาการปั่นราคาน้ำมัน โดยระบุว่าบริษัทเปรียบเสมือนเพียงผู้ค้าปลีกที่อยู่ปลายสุดของห่วงโซ่อุปทานที่ซื้อน้ำมันที่กลั่นแล้วมาจากที่อื่นเท่านั้น นอกจากนี้ ยังแสดงความเห็นว่าการกำหนดเพดานราคาอาจส่งผลตรงกันข้าม และเสนอว่ารัฐบาลควรลดภาษีและค่าธรรมเนียมแทน

ในเยอรมนีภาษีและค่าธรรมเนียมคิดเป็นมากกว่าครึ่งหนึ่งของราคาน้ำมัน ตัวอย่างเช่น หากราคา หน้าปั๊มของ E10 อยู่ที่ 2.00 ยูโรต่อลิตร จะประกอบด้วย ภาษีพลังงาน 0.65 ยูโร ภาษีมูลค่าเพิ่ม 0.32 ยูโร และ ภาษี 0.16 ยูโร เป็นภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) ขณะที่ต้นทุนสินค้าและกำไรของบริษัทอยู่ที่ 0.87 ยูโร

นายเพิร์คมันน์ยังกล่าวอีกว่าการแทรกแซงของรัฐบาลเพื่อลดราคาน้ำมันอาจขัดแย้งกับนโยบายสภาพภูมิอากาศของเยอรมนีที่มีเป้าหมายระยะยาวให้เชื้อเพลิงฟอสซิลมีราคาสูงขึ้นเพื่อจูงใจให้ประชาชนและธุรกิจหันไปใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในช่วงที่ผ่านมาเป็นปัจจัยที่ทำให้ราคาพลังงานสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยนับตั้งแต่เกิดสงครามอิหร่านเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ ราคาดีเซลเพิ่มขึ้นประมาณ 55 เซนต์ และ Super E10 เพิ่มขึ้นประมาณ 31 เซนต์

จากเหตุการณ์วิกฤตในครั้งนี้ พรรคฝ่ายขวาของเยอรมนี AfD (Alternative für Deutschland) ได้มีการเรียกร้องให้กลับมานำเข้าน้ำมันและก๊าซจากรัสเซียอีกครั้ง โดยให้เหตุผลว่าเป็นสิ่งจำเป็นต่อความมั่นคงด้านพลังงานและค่าไฟฟ้าที่ประชาชนสามารถจ่ายได้ โดยก่อนสงครามรัสเซีย–ยูเครน รัสเซียเป็นผู้จัดหาน้ำมันดิบมากกว่าหนึ่งในสามของเยอรมนีและก๊าซธรรมชาติมากกว่าครึ่งหนึ่ง แต่หลังนั้นท่อส่งก๊าซ Nord Stream ถูกปิด ทำให้เยอรมนีหันไปนำเข้าพลังงานจากประเทศอื่น เช่น นอร์เวย์ เนเธอร์แลนด์ และเบลเยียม ส่งผลให้การพึ่งพาพลังงานจากรัสเซียสิ้นสุดลง ทำให้เยอรมนีต้องเผชิญกับต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น 

ข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะของ สคต. 

  1. ทิศทางนโยบายพลังงานของเยอรมนี

สิ่งที่ต้องจับตามองคือทิศทางนโยบายพลังงานในระยะยาวของเยอรมนี ว่ารัฐบาลจะยังคงใช้นโยบายสภาพภูมิอากาศต่อไป เพื่อพลักดันพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีสีเขียว และกดดันให้พลังงานฟอสซิลมีราคาแพงขึ้นต่อไปเพื่อลดการปล่อยคาร์บอน หรือจะมีมาตรการช่วยเหลือภาคอุตสาหกรรมและประชาชนมากขึ้นเพื่อลดภาระค่าครองชีพ เพราะปัจจุบันราคาพลังงานที่สูงกำลังกดดันเศรษฐกิจและความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

  1. แรงกดดันทางการเมืองด้านพลังงาน

ประเด็นพลังงานกำลังกลายเป็นประเด็นทางการเมืองสำคัญ โดยเฉพาะข้อเสนอที่เรียกร้องให้กลับไปนำเข้าพลังงานจากรัสเซียเพื่อลดต้นทุนพลังงาน แม้ในทางปฏิบัติอาจทำได้ยาก แต่สะท้อนว่าปัญหาค่าพลังงานและค่าครองชีพกำลังเป็นประเด็นที่ประชาชนให้ความสำคัญ และอาจส่งผลต่อทิศทางนโยบายพลังงานในอนาคต

  1. ต้นทุนพลังงานต่อภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม

ราคาพลังงานที่สูงขึ้นส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการผลิต โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานสูง เช่น อุตสาหกรรมเคมี เหล็ก อาหาร และโลจิสติกส์ หากต้นทุนพลังงานยังอยู่ในระดับสูง อาจทำให้บางบริษัทลดการผลิต ย้ายฐานการผลิต หรือปรับราคาสินค้า ซึ่งจะส่งผลต่อเศรษฐกิจและการจ้างงานในระยะยาว

  1. ผลกระทบต่อผู้นำเข้า–ส่งออก

ผู้ประกอบการนำเข้าและส่งออกควรติดตามราคาพลังงาน และนโยบายสิ่งแวดล้อมของเยอรมนีอย่างใกล้ชิด เนื่องจากต้นทุนพลังงานมีผลต่อค่าขนส่ง ต้นทุนการผลิต และราคาสินค้าในตลาดเยอรมนี หากต้นทุนเพิ่มขึ้น ราคาสินค้าอาจสูงขึ้นและกำลังซื้อผู้บริโภคลดลง แต่ในอีกด้านหนึ่ง สินค้าที่เกี่ยวข้องกับพลังงานสะอาด เทคโนโลยีประหยัดพลังงาน และสินค้าเพื่อสิ่งแวดล้อม อาจมีโอกาสเติบโตมากขึ้นในตลาดเยอรมนี

ที่มา:

www.reuters.com

www.welt.de 

รูปภาพข่าว: unsplash.com / Marek Studzinski

Share :
Instagram