
จีนประกาศเผยแพร่ GDP ไตรมาสแรกของปี 2569 ขยายตัวร้อยละ 5.0 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า โดย 31 มณฑลของจีนได้รายงานผลการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ในจำนวนนี้มี 13 มณฑลที่มี GDP เกินล้านล้านหยวน ซึ่งมณฑลกวางตุ้งและมณฑลเจียงซูครองตำแหน่งในกลุ่ม "3 ล้านล้านหยวน" ขณะที่การขยายตัวของภาคตะวันออกกลับมาแซงหน้าภูมิภาคอื่นอีกครั้ง โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการยกระดับอุตสาหกรรม การผลิตขั้นสูง และการส่งออกที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง
ข้อมูล GDP รายมณฑลในไตรมาสแรก ปี 2569 สะท้อนลักษณะสำคัญ 4 ประการ ดังนี้
1. มณฑลเศรษฐกิจขนาดใหญ่ยังคงเป็นเสาหลักของเศรษฐกิจจีน

ในด้าน “อัตราการเติบโต” เขตปกครองตนเองทิเบตมีอัตราการเติบโตสูงสุด ที่ร้อยละ 6.1 รองลงมาคือ มณฑลซานตง มณฑลเจ้อเจียง นครเซี่ยงไฮ้ และกรุงปักกิ่ง อยู่ที่ร้อยละ 6.0 / 6.0 / 5.9 / และ 5.9 ตามลำดับ จากตัวเลขเหล่านี้ เป็นที่น่าสังเกตว่าเศรฐกิจของมณฑลและนครในพื้นที่ทางตะวันออกยังสามารถเติบโตได้สูงแม้ว่าจะมีฐานตัวเลขเดิมที่สูงอยู่แล้ว โดยมี 8 ใน 10 มณฑลที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่มีการเติบโตสูงกว่าค่าเฉลี่ยประเทศ ในขณะที่ 16 มณฑลยังคงเติบโตต่ำกว่าร้อยละ 5.0 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นมณฑลทางตะวันตกและตะวันออกเฉียงเหนือ
2. รูปแบบภูมิภาคเปลี่ยน หมดยุค "ตะวันตกโตเร็ว ตะวันออกโตช้า"
เศรษฐกิจจีนไตรมาสแรกส่งสัญญาณการเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ เมื่อรูปแบบการเติบโตของภูมิภาคพลิกจากเดิมที่ภาคตะวันตกขยายตัวเร็วกว่า มาเป็นภาคตะวันออกกลับมานำหน้าอีกครั้ง โดยมีสาเหตุหลักมาจากการสิ้นสุดของยุคพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ ซึ่งเคยเป็นแรงขับหลักของเคลื่อนเศรษฐกิจจีนในอดีตโดยตัวเลขล่าสุดระบุว่า การลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ลดลงร้อยละ 11.2 พื้นที่ขายอาคารชุดใหม่ลดลงร้อยละ 10.4 และมูลค่าการขายลดลงร้อยละ 16.7 สะท้อนว่าวงจรเศรษฐกิจที่พึ่งพาทรัพยากรและโครงสร้างพื้นฐานแบบเดิมไม่สามารถรองรับการเติบโตได้อีกต่อไป
ภาคตะวันออกกลับมานำด้วยความได้เปรียบด้านห่วงโซ่การผลิตระดับกลางถึงปลายน้ำ ความสามารถรองรับคำสั่งซื้อเพื่อการส่งออก และการกระจุกตัวของเทคโนโลยีขั้นสูง ขณะที่หลายมณฑลในภาคกลางและตะวันตกเติบโตสูงกว่าค่าเฉลี่ยประเทศจากอุตสาหกรรมใหม่ เช่น ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ พลังงานใหม่ และเครื่องจักรกล โดยมณฑลอานฮุยเติบโตร้อยละ 5.8 มณฑเสฉวนร้อยละ 5.5 มณฑลหูเป่ยร้อยละ 5.4 และมณฑลเหอหนานร้อยละ 5.2 ในทางตรงกันข้าม การขยายตัวทางเศรษฐกิจของภาคตะวันออกเฉียงเหนือยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ย โดยมณฑลเหลียวหนิงเติบโตเพียงร้อยละ 2.8 มณฑลเฮยหลงเจียงร้อยละ 3.7 และมณฑลจี๋หลินมณฑล 4.5 เนื่องจากยังเศรษฐกิจส่วนใหญ่ยังพึ่งพาทรัพยากรและอุตสาหกรรมดั้งเดิมเป็นหลัก
ภาพรวมชี้ว่าเศรษฐกิจจีนกำลังก้าวออกจากยุคที่ขับเคลื่อนด้วยอสังหาริมทรัพย์และการลงทุนขนาดใหญ่ไปสู่ยุคที่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและโครงสร้างการผลิตสมัยใหม่เป็นตัวกำหนดทิศทางการเติบโต ภาคตะวันออกยังคงเป็นผู้นำ ขณะที่มณฑลในภาคกลางและตะวันตกที่ปรับตัวได้ก็เริ่มโดดเด่นขึ้น ส่วนพื้นที่ที่ยังพึ่งพาอุตสาหกรรมดั้งเดิมจำเป็นต้องเร่งปรับโครงสร้างเพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจจีนยุคใหม่
3. การแข่งขันระหว่างภูมิภาคกำลังเข้าสู่การเปลี่ยนผ่าน ผู้ครองเทคโนโยลีขั้นสูงคือผู้ได้เปรียบ

การแข่งขันระหว่างภูมิภาคของจีนกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ จากยุคที่แข่งกันด้วยเงินลงทุน ที่ดิน และทรัพยากร สู่ยุคที่ผู้ชนะคือพื้นที่ที่สร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมและความสามารถด้านเทคโนโลยีที่เหนือกว่า ข้อมูลเศรษฐกิจไตรมาสแรกสะท้อนชัดว่าแรงขับเคลื่อนใหม่ของเศรษฐกิจจีนอยู่ในภาคอุตสาหกรรมการผลิตขั้นสูง โดยมูลค่าเพิ่มของอุตสาหกรรมไฮเทคเติบโตถึงร้อยละ 12.5 สูงกว่าอุตสาหกรรมรวมถึงสองเท่า และเป็นแรงหนุนสำคัญต่อกำไรของภาคอุตสาหกรรมทั้งหมด ขณะเดียวกัน การลงทุนในอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์สำนักงานพุ่งสูงขึ้นกว่าร้อยละ 28.3 ส่วนการลงทุนด้านอากาศยานและอวกาศเพิ่มขึ้นร้อยละ 19 สะท้อนการขยายตัวทั้งด้านการผลิตและการลงทุนของอุตสาหกรรมใหม่อย่างต่อเนื่อง
การฟื้นตัวของมณฑลเศรษฐกิจขนาดใหญ่ในครั้งนี้ไม่ได้เป็นผลจากฐานตัวเลขต่ำ แต่เป็นการเปลี่ยนรูปแบบการเติบโตอย่างแท้จริง จากเศรษฐกิจที่พึ่งพาห่วงโซ่อสังหาริมทรัพย์ ทรัพยากร และโครงสร้างพื้นฐาน ไปสู่การขับเคลื่อนด้วยการอัปเกรดการผลิต เทคโนโลยีที่แข็งแกร่ง การฟื้นตัวของภาคเอกชน และคำสั่งซื้อจากต่างประเทศ ตัวอย่างที่ชัดเจนคือมณฑลซานตงซึ่งเป็นมณฑลอุตสาหกรรมใหญ่ทางตะวันออกเฉียงเหนือ และมณฑลเจ้อเจียงซึ่งมีจุดเเข็งด้านการค้ากับต่างประเทศ ต่างกลับมาเติบโตพร้อมกัน ขณะที่แรงส่งจากภาคอสังหาริมทรัพย์แบบเดิมลดบทบาทลงอย่างเห็นได้ชัด
การกระจายตัวของอุตสาหกรรมการผลิตขั้นสูงไม่ว่าจะเป็นอิเล็กทรอนิกส์และสารสนเทศ อุปกรณ์พลังงานใหม่ ขีดความสามารถด้าน AI และชีวเวชภัณฑ์ ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญต่อขีดความสามารถในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจใหม่สำหรับมณฑลที่เติบโตได้ดี มณฑลซานตงมีมูลค่าเพิ่มของภาคอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.5 โดยอุตสาหกรรมเครื่องจักรและอุปกรณ์ขยายตัวร้อยละ 10.4 กรุงปักกิ่งมีการเติบโตของอุตสาหกรรมการผลิตเทคโนโลยีสูงที่ร้อยละ 12.5 และอุตสาหกรรมเชิงยุทธศาสตร์ใหม่ที่ร้อยละ 13.8 ขณะที่เซินเจิ้นมีความโดดเด่นด้วยการผลิตหุ่นยนต์อุตสาหกรรม 3D Printing และแบตเตอรี่ลิเธียมที่เติบโตร้อยละ 25–74 ส่วนนครเซี่ยงไฮ้เร่งบทบาทด้านบริการเทคโนโลยีขั้นสูง โดยภาคข้อมูลและซอฟต์แวร์เติบโตที่ร้อยละ 9.3

การส่งออกของจีนในไตรมาสแรกมีการขยายตัวสูง โดยภูมิภาคตะวันออกยังคงครองความได้เปรียบจากโครงสร้างอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่ง ระบบโลจิสติกส์การขนส่งทางเรือที่สมบูรณ์ และศักยภาพการแข่งขันของแบรนด์ท้องถิ่น ส่งผลให้การส่งออกยังคงกระจุกตัวในมณฑลที่มีฐานการผลิตและท่าเรือสำคัญ การส่งออกโดยรวมเติบโตที่ร้อยละ 21.8 ขณะที่เขตเศรษฐกิจหลักอย่างแถบแยงซีเกียง[1] และเขตอ่าวกวางตุ้ง–ฮ่องกง–มาเก๊าขยายตัวอย่างโดดเด่น โดยมูลค่าการค้ารวมของแถบแยงซีเกียงแตะ 4.49 ล้านล้านหยวน เพิ่มขึ้นร้อยละ 15.8 คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 37.9 ของการค้ารวมทั้งประเทศ และมีสัดส่วนการส่งออกสูงถึงร้อยละ 41 ในขณะที่พื้นที่สำคัญอย่างมณฑลเจียงซู มณฑลเจ้อเจียง และนครเซี่ยงไฮ้ต่างมีการขยายตัวที่ ร้อยละ 17.2 / 7.1 และ 21.9 ตามลำดับ
แรงขับเคลื่อนสำคัญของการส่งออกมาจากอุตสาหกรรมการผลิตขั้นสูง โดยเฉพาะสินค้าเครื่องจักรและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งแถบแยงซีเกียงส่งออกสินค้ากลุ่มนี้รวม 1.78 ล้านล้านหยวน เพิ่มขึ้น ร้อยละ 19.7 โดยสินค้า 3 กลุ่มสำคัญ ได้แก่ (1) ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ (2) หุ่นยนต์อุตสาหกรรม และ (3) อุปกรณ์อัจฉริยะอื่น ๆ มีการเติบโตในอัตราสูง สะท้อนความสามารถแข่งขันด้านการค้าของจีนที่เพิ่มขึ้นจากการปรับโครงสร้างสินค้าไปสู่สินค้าที่มีเทคโนโลยีและมูลค่าเพิ่มสูง ในด้านการนำเข้า แถบแยงซีเกียงมีการนำเข้าเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 21.1 โดยเฉพาะอุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์และเครื่องจักร Computer Numerical Control (CNC) ซึ่งบ่งชี้ถึงการเร่งลงทุนเพื่อยกระดับห่วงโซ่อุตสาหกรรม
ภาพรวมทั้งหมดสะท้อนรูปแบบเศรษฐกิจจีนที่กำลังเข้าสู่การเปลี่ยนผ่าน โดยปัจจุบัน GDP ของจีนเข้าใกล้ระดับเศรษฐกิจอันดับหนึ่งของโลก ขณะที่บทบาทในฐานะเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจโลกยังคงแข็งแกร่ง โดยจีนมีบทบาทต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลกมากกว่าร้อยกว่า 30 ต่อปี รายได้ต่อหัวของประชากรจีนกำลังเข้าใกล้กลุ่มประเทศรายได้สูง นอกจากนี้ โครงสร้างพื้นฐานใหม่ เศรษฐกิจใหม่ และพลังขับเคลื่อนใหม่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว และมีขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีที่แข็งแกร่งเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จีนมีตลาดภายในประเทศที่ใหญ่ที่สุดในโลก และมีระบบอุตสาหกรรมการผลิตที่สมบูรณ์ที่สุด
การพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยี AI โดยเฉพาะโมเดลขนาดใหญ่ อย่าง GPT และ DeepSeek กำลังผลักโลกเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ ทำให้การแข่งขันด้าน “พลังประมวลผล AI” รุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะการประมวลผลระดับสูงต้องใช้พลังงานจำนวนมาก และต้องอาศัยเทคโนโลยีพลังงานรูปแบบใหม่เพื่อรองรับความต้องการจำนวนมหาศาลในอนาคต ปัจจุบันจีนมีความได้เปรียบอย่างชัดเจนในด้านพลังงานใหม่ ปัญญาประดิษฐ์ และการผลิตขั้นสูง โดยมีทั้งพลังประมวลผลรวมและพลังประมวลผลอัจฉริยะอยู่ในระดับอันดับสองของโลก อีกทั้งยังมีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่ใหญ่ที่สุด จึงถูกมองว่าเป็นผู้เล่นหลักในศึกชิงความเป็นผู้นำของเศรษฐกิจยุค AI
ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของโลก เศรษฐกิจจีนกำลังก้าวเข้าสู่วงจรใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมสมัยใหม่ ประเทศและภูมิภาคที่ปรับตัวได้ทันกับกระแสเทคโนโลยีเหล่านี้ จะเป็นผู้ที่สามารถรักษาความสามารถด้านการแข่งขันในระบบเศรษฐกิจโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่โครงสร้างใหม่อย่างรวดเร็ว
ข้อคิดเห็น / ข้อเสนอแนะ สคต. ณ นครเฉิงตู
โครงสร้างเศรษฐกิจจีนกำลังเปลี่ยนผ่านอย่างมีนัยสำคัญจากยุคที่ขับเคลื่อนด้วยอสังหาริมทรัพย์และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ไปสู่ยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและการผลิตขั้นสูง การเติบโตของมณฑลเศรษฐกิจสำคัญในภาคตะวันออก เช่น มณฑลกวางตุ้ง มณฑลเจ้อเจียง มณฑลเจียงซู นครเซี่ยงไฮ้ และกรุงปักกิ่ง สะท้อนให้เห็นว่าจีนกำลังเข้าสู่ “รอบใหม่ของการเติบโตทางเศรษฐกิจ” ที่เน้นเทคโนโลยี นวัตกรรม และการผลิตมูลค่าเพิ่มสูงเป็นหลัก ผู้ประกอบการไทยจึงจำเป็นต้องปรับมุมมองและยุทธศาสตร์ให้สอดคล้องกับทิศทางใหม่นี้ เพื่อใช้ประโยชน์จากโอกาสที่กำลังเปิดกว้างอย่างมากในตลาดจีน
การขยายตัวของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและการผลิตขั้นสูง กลายเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจจีนในหลายมณฑล ไม่ว่าจะเป็นอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ยานยนต์พลังงานใหม่ หุ่นยนต์อุตสาหกรรม อุปกรณ์พลังงานใหม่ แบตเตอรี่ขั้นสูง รวมถึงอุตสาหกรรมชีววิทยาศาสตร์และการแพทย์สมัยใหม่ การเติบโตของอุตสาหกรรมเหล่านี้ทำให้ความต้องการ วัตถุดิบ ชิ้นส่วน และวัสดุขั้นกลางเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญของไทยในการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานจีน โดยเฉพาะสินค้าอย่างยางพารา พลาสติก เคมีภัณฑ์ วัสดุอุตสาหกรรม และส่วนประกอบที่ใช้ในอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์ไฟฟ้า นอกจากนี้ การร่วมลงทุนหรือผลิตร่วม (Co-production / Joint Venture) กับผู้ประกอบการจีนในพื้นที่ที่เป็นฐานการผลิต ยังเป็นแนวทางที่ช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในระยะยาว
โครงสร้างการนำเข้าของจีนกำลังเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน โดยสินค้าที่เติบโตสูง ได้แก่ เครื่องจักร อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนอุตสาหกรรม และสินค้าที่เกี่ยวข้องกับพลังงานใหม่ ในขณะเดียวกัน สินค้าเกษตรและอาหารยังคงมีความต้องการสูง แต่จำเป็นต้องมีมาตรฐานที่เข้มงวดขึ้น ทั้งด้านความปลอดภัย คุณภาพ และการตรวจสอบย้อนกลับ ผู้ประกอบการไทยจึงควรพัฒนาสินค้าให้มีความแตกต่าง มีมาตรฐานสูง และสร้างแบรนด์ให้ชัดเจน รวมถึงสามารถพิจารณาใช้ช่องทาง Cross-border E-commerce และแพลตฟอร์มออนไลน์ เช่น Tmall, JD ฯลฯ เพื่อนำเสนอสินค้าอุปโภคบริโภคต่อผู้บริโภคจีนโดยตรง ซึ่งเป็นช่องทางที่เติบโตเร็วที่สุดในปัจจุบัน
ในด้านภูมิภาคตะวันตกของจีน มณฑลเสฉวนและนครฉงชิ่งถือเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่ที่มีศักยภาพสูง ทั้งในด้านการบริโภคและอุตสาหกรรม โดยนครเฉิงตู เมืองเอกของมณฑลเสฉวนเป็นเมืองที่มีกำลังซื้อสูงและมีความนิยมสินค้าอาหาร ผลไม้ และสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ นอกจากนี้ นครฉงชิ่งและ มณฑลเสฉวนยังเป็นฐานการผลิตอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่ของประเทศ การเติบโตของอุตสาหกรรมเหล่านี้เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยสามารถขยายการส่งออกสินค้าเกษตร–อาหารคุณภาพสูง รวมถึงเจาะตลาด B2B ในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ได้อย่างมีศักยภาพ
จีนกำลังเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจใหม่ที่เน้นเทคโนโลยี นวัตกรรม และการผลิตขั้นสูง ผู้ประกอบการไทยที่สามารถปรับตัวให้สอดคล้องกับทิศทางนี้ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาสินค้าให้มีมาตรฐานสูง การเข้าร่วม ซัพพลายเชนของอุตสาหกรรมไฮเทค การใช้ช่องทางออนไลน์ หรือการขยายตลาดสู่ภูมิภาคตะวันตกของจีน จะสามารถใช้ประโยชน์จากโอกาสที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว และสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันในตลาดจีนยุคใหม่ได้อย่างยั่งยืน
----------------------------------------------------
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครเฉิงตู
พฤษภาคม 2569
แหล่งข้อมูล :
https://mp.weixin.qq.com/s/Ef1zRXl-S1ejKDTINmmYqg
[1] แถบแยงซีเกียง หรือ สามเหลี่ยมปากแม่น้ำแยงซี (长三角 / 长江三角洲)คือพื้นที่บริเวณปากแม่น้ำแยงซี ทางภาคตะวันออกของจีน ครอบคลุมพื้นที่หลัก ได้แก่ 4 มณฑล/นครหลัก คือ เซี่ยงไฮ้ มณฑลเจียงซู มณฑลเจ้อเจียง และมณฑลอานฮุย