
ยูเออีคุมเค็ม หวาน มัน ในอาหาร ฝ่าฝืนปรับสูงสุด 5 ล้านบาท

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) กำหนดเพดานโซเดียม น้ำตาล และไขมันในอาหาแปรรูปบางประเภท เพื่อส่งเสริมโภชนาการ ลดโรคอ้วนและโรคไม่ติดต่อ โดยให้ผู้ประกอบการทยอยปรับสูตรผลิตภัณฑ์ ครอบคลุมอาหารที่ผลิตในประเทศ สินค้านำเข้า และผลิตภัณฑ์จากเขตปลอดอากร (Free Zone) ตลอดห่วงโซ่อาหาร ยกเว้นสินค้าที่ผลิตหรือนำเข้าเพื่อส่งออกหรือส่งออกต่อโดยเฉพาะ หากไม่นำมาจำหน่ายในยูเออี
ผู้ฝ่าฝืนอาจถูกตักเตือน ปรับระหว่าง 5,000-500,000 ดีแรห์ม (ประมาณ 1,365–136,426 เหรียญสหรัฐ) สั่งปิดสถานประกอบการไม่เกิน 6 เดือนและต่อระยะเวลาได้ หรือเพิกถอนใบอนุญาตหรือการอนุมัติ
เพดานใหม่สำหรับขนมปังและเครื่องดื่มนม
มตินี้แบ่งอาหารเป้าหมายออกเป็น 2 กลุ่ม โดยมีระยะเวลาปรับตัวเพื่อปฏิบัติตามเกณฑ์ระยะแรกแตกต่างกัน กลุ่มแรกประกอบด้วยขนมปัง เครื่องดื่มนมเติมน้ำตาล โยเกิร์ตและลาบันปรุงแต่งรส และขนมขบเคี้ยวรสเค็มตามที่กำหนด ส่วนกลุ่มที่ 2 คือชีสแปรรูป
สำหรับขนมปังที่ใช้สารทำให้ขึ้นฟู กำหนดเพดานระยะแรกต่ออาหาร 100 กรัมไว้ที่โซเดียม 444 มิลลิกรัม น้ำตาลทั้งหมด 6 กรัม และไขมันทั้งหมด 8.4 กรัม ส่วนระยะสุดท้ายจะลดลงเหลือโซเดียม 370 มิลลิกรัม น้ำตาล 5 กรัม และไขมัน 7 กรัม ส่วนขนมปังแผ่นแบน (Flat Bread) ระยะแรกกำหนดให้มีโซเดียมไม่เกิน 384 มิลลิกรัม น้ำตาลทั้งหมดไม่เกิน 6 กรัม และไขมันทั้งหมดไม่เกิน 8.4 กรัม ส่วนระยะสุดท้ายจะลดเพดานลงเหลือโซเดียม 320 มิลลิกรัม น้ำตาลทั้งหมด 5 กรัม และไขมันทั้งหมด 7 กรัม
เครื่องดื่มนมเติมน้ำตาล รวมถึงเครื่องดื่มทดแทนนม จะมีเพดานน้ำตาลทั้งหมด 9.6 กรัมในระยะแรก และลดลงเหลือ 8 กรัมในระยะสุดท้าย ส่วนโยเกิร์ตและลาบัน ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์นมหมัก ที่เติมน้ำตาลหรือปรุงแต่งรส จะมีเพดานน้ำตาล 12 กรัม และ 10 กรัมในแต่ละระยะตามลำดับ

เพดานโซเดียมในขนมขบเคี้ยวและชีส
มตินี้ยังครอบคลุมขนมขบเคี้ยวที่มีเกลือสูง โดยเพดานโซเดียมในแครกเกอร์รสเค็มจะลดลงจาก 696 มิลลิกรัมเป็น 580 มิลลิกรัม ส่วนถั่วและเมล็ดพืชปรุงรสเค็มจะลดลงจาก 336 มิลลิกรัมเป็น 280 มิลลิกรัมสำหรับ Pretzels เพดานจะลดลงจาก 912 มิลลิกรัมเป็น 760 มิลลิกรัม ขณะที่ขนมขบเคี้ยวที่ผลิตด้วยกระบวนการอัดขึ้นรูป (Extruded snacks) และขนมทอดกรอบที่ทำจากมันฝรั่ง มันเทศ ผัก หรือธัญพืช จะมีเพดานลดลงจาก 564 มิลลิกรัมเป็น 470 มิลลิกรัม ชีสแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เป้าหมายกลุ่มที่ 2 โดยชีสสเปรด (Cheese Spread) จะมีเพดานโซเดียมสูงสุด 864 มิลลิกรัมในระยะแรก และ 720 มิลลิกรัมในระยะสุดท้าย ส่วนชีสแปรรูปประเภทอื่นจะมีเพดานลดลงจาก 1,200 มิลลิกรัมเป็น 1,000 มิลลิกรัม
ระยะเวลาที่ผู้ประกอบการต้องปฏิบัติตามข้อกำหนด
ผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์กลุ่มแรก ได้แก่ ขนมปัง เครื่องดื่มนมเติมน้ำตาล โยเกิร์ต Lanban ปรุงแต่งรส และขนมขบเคี้ยวรสเค็ม มีระยะเวลาไม่เกิน 9 เดือนนับจากวันที่มติมีผลใช้บังคับ เพื่อปรับผลิตภัณฑ์ให้เป็นไปตามเพดานระยะแรก จากนั้นต้องลดส่วนประกอบเป้าหมายต่อเนื่องจนผ่านเกณฑ์ระยะสุดท้ายภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2573 ผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับชีสแปรรูป ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์กลุ่มที่ 2 มีระยะเวลาไม่เกิน 2 ปี 3 เดือนนับจากวันที่มติมีผลใช้บังคับ เพื่อปรับผลิตภัณฑ์ให้เป็นไปตามเพดานระยะแรก และต้องผ่านเกณฑ์ระยะสุดท้ายภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2573 เช่นเดียวกัน
สินค้าคงเหลือของผลิตภัณฑ์เป้าหมายที่ผลิตหรือนำเข้าก่อนวันที่มติมีผลใช้บังคับ ยังสามารถจำหน่ายได้เป็นระยะเวลาไม่เกิน 1 ปีนับจากวันดังกล่าว หรือจนกว่าผลิตภัณฑ์จะหมดอายุ แล้วแต่ว่าเหตุใดเกิดขึ้นก่อน หลังจากนั้นจะไม่สามารถซื้อขายผลิตภัณฑ์ที่ไม่ผ่านเกณฑ์เพดานที่ใช้บังคับได้
ข้อยกเว้นในบางกรณี
มตินี้เปิดให้ผู้ประกอบการยื่นขอยกเว้นเพดานระยะแรกได้ หากการปฏิบัติตามเกณฑ์จะทำให้ต้องลดส่วนประกอบเป้าหมายมากกว่า 20% ของปริมาณเดิมที่กำหนดไว้ในผลิตภัณฑ์ โดยข้อยกเว้นนี้ใช้กับผลิตภัณฑ์ที่มีการผลิต นำเข้า หรือซื้อขายใน ยูเออีก่อนวันที่มติมีผลใช้บังคับ ผู้ประกอบการต้องยื่นคำขอต่อกระทรวงภายใน 30 วันนับจากวันดังกล่าว พร้อมข้อมูลทางเทคนิค ข้อมูลฉลากโภชนาการที่ขึ้นทะเบียนไว้ และผลการทดสอบจากห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรอง
สถานประกอบการที่ยื่นขอยกเว้นต้องให้คำมั่นว่าจะลดส่วนประกอบเป้าหมายอย่างน้อย 20% ภายในระยะเวลาที่กำหนดสำหรับระยะแรก การได้รับข้อยกเว้นไม่ทำให้สถานประกอบการหรือผลิตภัณฑ์พ้นจากหน้าที่ในการปฏิบัติตามเพดานสูงสุดในท้ายที่สุด และไม่สามารถขยายกำหนดเวลาปฏิบัติตามเกณฑ์ระยะสุดท้ายให้เกินวันที่ 31 ธันวาคม 2573 ได้ ทั้งนี้ หน่วยงานสาธารณสุขระดับสหพันธรัฐและระดับท้องถิ่น รวมถึงหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น เทศบาลรัฐต่างๆ จะรับผิดชอบดำเนินการตามมติและกำกับดูแลการปฏิบัติตามข้อกำหนด โดยประสานงานกับกระทรวงสาธารณสุข
ความเห็นของ สคต.ดูไบ
ระเบียบใหม่นี้ทำให้คุณค่าทางโภชนาการเป็นปัจจัยสำคัญต่อการส่งออกอาหารไทยในกลุ่มที่เข้าข่ายผู้ส่งออกควรตรวจสอบเกณฑ์ของแต่ละผลิตภัณฑ์และกำหนดเวลาปรับตัว พร้อมปรับสูตรลดโซเดียม น้ำตาล และไขมันโดยรักษารสชาติ และคุณภาพ ควรประสานผู้นำเข้าเพื่อเตรียมผลทดสอบและฉลากโภชนาการให้สอดคล้องกับข้อกำหนด เพื่อให้จำหน่ายสินค้าในยูเออีได้อย่างต่อเนื่อง
-------------------------------------------------------------------------------------------