fb
 McKinsey Global Farmer Insights 2569 ชี้ 9 เมกะเทรนด์ กำลังเปลี่ยนโฉมภาคการเกษตรโลก
โดย
Kuntida
ลงเมื่อ 22 ตุลาคม 2569 14:06
สคต. ณ นครเฉิงตู (จีน) (TTC, Chengdu (China))
2

McKinsey & Company เผยผลสำรวจ “Global Farmer Insights” ประจำปี 2569 จากการรวบรวมข้อมูลเกษตรกรและผู้ประกอบการภาคการเกษตรกว่า 5,500 ราย ใน 10 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา แคนาดา ฝรั่งเศส เยอรมนี สเปน บราซิล อาร์เจนตินา เปรู อินเดีย และจีน ผลการสำรวจสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของภาคเกษตรโลก ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมการเกษตร ทั้งผู้ผลิตปัจจัยการผลิต เทคโนโลยีการเกษตร เครื่องจักรกลการเกษตร และผู้ให้บริการทางการเกษตร โดยแนวโน้มสำคัญ 9 ประการ มีดังนี้

 

1. ภาคเกษตรโลกเผชิญแรงกดดันรอบด้านและความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้น

หลังจากภาคเกษตรทั่วโลกทำกำไรสูงสุดเมื่อช่วงปี 2564-2565 ราคาสินค้าเกษตรได้ปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ต้นทุนปัจจัยการผลิตยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ความสามารถในการทำกำไรของเกษตรกรลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยในสหรัฐอเมริกา รายได้สุทธิของฟาร์มในปี 2569 ลดลงประมาณร้อยละ 16 เมื่อเทียบกับระดับสูงสุดในปี 2565 ขณะที่ต้นทุนการผลิตยังสูงกว่าปี 2564 ประมาณร้อยละ 20 นอกจากนี้    ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ยังส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานสินค้าเกษตรโลก โดยเฉพาะความตึงเครียดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซที่กระทบต่อการค้าปุ๋ย ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังคงเป็นปัจจัยท้าทายสำคัญในระยะยาว  โดยปรากฏการณ์เอลนีโญในปี 2569 ได้เพิ่มความเสี่ยงด้านภัยแล้ง คลื่นความร้อน และอุทกภัยในลาตินอเมริกาและเอเชียแปซิฟิก และคาดว่าจะส่งผลต่อเนื่องอย่างน้อยจนถึงฤดูใบไม้ผลิปี 2570 

หากพิจารณาตามรายภูมิภาค เกษตรกรในอเมริกาเหนือและยุโรปกว่าร้อยละ 60 มองว่าต้นทุนปัจจัยการผลิตที่เพิ่มขึ้นเป็นความเสี่ยงสำคัญที่สุด ขณะที่เกษตรกรในลาตินอเมริการ้อยละ 58 กังวลเรื่องสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง ส่วนเกษตรกรในเอเชียให้ความสำคัญทั้งในเรื่องปัญหาต้นทุนและความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศ โดยเกษตรกรอินเดียยังแสดงความกังวลต่อการขาดแคลนแรงงานอย่างชัดเจน

 

2. เกษตรกรทั่วโลกชะลอการลงทุนและใช้จ่ายอย่างระมัดระวังมากขึ้น

 

image.png

ผลสำรวจ "ดัชนีความตั้งใจใช้จ่ายสุทธิ" (Net Spending Intentions) ของเกษตรกรทั่วโลก

โดย McKinsey & Company

หมายเหตุ : ข้อมูลเปรียบเทียบปี  2567 และ 2569 เก็บข้อมูลจาก 6 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส เยอรมนี บราซิล อินเดีย และจีน 

ผลสำรวจชี้ให้เห็นว่า เกษตรกรทั่วโลกมีแนวโน้มชะลอการลงทุนมากขึ้น โดยดัชนี "ดัชนีความตั้งใจใช้จ่ายสุทธิ" (Net Spending Intentions)ลดลงจากร้อยละ 46 ในปี 2567 เหลือเพียงร้อยละ 22 ในปี 2569 แนวโน้มดังกล่าวปรากฏในหลายประเทศ โดยอาร์เจนตินามีการปรับลดมากที่สุดถึงร้อยละ 49 สะท้อนความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและนโยบายภายในประเทศ ในกลุ่มประเทศที่เข้าร่วมการสำรวจเป็นครั้งแรก ได้แก่ จีน สเปน และเปรู พบว่าสเปนมีความเชื่อมั่นสูงสุด โดยมีค่าความตั้งใจใช้จ่ายสุทธิอยู่ที่ร้อยละ 78 ขณะที่จีนมีเพียงร้อยละ 11 ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลกอย่างมาก สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศ ราคาสินค้าเกษตรที่ชะลอตัว และแนวโน้มการกระจุกตัวของผู้ประกอบการภาคเกษตร

 

3. เกษตรกรเลือกการรักษาสภาพคล่องเป็นลำดับแรก

ภายใต้ภาวะกำไรที่ลดลง เกษตรกรทั่วโลกให้ความสำคัญกับการรักษาสภาพคล่องทางการเงิน มากขึ้น โดยร้อยละ 36 ระบุว่าจะลดการใช้จ่ายด้านปุ๋ยก่อนหมวดอื่น ทำให้ปุ๋ยเป็นรายการที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ในทางตรงกันข้าม เมื่อรายได้ปรับตัวดีขึ้น ร้อยละ 48 ระบุว่าจะเพิ่มการลงทุนด้านปุ๋ยเป็นอันดับแรก

สำหรับเครื่องจักรกลการเกษตร มีเพียงร้อยละ 16 ที่ลดการลงทุนในช่วงรายได้ตกต่ำ แต่เมื่อแนวโน้มรายได้ดีขึ้น ร้อยละ 35 วางแผนเพิ่มการลงทุนในเครื่องจักร สะท้อนว่าการซื้อเครื่องจักรมักเป็น     การชะลอการลงทุนมากกว่าการยกเลิกการลงทุน ซึ่งเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อผู้ผลิตเครื่องจักรกลการเกษตรในระยะกลางถึงระยะยาว

 

4. เกษตรกรหันใช้สารกำจัดศัตรูพืชที่หมดอายุสิทธิบัตรมากขึ้น

image.png

แนวโน้มการใช้สารกำจัดศัตรูพืชของเกษตรกรทั่วโลก ในช่วงปี 2567 และ 2569 โดย McKinsey & Company

ตลาดสารกำจัดศัตรูพืชทั่วโลกกำลังเปลี่ยนแปลง เกษตรกรจำนวนมากหันมาใช้ผลิตภัณฑ์ที่หมดอายุสิทธิบัตรมากขึ้น โดยทั่วไป สารกำจัดศัตรูพืชในตลาดสามารถแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ที่อยู่ภายใต้สิทธิบัตรและมีแบรนด์ (Patented หรือ Branded Products) ซึ่งพัฒนาและจำหน่ายโดยบริษัทเจ้าของสิทธิบัตร และผลิตภัณฑ์ที่สิทธิบัตรหมดอายุแล้ว (Non-Patented Products หรือ Generic Products) ซึ่งผู้ผลิตรายอื่นสามารถผลิตและจำหน่ายได้ภายใต้สารออกฤทธิ์เดียวกัน

                   ผลการสำรวจของ McKinsey พบว่า เกษตรกรในหลายประเทศ โดยเฉพาะในอเมริกาเหนือและยุโรป มีแนวโน้มเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่หมดอายุสิทธิบัตรเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนการแข่งขันที่สูงขึ้นระหว่างผลิตภัณฑ์ทั้งสองกลุ่ม ปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนแนวโน้มดังกล่าว ได้แก่ การหมดอายุของสิทธิบัตรสารกำจัดศัตรูพืชจำนวนมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การขยายธุรกิจของผู้ผลิตต้นทุนต่ำจากจีนและอินเดียที่ช่วยเพิ่มทางเลือกในตลาด การเข้าถึงข้อมูลผลิตภัณฑ์ผ่านช่องทางดิจิทัลที่ทำให้เกษตรกรสามารถเปรียบเทียบข้อมูลของสารออกฤทธิ์และประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ได้สะดวกขึ้น รวมถึงแรงกดดันด้านต้นทุนการผลิตที่ทำให้เกษตรกรให้ความสำคัญกับความคุ้มค่ามากขึ้นในการตัดสินใจซื้อ

 

5. ผลิตภัณฑ์ชีวภาพสำหรับป้องกันและกำจัดศัตรูพืชเป็นจุดเด่นของนวัตกรรมการเกษตร

                   แม้การใช้จ่ายโดยรวมจะชะลอตัว แต่ผลิตภัณฑ์ชีวภาพทางการเกษตรยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยร้อยละ 41 ของผู้ตอบแบบสำรวจเคยใช้ผลิตภัณฑ์ชีวภาพเพื่อการป้องกันกำจัดศัตรูพืช (Biological Crop Protection Products) และร้อยละ 48 เคยใช้สารกระตุ้นชีวภาพ (Biostimulants) ทั้งนี้ กลุ่มผู้ใช้ส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรพืชเศรษฐกิจเฉพาะทาง และลาตินอเมริกา โดยเฉพาะเปรู เป็นภูมิภาคที่มีอัตราการใช้สูงที่สุด ขณะที่ราว 1 ใน 3 ของผู้ใช้งานได้นำผลิตภัณฑ์ดังกล่าวไปใช้ในพื้นที่เพาะปลูกทั้งหมดแล้ว ส่วนอีก 2 ใน 3 ยังอยู่ในช่วงทดลองใช้ก่อนขยายผลต่อไป ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์ชีวภาพ ได้แก่ ผลตอบแทนจากการลงทุนและประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ที่ให้ผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม ขณะที่ปัจจัยด้านชื่อเสียงของแบรนด์มีบทบาทลดลง

 

6. เทคโนโลยีการเกษตรได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น ขณะที่โมเดลการใช้งานปรับตัวตามบริบทของแต่ละตลาด

ในปี 2569 กว่าร้อยละ 50 ของผู้ตอบแบบสำรวจเคยใช้เทคโนโลยีการเกษตรอย่างน้อยหนึ่งประเภท โดยอัตราการใช้ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 4 จากปี 2567 เทคโนโลยีที่ได้รับความนิยมสูงสุด ได้แก่ เกษตรดิจิทัล (Digital Agronomy) อุปกรณ์เกษตรแม่นยำ (Precision Agriculture Hardware) เทคโนโลยีตรวจจับระยะไกล (Remote Sensing) เครื่องมือเหล่านี้ได้รับความนิยมเนื่องจากสามารถเชื่อมต่อกับกระบวนการทำงานเดิม ลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพได้ทันที ในทางกลับกัน เทคโนโลยีที่ต้องใช้เงินลงทุนสูง เช่น หุ่นยนต์การเกษตร ระบบอัตโนมัติ และซอฟต์แวร์ด้านความยั่งยืน ยังคงมีอัตราการใช้งานต่ำ

                   ในกรณีของจีน แม้อัตราการถือครองเครื่องจักรของเกษตรกรรายย่อยจะไม่สูงมาก แต่การใช้บริการระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ในลักษณะจ่ายค่าบริการเป็นครั้ง โดยเฉพาะโดรนพ่นสาร กลับมีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 22.4 สูงกว่าสหรัฐอเมริกาที่มีเพียงร้อยละ 10.7 ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนถึงการพัฒนาของระบบบริการเกษตรแบบสังคม (Agricultural Socialized Services) ของจีน ซึ่งช่วยให้เกษตรกรได้รับประโยชน์จากเครื่องจักรและเทคโนโลยีโดยไม่จำเป็นต้องลงทุนซื้อเอง

 

7. Generative AI กำลังมีบทบาทเพิ่มขึ้นในการบริหารฟาร์ม

                   Generative AI เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่เติบโตเร็วที่สุดในภาคเกษตร โดยร้อยละ 17 ของเกษตรกรทั่วโลกเริ่มนำ AI มาใช้สนับสนุนการตัดสินใจหรือการดำเนินงานภายในฟาร์ม ขณะที่มีเพียงร้อยละ 4 ที่ยินดีจ่ายเงินเพื่อใช้บริการดังกล่าว เกษตรกรร้อยละ 72 เชื่อว่า AI จะส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจการเกษตรภายใน 3-5 ปีข้างหน้า และร้อยละ 15 คาดว่าจะส่งผลอย่างมีนัยสำคัญ ปัจจุบัน AI ถูกนำมาใช้มากที่สุดในด้านการวางแผนการผลิตและการบริหารจัดการพืชผล อย่างไรก็ตาม เกษตรกรจำนวนมากยังเห็นว่า AI ไม่สามารถทดแทนความรู้และประสบการณ์ของผู้เชี่ยวชาญในพื้นที่ได้ทั้งหมด เนื่องจากยังต้องอาศัยความรู้เฉพาะด้านเกี่ยวกับดิน ภูมิอากาศ และพันธุ์พืชในแต่ละพื้นที่

 

8. ช่องทางดิจิทัลมีบทบาทมากขึ้นต่อการตัดสินใจซื้อของเกษตรกร

                       ช่องทางดิจิทัลกำลังเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในทุกขั้นตอนของการตัดสินใจซื้อปัจจัยการผลิตทางการเกษตร ตั้งแต่การค้นหาข้อมูล การเปรียบเทียบผลิตภัณฑ์ การขอใบเสนอราคา การสั่งซื้อ การบริการหลังการขาย และการซื้อซ้ำ โดยเฉพาะในขั้นตอนการค้นหาข้อมูล ศึกษา และประเมินผลิตภัณฑ์ ซึ่งเป็นช่วงที่เกษตรกรพึ่งพาช่องทางดิจิทัลมากที่สุด ดังนั้น ผู้ประกอบการควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาเนื้อหาดิจิทัลที่ช่วยสนับสนุนการตัดสินใจของเกษตรกร ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลทางเทคนิค ผลการทดลองภาคสนาม เครื่องมือวิเคราะห์ความคุ้มทุน หรือข้อมูลเปรียบเทียบประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ เพื่อช่วยให้เกษตรกรตัดสินใจเลือกใช้สินค้าและบริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

9. ผู้เชี่ยวชาญด้านวิชาการเกษตรยังเป็นผู้มีอิทธิพลสูงสุดต่อการตัดสินใจซื้อ

                   แม้ช่องทางดิจิทัลจะมีความสำคัญเพิ่มขึ้น แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านวิชาการเกษตรยังคงเป็นแหล่งข้อมูลที่เกษตรกรให้ความเชื่อถือมากที่สุด โดยร้อยละ 56 ระบุว่า นักวิชาการเกษตรหรือที่ปรึกษาด้านเทคนิคมีอิทธิพลสูงสุดต่อการตัดสินใจซื้อ ในทางกลับกัน อิทธิพลของพนักงานขายที่ไม่มีความเชี่ยวชาญเชิงเทคนิคลดลงอย่างชัดเจน โดยสัดส่วนผู้ที่ระบุว่าพนักงานขายเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญ ลดลงจากร้อยละ 67 ในปี 2567 เหลือร้อยละ 56 ในปี 2569 แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนว่าบริษัทด้านการเกษตรจำเป็นต้องลงทุนพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านวิชาการและการให้คำปรึกษาเชิงเทคนิคมากขึ้น เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน

 

ข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะของ สคต. ณ นครเฉิงตู

                   ผลสำรวจ McKinsey Global Farmer Insights ปี 2569 สะท้อนให้เห็นว่า ภาคการเกษตรโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ขับเคลื่อนด้วยประสิทธิภาพ ความคุ้มค่า และการบริหารความเสี่ยง มากกว่าการมุ่งขยายการลงทุนเพียงอย่างเดียว เกษตรกรทั่วโลกให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีที่สามารถพิสูจน์ผลลัพธ์ได้อย่างเป็นรูปธรรม สามารถลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต หรือสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่าต่อการลงทุน

                   ภาคการเกษตรของไทยมีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ และเป็นภาคการผลิตที่เชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมอาหาร การแปรรูป และการส่งออก อย่างไรก็ตาม ภาคเกษตรไทยกำลังเผชิญความท้าทายในลักษณะเดียวกับหลายประเทศทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น ความผันผวนของราคาสินค้าเกษตร ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และปัญหาการขาดแคลนแรงงานภาคเกษตร ดังนั้น ภาคการเกษตรไทยจึงจำเป็นต้องปรับตัวจากการมุ่งเน้นการเพิ่มปริมาณผลผลิต ไปสู่การยกระดับมูลค่าและความสามารถในการแข่งขันตลอดห่วงโซ่การผลิต ขณะเดียวกัน การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการเกษตรของไทยควรมุ่งแก้ปัญหาและตอบสนองความต้องการที่แท้จริงของเกษตรกร ไม่ว่าจะเป็นการรับมือกับต้นทุนที่สูงขึ้น การขาดแคลนแรงงาน หรือความเสี่ยงจากสภาพอากาศที่ผันผวน ทั้งนี้ การเติบโตของผลิตภัณฑ์ชีวภาพและสารกระตุ้นชีวภาพ ยังสะท้อนให้เห็นว่าตลาดโลกกำลังให้ความสำคัญกับการเกษตรที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับศักยภาพของไทยที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ วัตถุดิบทางการเกษตร และสารสกัดจากธรรมชาติที่หลากหลาย ไทยจึงมีโอกาสต่อยอดสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมชีวภัณฑ์ทางการเกษตร ซึ่งอาจกลายเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมสำคัญที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับภาคเกษตรในอนาคต

                   นอกจากนี้ กรณีของภาคการเกษตรของจีนยังสะท้อนแนวทางที่น่าสนใจสำหรับประเทศไทย ซึ่งเกษตรกรสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีสมัยใหม่ผ่านระบบบริการทางการเกษตร (Agricultural Socialized Services) โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนซื้อเครื่องจักรหรืออุปกรณ์ด้วยตนเอง ไม่ว่าจะเป็นบริการโดรนการเกษตร เครื่องจักรกลการเกษตร หรือบริการวิเคราะห์ข้อมูลการผลิต แนวทางดังกล่าวมีความเหมาะสมกับประเทศไทยซึ่งมีเกษตรกรรายย่อยจำนวนมากและมีข้อจำกัดด้านเงินลงทุน จึงควรส่งเสริมการพัฒนาธุรกิจบริการการเกษตรสมัยใหม่ควบคู่ไปกับการนำเทคโนโลยีเข้าสู่ภาคการผลิต เพื่อให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีได้ในต้นทุนที่เหมาะสม

                   ในด้านการยกระดับทักษะด้านดิจิทัล เกษตรกรไทยควรได้รับการส่งเสริมให้สามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากข้อมูลด้านตลาด สภาพอากาศ เทคโนโลยีการผลิต และแนวโน้มความต้องการของผู้บริโภค เพื่อประกอบการวางแผนการผลิตและการตัดสินใจทางธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน การประยุกต์ใช้ Generative AI ในภาคการเกษตรควรดำเนินควบคู่ไปกับบทบาทของนักวิชาการเกษตรและผู้เชี่ยวชาญในพื้นที่ เพื่อให้คำแนะนำมีความแม่นยำ สอดคล้องกับบริบทท้องถิ่น และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่เกษตรกร ดังนั้น การพัฒนาบุคลากรด้านการส่งเสริมการเกษตร นักวิชาการ และที่ปรึกษาทางการเกษตรที่มีความรู้เชิงลึก ควบคู่กับความสามารถในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ จะเป็นปัจจัยสำคัญในการยกระดับศักยภาพและความสามารถในการแข่งขันของภาคเกษตรไทยในอนาคต

                   จากแนวโน้มดังกล่าว ภาครัฐควรมีบทบาทเชิงรุกในการสนับสนุนการปรับตัวของภาคการเกษตรไทย ทั้งในด้านการส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์การใช้งานจริง การสนับสนุนอุตสาหกรรมชีวภัณฑ์และเกษตรสีเขียว การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล และการยกระดับทักษะดิจิทัลของเกษตรกร นอกจากนี้ ควรส่งเสริมรูปแบบบริการทางการเกษตรสมัยใหม่ตามแนวทาง Agricultural Socialized Services เพื่อให้เกษตรกรรายย่อยเข้าถึงเทคโนโลยีได้ง่ายขึ้น พร้อมทั้งพัฒนาระบบบริหารจัดการความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อาทิ ระบบเตือนภัยล่วงหน้า และการสนับสนุนรูปแบบการผลิตที่สามารถปรับตัวต่อสภาพอากาศที่ผันผวนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

                   ภายใต้บริบทที่ภาคการเกษตรโลกกำลังเปลี่ยนผ่าน ภาครัฐ ภาคเอกชน และเกษตรกรไทยจำเป็นต้องร่วมกันเร่งปรับตัวและพัฒนาระบบนิเวศทางการเกษตรให้เอื้อต่อการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างความเข้มแข็งให้แก่ภาคการเกษตรไทยอย่างยั่งยืนในระยะยาว

----------------------------------------------------

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครเฉิงตู

ตุลาคม 2569

แหล่งข้อมูล : https://mp.weixin.qq.com/s/E7k1FyGnKMT4HAdgOYnt-Q

 

 

เฉิงตู-McKinsey Global Farmer Insights 2026.pdf
Share :
Instagram