fb
วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ: สงครามสหรัฐฯ–อิหร่านและผลกระทบเชิงโครงสร้างต่อการค้าระหว่างประเทศ

วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ: สงครามสหรัฐฯ–อิหร่านและผลกระทบเชิงโครงสร้างต่อการค้าระหว่างประเทศ

โดย
Chalotorn
ลงเมื่อ 26 มีนาคม 2569 12:30
สคต. ณ เมืองมุมไบ (อินเดีย) (TTC, Mumbai (India))
13

     เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลได้เปิดฉากปฏิบัติการทางอากาศร่วมกันโจมตีอิหร่าน (Operation Epic Fury) ส่งผลให้ผู้นำสูงสุดอยาตอลลาห์ อาลี คาเมเนอีเสียชีวิต และอิหร่านตอบโต้ด้วยการประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 2-4 มีนาคม 2569 พร้อมออกคำขู่ว่าจะเผาทำลายเรือใดก็ตามที่พยายามผ่าน เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ปริมาณการเดินเรือบรรทุกน้ำมันดิ่งลงถึงร้อยละ 95 จากระดับปกติ โดยภายในหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการบันทึกระบบระบุตัวตนเรืออัตโนมัติ Automatic Identification System (AIS) สัญญาณเรือผ่านช่องแคบเพียง 16 ลำเท่านั้น สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency : IEA) ระบุว่า วิกฤตครั้งนี้ถือเป็น "การหยุดชะงักของอุปทานพลังงานโลกที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์" โดยอุปทานน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียหดหายไปมากกว่า 10 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งชาติสมาชิก IEA ได้ตัดสินใจอนุมัตการใช้น้ำมันสำรองฉุกเฉินพร้อมกันถึง 400 ล้านบาร์เรล            
       ล่าสุดเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2569 ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ออกคำขาดให้อิหร่านเปิดช่องแคบภายใน 48 ชั่วโมง ก่อนที่เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2569 สองฝ่ายได้เริ่มการเจรจาซึ่งผลลัพธ์ถูกประเมินว่า "เป็นผลในเชิงบวก" พร้อมกับสหรัฐฯ ประกาศระงับการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานอิหร่านชั่วคราว 5 วัน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ร่วงลงร้อยละ 11 มาอยู่ที่ประมาณ 99.94 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล (ณ 23 มีนาคม) หลังจากที่เคยพุ่งสูงสุดใกล้ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อย่างไรก็ดี ความไม่แน่นอนในระดับสูงยังคงดำรงอยู่ เนื่องจากกองกำลัง Islamic Revolutionary Guard Corps (IRGC) ยังอยู่ระหว่างพัฒนาระบบคัดกรองเรือ (Vetting System) สำหรับ "ทางเดินเรือปลอดภัย" ผ่านน่านน้ำอาณาเขตอิหร่าน ซึ่งมีเพียงเรือจากบางประเทศที่ได้รับการอนุมัติเป็นรายกรณี อาทิ อินเดีย จีน ปากีสถาน และตุรกี
ความกังวลเชิงยุทธศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น
       ความเคลื่อนไหวทางเรือรบในระยะหลัง ประกอบกับสถานการณ์ระหว่างอิหร่านและชาติตะวันตก ได้ตอกย้ำถึงความเปราะบางของช่องแคบดังกล่าวเกี่ยวกับการเพิ่มการเฝ้าระวัง การสกัดกั้นเรือในบางกรณี รวมถึงการแจ้งเตือนต่อเรือพาณิชย์ ล้วนส่งผลให้บรรยากาศของการดำเนินการทางทะเลทั่วโลกอยู่ในภาวะระมัดระวังมากยิ่งขึ้น สำหรับอินเดีย ซึ่งนำเข้าน้ำมันดิบมากกว่าร้อยละ 80 ของความต้องการภายในประเทศ และมีสัดส่วนสำคัญที่ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ความไม่แน่นอนใดๆ ย่อมส่งผลโดยตรงต่อความมั่นคงทางพลังงาน ต้นทุนการขนส่ง และแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ นอกจากนี้ ยังรายงานว่าหน่วยงานของอินเดียได้เพิ่มการประสานงานกับบริษัทขนส่งทางทะเลและกองทัพเรือ เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของเรือสัญชาติอินเดีย โดยกองทัพเรืออินเดียยังคงดำรงบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ในมหาสมุทรอินเดียอย่างต่อเนื่อง เพื่อเตรียมความพร้อมในกรณีที่สถานการณ์ยกระดับ
ข้อมูลเพิ่มเติม 
ตารางที่ 1: ระดับการพึ่งพาพลังงานจากตะวันออกกลาง 

ตัวชี้วัด

อินเดีย

ไทย

สัดส่วนนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลาง

>80% ของการนำเข้าน้ำมันทั้งหมด

ประมาณ 59% จากอ่าวเปอร์เซีย; ~92% ของความต้องการน้ำมันทั้งหมดเป็นการนำเข้า 

การพึ่งพา LNG จากตะวันออกกลาง

สูง >70%  (กาตาร์ (41-47.5 %) คิดเป็น ประมาณ  11.2 - 11.3 ล้านตันต่อปี และ UAE 12.4 % เป็นแหล่งหลัก) 

28% ของก๊าซนำเข้า; กาตาร์ 21-27% ของ LNG ไทย  สหรัฐอเมริกา (ประมาณ 19%) และ ออสเตรเลีย (ประมาณ 17%) เพิ่มขึ้นตามข้อตกลงการค้าใหม่ในปี 2568-2569

มูลค่าการส่งออกไทยไปอินเดีย (ปี 2568)

15,820.4 ล้าน USD (+34.5% YoY) |
 อันดับ 10 (สนค.มี.ค.69)

สำรองน้ำมันไทย (ณ มี.ค. 2569)

7,396 ล้านลิตร (เพียงพอ 104 วัน; กระทรวงพลังงาน)

ค่าระวางสินค้าทะเล (ดัชนีเฉลี่ย)

เพิ่มขึ้น 8–15% จากค่าเฉลี่ยปกติ ประมาณ 1,800 – 2,200 USD  ต่อ FEU (ตู้ 40 ฟุต) (เฉพาะเส้นทางตะวันออกกลาง–เอเชีย)

ที่มา: EPPO, 2025 / IEA Oil Market Report March 2026/ สนค. มี.ค.69

ผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานและเศรษฐกิจ
1.    โอกาสสำหรับความหลากหลายของตลาดส่งออก: ผู้ส่งออกไทยอาจมีแรงจูงใจเชิงโครงสร้างในการแสวงหาตลาดทางเลือกในอินเดียและอาเซียน เพื่อลดการพึ่งพาเส้นทางตะวันออกกลาง ประกอบกับอินเดียได้รับการยกเว้นพิเศษจากอิหร่าน  เรือบรรทุก LPG สัญชาติอินเดีย 2 ลำผ่านช่องแคบได้สำเร็จ ทำให้อินเดียอยู่ในสถานะการเจรจาโดยตรงกับเตหะราน สะท้อนสถานะทางการทูตที่แข็งแกร่งของอินเดียในภูมิภาค เปิดโอกาสให้ไทยใช้อินเดียเป็น Gateway สำหรับห่วงโซ่อุปทานพลังงานทางเลือก
2.    ต้นทุนโลจิสติกส์และการส่งออกสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ: เบี้ยประกันภัยสงครามทางทะเลเพิ่มขึ้น 60–220% อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนยานยนต์ และสินค้าปิโตรเคมี ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกหลักของไทยไปอินเดีย เผชิญกับต้นทุนโลจิสติกส์และความล่าช้าในการจัดส่งที่สูงขึ้น
3.    ราคาปัจจัยการผลิตภาคเกษตรพุ่งสูง: ราคายูเรียซึ่งไทยนำเข้าจากตะวันออกกลางถึงร้อยละ 74 ปรับตัวขึ้นราว 53% จากประมาณ 490 ดอลลาร์/ตัน เป็นประมาณ 750 ดอลลาร์/ตัน (มี.ค. 2569) กระทบต้นทุนภาคเกษตรในหลายจังหวัดทั่วประเทศ
ข้อคิดเห็น
    1. วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซในปี 2569 มิใช่เพียงเหตุการณ์ระยะสั้น หากแต่เป็นสัญญาณเตือนเชิงโครงสร้างที่ชี้ให้เห็นถึงเส้นทางพลังงานโลกที่ขาดไม่ได้ โดยน้ำมันดิบ 13.4 ล้านบาร์เรล/วัน ถูกส่งออกจากซาอุดีอาระเบีย อิรัก และ UAE เป็นหลัก ไปยังจีน อินเดีย และญี่ปุ่น ส่วน LNG จำนวน 82.4 ล้านเมตริกตัน นั้นกาตาร์ครองตลาดเกือบ 91% ส่งออกไปจีน อินเดีย และไต้หวัน สำหรับไทยพึ่งพาช่องแคบนี้ทั้งน้ำมันดิบ 0.30 ล้านบาร์เรล/วัน และ LNG 2.2 ล้านตัน ซึ่งสะท้อนว่าหากช่องแคบถูกปิด ไทยจะได้รับผลกระทบโดยตรงทั้งด้านราคาและความมั่นคงทางพลังงาน การที่ไทยพึ่งพาน้ำมันนำเข้าสูงถึงร้อยละ 92 ของความต้องการทั้งหมด และมีสำรองน้ำมันเพียง 104 วัน สะท้อนว่าประเทศยังมีขีดความสามารถในการรับมือกับการหยุดชะงักของอุปทานพลังงานระยะเวลาที่จำกัด ในขณะเดียวกัน สถานะพิเศษของอินเดียในฐานะประเทศที่ได้รับการยกเว้นจากการปิดช่องแคบ อันเนื่องมาจากน้ำหนักทางการทูตและการเจรจาโดยตรงกับเตหะราน ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของความสัมพันธ์ระดับทวิภาคีไทย–อินเดียในฐานะช่องทางเชิงกลยุทธ์สำหรับการจัดหาพลังงานทางเลือก ผู้ประกอบการไทยจึงควรดำเนินมาตรการรับมือแบบ Dual-Track กล่าวคือ ในระยะเร่งด่วน ควรจัดการความเสี่ยงโลจิสติกส์ผ่านการกระจายเส้นทางขนส่ง การทำสัญญาระวางเรือระยะยาว ส่วนในระยะยาว พิจารณาการลงทุนในเทคโนโลยีประหยัดพลังงานและขยายสัดส่วนตลาดในอินเดียและอาเซียน เพื่อสร้างความยืดหยุ่นเชิงโครงสร้าง
    2. บริษัทขนส่งทางทะเลที่ดำเนินการผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้เริ่มใช้มาตรการเชิงป้องกัน เช่น การเปลี่ยนเส้นทาง การเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย และการปรับเพิ่มค่าระวางเรือ ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกปรับตัวสูงขึ้นในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา แม้การหยุดชะงักในระยะสั้น จะก่อให้เกิดผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย แต่อินเดียและไทยยังได้เร่งดำเนินกลยุทธ์กระจายแหล่งพลังงาน โดยอินเดียเพิ่มการนำเข้าน้ำมันดิบจากภูมิภาคอื่น เช่น รัสเซียและสหรัฐอเมริกา ขณะที่ไทยยกระดับความมั่นคงทางพลังงานผ่านการเพิ่มสัดส่วนการนำเข้า LNG จากสหรัฐอเมริกาและออสเตรเลีย ควบคู่ไปกับเร่งการลงทุนในพลังงานหมุนเวียน เพื่อลดการพึ่งพาเส้นทางที่มีความผันผวนในระยะยาว  


ที่มา: 1.   https://www.aljazeera.com/news/2026/3/20/iran-developing-a-vetting-system-for-strait-of-hormuz-transit-report
2. IEA Oil Market Report March 2026 – iea.org/reports/oil-market-report-march-2026
3. S&P Global Commodities at Sea; Valeura Energy / EPPO Thailand (มี.ค. 2569)
 

19410-147 สรุปข่าวเด่นรายสัปดาห์ สคต.มุุมไบ ประจำวันที่ 23-27 มี.ค.69 -2.pdf
Share :
Instagram