
ตามที่บริษัทที่ปรึกษาธุรกิจ Ernst & Young : EY และบริษัท DP World (Dubai Ports World) ซึ่งเป็นบริษัทด้านโลจิสติกส์และการบริหารจัดการท่าเรือระดับโลกของดูไบ ได้เผยแพร่รายงานและแผนการลงทุนในครึ่งแรกของ ปี 2569 นั้น สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองดูไบ ขอสรุปสาระสำคัญเกี่ยวกับการลงทุนออกนอกประเทศของภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ (Middle East and North Africa: MENA) และทิศทางการลงทุนในยูเออี เอเชีย แอฟริกา รวมทั้งประเทศไทย ดังนี้
ยูเออีและซาอุดีอาระเบียเผู้นำด้านการลงทุนออกนอกประเทศของภูมิภาค MENA
บริษัทที่ปรึกษา EY เปิดเผยว่าสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์(ยูเออี)และซาอุดีอาระเบียยังคงเป็นประเทศที่มี การลงทุนออกนอกประเทศ(Outbound Investment) ในครึ่งแรกของปี 2569 มากที่สุดในภูมิภาค MENA รวม 119 โครงการ มูลค่า 25.5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ธุรกรรมสำคัญ ได้แก่ Dubai Aerospace Enterprise ของยูเออีเข้าซื้อกิจการ Macquarie Air Finance (M&A) มูลค่า 7 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ และ Saudi Electronic Gaming Holding Company ของซาอุดีอาระเบียเข้าซื้อ Shanghai Moonton Technology มูลค่า 6 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ
ส่วนธุรกรรมภายในภูมิภาคมีมูลค่ารวม 16 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นกว่า 4 เท่าจากปีก่อน โดยได้แรงหนุนจากภาคอสังหาริมทรัพย์ พลังงานและสาธารณูปโภค และเทคโนโลยี อย่างไรก็ดี ตลาดการควบรวมและซื้อกิจการ (M&A) ของภูมิภาคโดยรวมชะลอตัวจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ มีธุรกรรม 390 รายการ มูลค่า 46.7 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลงจาก 434 รายการ มูลค่า 58.8 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปีก่อนหน้า
ทั้งนี้ยูเออียังคงเป็นประเทศปลายทางการลงทุนจากต่างประเทศที่ได้รับความนิยมสูงสุดในภูมิภาค จากโครงสร้างเศรษฐกิจที่หลากหลายและกฎระเบียบที่เอื้อต่อธุรกิจ ขณะที่กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ อาทิ ADIA และ Mubadala ของยูเออี และ Public Investment Fund (PIF) ของซาอุดีอาระเบีย ยังมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางตลาด M&A กิจกรรมการควบรวมและการเข้าซื้อกิจการระหว่างบริษัทของภูมิภาค
DP World เตรียมลงทุน 3 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ มในยูเออี เอเชีย และแอฟริกา
บริษัท DP World ซึ่งเป็นบริษัทด้านโลจิสติกส์ และการบริหารจัดการท่าเรือระดับโลกของดูไบ เปิดเผยแผนลงทุน 3 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ในยูเออีภายในปี 2569 และตลาดเป้าหมายในเอเชียและแอฟริกา ตามรายงานผลประกอบการครึ่งปีแรก โดยระบุว่า สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก อินเดีย และซาอุดีอาระเบีย จะเป็นตลาดสำคัญของการลงทุนรอบใหม่
สำหรับยูเออี บริษัทมีแผนก่อสร้างท่าเทียบเรือเพิ่มอีก 2 แห่งในเมืองฟูไจราห์ เพื่อเชื่อมโยงและเสริมศักยภาพเครือข่ายท่าเรือ เจเบล อาลี โดยนาย Essa Kazim ประธานบริษัทระบุว่า จะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและทางเลือกแก่ ผู้ส่งสินค้า เสริมความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทาน และสะท้อนความเชื่อมั่นต่อบทบาทของยูเออีในฐานะศูนย์กลางการค้าและโลจิสติกส์ระดับโลก
นอกจากนี้ บริษัทได้พัฒนาท่าเรือน้ำลึกอีก 2 แห่งในยูเออี เพื่อจะสร้างเส้นทางขนส่งทางทะเลที่หลีกเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซได้ โดยเมื่อเดือนกรกฎาคม 2569 ได้ลงนามข้อตกลงเบื้องต้นกับ Fujairah Ports Authority ให้สัมปทาน 50 ปี พัฒนาท่าเรือคอนเทนเนอร์อเนกประสงค์ Al Rugaylat ควบคู่ท่าเรือ Dibba บริเวณชายฝั่งตะวันออก กำหนดดำเนินการเป็นระยะภายใน 30 เดือน
การประกาศแผนดังกล่าวมีขึ้นพร้อมผลประกอบการครึ่งแรกของปี 2569 ซึ่งกำไรสุทธิลดลงร้อยละ 39 เหลือ 585 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในรอบ 6 เดือน (สิ้นสุด 30 มิถุนายน 2569) แม้รายได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 13 เป็น 12.7 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ จากผลกระทบด้านโลจิสติกส์จากความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและประเทศต่างๆ ในภูมิภาค ทั้งนี้ ท่าเรือ เจเบล อาลี ยังดำเนินงานตามปกติ แม้การเดินเรือขาเข้าลดลงชั่วคราว โดยปริมาณขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ (ไม่รวม เจเบล อาลี) เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.4 อยู่ที่ 39.681 ล้าน TEUs (ตู้ขนาด 20 ฟุต)
การลงทุนของ DP World ในประเทศไทย
บริษัท DP World ดำเนินธุรกิจในประเทศไทยมานาน โดยมีศูนย์กลางที่ท่าเรือแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นฐานปฏิบัติการด้านท่าเรือและโลจิสติกส์ที่บริษัทดำเนินงานอยู่แล้ว แตกต่างจากโครงการใหม่ในเมืองฟูไจราห์ โดยมีสาระสำคัญดังนี้
ท่าเรือแหลมฉบัง (การลงทุนหลักในไทย) บริษัทดำเนินงานผ่าน Laem Chabang International Terminal Co., Ltd. (LCIT) ซึ่งเป็นกิจการร่วมทุนที่ถือหุ้นร้อยละ 34.5 บริหารท่าเทียบเรือคอนเทนเนอร์ที่ท่าเรือแหลมฉบัง ซึ่งเป็นท่าเรือน้ำลึกและศูนย์กลางการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ที่สำคัญที่สุดของไทย ปัจจุบันดำเนินงานที่ท่าเทียบเรือ B5 และ C3 เชื่อมโยงภาคการผลิตของไทยกับตลาดเอเชียและตลาดโลก
การต่อสัมปทานท่าเทียบเรือ B5 ถึงปี 2574 เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 บริษัทโดย LCIT ได้รับการต่ออายุสัมปทาน ท่าเทียบเรือ B5 อีก 5 ปี จากการท่าเรือแห่งประเทศไทย ครอบคลุมตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2569 ถึงเมษายน 2574 สะท้อนว่าบริษัทยังให้ความสำคัญกับไทยในฐานะฐานขนส่งและโลจิสติกส์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะในช่วงที่การค้าภายในเอเชีย (Intra-Asian Trade) ขยายตัว
บริการที่ครอบคลุมมากกว่าท่าเรือ ธุรกิจของบริษัทในไทยครอบคลุมบริการหลายด้าน ได้แก่ การบริหารท่าเรือและท่าเทียบเรือ (Ports & Terminals) การขนส่งสินค้าทางทะเล อากาศ และบก (Freight Forwarding) บริการด้านการเดินเรือ (Marine Services) คลังสินค้าและการกระจายสินค้า (Warehousing) ตลอดจนบริการโลจิสติกส์แบบครบวงจร
ความสำคัญต่อการค้าไทย–ยูเออี บริษัทมีเครือข่ายทั้งท่าเรือ เจเบล อาลี ในดูไบ และท่าเรือแหลมฉบังในไทย จึงเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานระหว่างไทยกับตะวันออกกลางได้โดยตรงมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อบริษัทขยายโครงสร้างพื้นฐานที่ฟูไจราห์เพื่อเพิ่มทางเลือกขนส่งที่ไม่ต้องพึ่งช่องแคบฮอร์มุซ การมีฐานที่แหลมฉบังจึงทำให้ไทยอยู่ในเครือข่าย โลจิสติกส์เดียวกับโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของยูเออี
ความเห็นของ สคต.ดูไบ
ยูเออีและซาอุดีอาระเบียยังคงมีบทบาทนำด้านการลงทุนระหว่างประเทศของภูมิภาค MENA แม้ตลาด M&A โดยรวมได้รับผลกระทบจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยยูเออีมีจุดแข็งจากเศรษฐกิจที่หลากหลาย กฎระเบียบที่เอื้อต่อธุรกิจ และบทบาทของกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ ขณะที่การลงทุน 3 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ของ DP World สะท้อนความเชื่อมั่นต่อยูเออีในฐานะศูนย์กลางการค้าและโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการขยายโครงสร้างพื้นฐานที่ฟูไจราห์ ซึ่งช่วยเพิ่มทางเลือกเส้นทางเดินเรือ ลดการพึ่งพาช่องแคบฮอร์มุซ และเสริมความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานในระยะยาว
สำหรับประเทศไทย DP World มีการลงทุนหลักผ่าน LCIT ที่ท่าเรือแหลมฉบัง ล่าสุดได้ต่อสัมปทาน ท่าเทียบเรือ B5 อีก 5 ปี ถึงปี 2574 พร้อมดำเนินงานทั้ง B5 และ C3 และให้บริการขนส่งสินค้า การเดินเรือ และคลังสินค้า ทั้งนี้ การที่ DP World ขยายเครือข่ายทั้งแหลมฉบัง เจเบล อาลี และฟูไจราห์ นับเป็นโอกาสสำคัญสำหรับ ผู้ส่งออกไทย เนื่องจากอาจช่วยสร้างเส้นทางโลจิสติกส์ทางเลือกสำหรับสินค้าไทยเข้าสู่ตลาดยูเออีและกลุ่มประเทศ GCC ในระยะต่อไป
2.https://www.tradingview.com/news/reuters.com%2C2026-08-10%3Anewsml_Zaw52yDC3%3A0-uae-saudi-arabia-lead-mena-outbound-investment-activity-in-h1-2026/?utm_source=chatgpt.com