
ออสเตรียเริ่มบังคับใช้กฎหมายภาษีพัสดุ (Paketsteuergesetz – Paketsteuer) ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 โดยกำหนดจัดเก็บภาษีในอัตรา 2 ยูโรต่อพัสดุ สำหรับการจัดส่งพัสดุภายในประเทศออสเตรีย ทั้งนี้ ภาษีดังกล่าวจะถูกเรียกเก็บตั้งแต่ขั้นตอนการชำระเงิน และจะยังคงมีผลต้องชำระแม้ว่าลูกค้าจะส่งคืนพัสดุ (Return) ในภายหลังก็ตาม โดยผู้ประกอบการสามารถเลือกคำนวณค่าธรรมเนียมแบบเหมาจ่ายต่อหนึ่งคำสั่งซื้อ หรือคิดตามจำนวนพัสดุจริงก็ได้ ภาษีดังกล่าวเป็นภาระของผู้ประกอบการที่เข้าเกณฑ์ มิใช่ภาษีที่เรียกเก็บจากผู้บริโภคโดยตรง
ผู้มีหน้าที่เสีย Paketsteuer คือ ผู้ประกอบการค้าปลีกออนไลน์ แพลตฟอร์ม และตลาดซื้อขายอิเล็กทรอนิกส์ (Marketplaces) ขนาดใหญ่ที่มีรายได้ในออสเตรียเกิน 100 ล้านยูโรต่อปี โดยในกรณีที่มีการจำหน่ายสินค้าผ่าน Online Marketplace หรือแพลตฟอร์มอิเล็กทรอนิกส์ กฎหมายกำหนดให้สามารถถือว่าแพลตฟอร์มเป็นผู้ขายตามหลัก “deemed supplier” และเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษี หากยอดขายที่เข้าเกณฑ์ผ่านแพลตฟอร์มเกินระดับที่กฎหมายกำหนด ซึ่งมาตรการดังกล่าวจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อกลุ่มทุนข้ามชาติและแพลตฟอร์มการค้ายักษ์ใหญ่ เช่น Amazon, Temu, eBay และ Shein ทั้งนี้ กระทรวงการคลังออสเตรียคาดการณ์ว่าการจัดเก็บภาษีดังกล่าวจะสร้างรายได้สูงถึง 280 ล้านยูโรต่อปี เพื่อนำมาใช้เป็นแหล่งเงินทุนสนับสนุนการปรับลดภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สำหรับสินค้าอุปโภคบริโภคพื้นฐานบางรายการ
มาตรการดังกล่าวบังคับใช้กับการขายสินค้าในลักษณะ B2C เป็นหลักและกำหนดข้อยกเว้นไว้อย่างชัดเจน โดยไม่ครอบคลุมถึงการซื้อขายระหว่างบุคคลทั่วไป (C2C) เช่น การขายสินค้ามือสองผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์, ร้านค้าออนไลน์รายย่อยที่มีรายได้ไม่ถึงเกณฑ์, บริการ Click-and-Collect, การจัดส่งอาหาร ตลอดจนพัสดุขนาดใหญ่ที่มีน้ำหนักเกิน 31.5 กิโลกรัม รวมถึงกรณีที่สัญญาซื้อขายเกิดขึ้นโดยตรง ณ หน้าร้านแล้วจึงจัดส่งสินค้าในภายหลัง ก็ไม่ถือเป็นการขายทางไกลตามกฎหมายดังกล่าว
นักวิเคราะห์มองว่า มาตรการจัดเก็บภาษีดังกล่าวสะท้อนถึงแรงกดดันเชิงโครงสร้างและต้นทุนแฝงที่เกิดขึ้นในยุคที่ตลาดอีคอมเมิร์ซขยายตัวอย่างรวดเร็ว แม้ในทางกฎหมายมาตรการนี้จะมีผลบังคับใช้กับผู้ประกอบการโดยตรง แต่ในทางปฏิบัติอาจเกิดการผลักภาระต้นทุนไปยังผู้บริโภคผ่านราคาสินค้าหรือค่าจัดส่งที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังห่วงโซ่อุปทานและกำลังซื้อในระยะยาว ทั้งนี้ สมาคมการค้า (Handelsverband) และหอการค้าออสเตรีย (Wirtschaftskammer) ได้แสดงความกังวลต่อมาตรการนี้เป็นอย่างยิ่งว่าอาจส่งผลกระทบทางอ้อมต่อผู้ค้ารายย่อยอีกกว่า 4,000 รายที่จำหน่ายสินค้าผ่านแพลตฟอร์มการค้ายักษ์ใหญ่เหล่านี้ด้วย
มาตรการของออสเตรียเกิดขึ้นในช่วงเดียวกับการปรับปรุงกฎระเบียบด้านอีคอมเมิร์ซและศุลกากรของสหภาพยุโรป (EU) โดยตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 EU ได้ยกเลิกสิทธิยกเว้นอากรศุลกากรสำหรับสินค้านำเข้าที่มีมูลค่าไม่เกิน 150 ยูโร และใช้มาตรการอากรศุลกากรชั่วคราว 3 ยูโรต่อรายการสินค้า (item) สำหรับสินค้านำเข้าจากประเทศนอกกลุ่ม EU ซึ่งเน้นการควบคุมและจัดระเบียบสินค้านำเข้าจากนอกภูมิภาคยุโรป นอกจากนี้ EU อยู่ระหว่างนำ Union Handling Fee มาใช้กับสินค้านำเข้าขนาดเล็ก โดยมีการเตรียมการให้เริ่มใช้ภายในเดือนพฤศจิกายน 2569 เพื่อชดเชยต้นทุนที่หน่วยงานศุลกากรใช้ในการดำเนินพิธีการและตรวจสอบสินค้า อย่างไรก็ตาม รายละเอียดอัตราค่าธรรมเนียมควรติดตามประกาศของ EU เนื่องจากจำนวนเงินและรายละเอียดการจัดเก็บยังต้องมีการกำหนดในขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง
มาตรการทั้งของออสเตรียและ EU จึงควรมองแยกจากกัน กล่าวคือ Paketsteuer เป็นมาตรการภาษีภายในประเทศออสเตรียสำหรับการจัดส่งพัสดุภายใต้การขายทางไกล ขณะที่มาตรการ 3 ยูโรและ Union Handling Fee เป็นมาตรการระดับ EU ที่เกี่ยวข้องกับสินค้านำเข้าจากประเทศนอก EU โดยมีเป้าหมายด้านการจัดเก็บรายได้ การบริหารจัดการศุลกากร และการสร้างความสอดคล้องด้านการแข่งขันระหว่างการค้าออนไลน์กับรูปแบบการค้าปลีกอื่น ๆ
ข้อเสนอแนะและความคิดเห็นสำนักงานฯ
การเริ่มบังคับใช้ Paketsteuer ของออสเตรีย ตลอดจนการปรับกฎระเบียบด้านศุลกากรของ EU สะท้อนให้เห็นว่า ต้นทุนและข้อกำหนดในการทำธุรกิจอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนในตลาดยุโรปมีแนวโน้มเพิ่มความซับซ้อนมากขึ้น โดยเฉพาะสำหรับธุรกิจที่พึ่งพาการจัดส่งพัสดุรายชิ้นและการจำหน่ายสินค้ามูลค่าไม่สูงผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์
สำหรับผู้ประกอบการไทย Paketsteuer ไม่ได้เรียกเก็บจากผู้ส่งออกไทยทุกรายโดยตรง และผู้ประกอบการไทยที่ส่งสินค้าไปยังออสเตรียจะมีหน้าที่ตามกฎหมายดังกล่าวหรือไม่ ขึ้นอยู่กับรูปแบบการขาย โครงสร้างการจัดส่ง ผู้รับผิดชอบการขาย และยอดขายที่เข้าเกณฑ์ตามกฎหมายของผู้ประกอบการหรือแพลตฟอร์มที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยที่จำหน่ายสินค้าในออสเตรียผ่าน Marketplace รายใหญ่ควรตรวจสอบกับแพลตฟอร์มว่ามีการปรับค่าธรรมเนียม ค่าบริการ หรือเงื่อนไขการจัดส่งภายหลังการบังคับใช้ Paketsteuer หรือไม่ ในเชิงกลยุทธ์ ผู้ประกอบการไทยควรให้ความสำคัญกับ การบริหารต้นทุนต่อคำสั่งซื้อ การเลือกช่องทางจำหน่าย และรูปแบบการกระจายสินค้ามากขึ้น โดยเฉพาะสินค้าที่มีมูลค่าต่อคำสั่งซื้อไม่สูง เนื่องจากต้นทุนด้านภาษี ศุลกากร ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม และค่าขนส่งอาจมีสัดส่วนสูงขึ้นเมื่อเทียบกับราคาสินค้า
สำหรับผู้ประกอบการไทยที่อยู่ระหว่างการพัฒนาเข้าสู่ตลาดออสเตรีย ควรให้ความสำคัญกับการตรวจสอบกฎระเบียบของสินค้าและข้อมูลผลิตภัณฑ์ ควบคู่กับต้นทุนการนำเข้า เนื่องจาก EU อยู่ระหว่างการพิจารณาเพิ่มข้อกำหนดด้านข้อมูลและการตรวจสอบสินค้านำเข้าผ่านระบบศุลกากร โดยตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 จะมีการใช้ Product Identifiers (PIDs) สำหรับการขายสินค้าทางไกลนำเข้า เพื่อเพิ่มความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับและการควบคุมความปลอดภัยของสินค้า
สำนักงานฯ เห็นว่า ผู้ประกอบการไทยควรติดตามการปรับนโยบายของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซและผู้ให้บริการโลจิสติกส์อย่างใกล้ชิด รวมทั้งประเมินต้นทุน landed cost ก่อนกำหนดราคาสินค้าในตลาดออสเตรียและตลาด EU โดยเฉพาะสินค้าที่จำหน่ายผ่านช่องทาง Cross-border E-commerce ทั้งนี้ การเพิ่มประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์ การรวมคำสั่งซื้อ การบริหารสินค้าคงคลังในภูมิภาค และการเลือกแพลตฟอร์มที่มีระบบจัดการภาษีและศุลกากรที่ชัดเจน จะมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงด้านต้นทุนและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดยุโรป
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงเวียนนา
ตุลาคม 2569
แหล่งอ้างอิง:
https://www.wienerzeitung.at/a/wie-der-staat-kuenftig-an-deiner-online-bestellung-mitverdient
https://oe3.orf.at/stories/3054899
เครดิตภาพ: https://oe3.orf.at